สังคม “แล้วแต่จะให้” ไม่ใช่สังคมประชาธิปไตยที่มีเหตุมีผล
... ถ้ายังจำได้ในรายการถ่ายทอดการลงพื้นที่แก้จนที่อำเภออาจสามารถเมื่อไม่นานมานี้ มีตอนหนึ่ง(ถ้าไม่ใช่หลายตอน)ในการประชุมระหว่างชาวบ้านกับนายกรัฐมนตรี ขณะที่นายกพยายามพูดถึงโครงการและหลักการแก้จน ชาวบ้านจำนวนหนึ่งก็ได้จังหวะ “ขอความกรุณา” จากท่านนายก ... “สักนิดหน่อย ได้เท่าไหร่ก็เอาครับท่าน”
นายกรัฐมนตรีคนนั้นท่าทางอึดอัด แต่ก็ยิ้ม แล้วสุดท้ายก็ควัก “ความกรุณา” จำนวนหนึ่งให้ไป
... จากนั้นไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ครอบครัวของท่านนายกรัฐมนตรีก็ขายหุ้นทั้งหมด และเป็นเศรษฐีเงินสด ...
ตัวนายกรัฐมนตรีเองก็ดูจะมีท่าทีที่อยากให้เรื่องของการขายหุ้นครั้งนี้เป็นเรื่องของการ “แล้วแต่จะให้” ด้วยว่าอยากให้เป็นเรื่องของการบริจาคเงินของเศรษฐี เพราะนายกเองก็ยืนยัน-นั่งยัน-นอนยัน มาแล้วว่าการขายหุ้นครั้งนี้ถูกกฏหมาย
ล่าสุด นายกรัฐมนตรีก็แสดงวิสัยทัศน์ซึ่งน่าจะสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกแบบเถ้าแก่ไทยรับวันตรุษจีนด้วยการเสนอว่าผู้ที่เสียภาษีนั้นน่าจะสามารถเลือกพื้นที่และกิจการในการเอาเงินภาษีไปใช้ได้ ซึ่งเข้าใจว่าในสายตาของนายกรัฐมนตรีผู้มีพื้นเพจากการเป็นทั้งตำรวจและเถ้าแก่ ... เงินภาษีกับเงินบริจาคนั้นไม่น่าจะแตกต่างกัน
ครับผม ... ในสังคมแบบ “แล้วแต่จะให้” ความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรีที่มีพื้นเพมาจากตำรวจและเถ้าแก่แบบนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ... แต่จะรับได้หรือไม่อันนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เรื่องนี้ต้องคิดกันดีๆ เพราะในสังคมแบบแล้วแต่จะให้แบบนี้ การพูดถึงการขายหุ้นของครอบครัวนายกอาจทำให้เราคิดได้แค่ว่าแล้วแต่ครอบครัวนายกจะให้สักเท่าไหร่ก็ว่ามา หรือไม่เราก็อาจจะรู้สึกว่าสิ่งที่บอกว่าจะให้มันน้อยเกินไป
เราจะไปให้พ้นสังคมแบบ “แล้วแต่จะให้” ได้ก็ด้วยการมีเหตุมีผลและมีความเข้าใจในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง การที่เขาเลือกตัวแทนเขาเข้ามาในสภานั้น ในหน้าที่หนึ่งที่สำคัญก็คือการทำหน้าที่จัดสรรงบประมาณ คอยพิจารณาว่าหน่วยงานต่างๆเขาจะเสนองบประมาณอะไรเข้ามา และมีการตรวจสอบว่าสิ่งที่เสนอขึ้นมานั้นสมเหตุสมผลไหม
นายกอาจจะพูดถูกประการหนึ่งว่าทำไมคนที่เสียภาษี โดยเฉพาะพวกที่เสียเยอะๆนั้นไม่มีเสียงหรืออย่างไร ว่าอยากให้เอาเงินของเขาไปลงตรงไหน
แต่สิ่งที่นายกคิดนั้นมันไม่ตรงกับหลักการประชาธิปไตยสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะนายกควรจะคิดแบบหัวหน้าพรรคการเมืองที่มีหัวใจอยู่ที่ประชาชนว่าทำไมคุณภาพของ สส พรรคนายกถึงไม่สามารถทำงานให้ถูกใจเถ้าแก่ได้ ทำไมสสในพรรค และรัฐมนตรี รวมถึงข้าราชการถึงไม่สามารถทำงานให้ถูกใจเถ้าแก่แบบนายกได้
แม้ว่าจะมีนักวิชาการ ฝ่ายค้าน และสื่อมวลชนพยายามตั้งคำถามว่าทำไมการขายหุ้นในครั้งนี้ไม่เสียภาษี ทั้งที่คนขายก๋วยเตี๋ยวหรือพ่อค้าแม่ขายจำนวนมากนั้นต้องเสียภาษีอย่างหนัก มีการไปนับชามก๋วยเตี๋ยวกันอย่างเอาจริงเอาจัง แต่ในสังคมแบบ “แล้วแต่จะให้” นี้สิ่งที่ขาดหายไปในข้อถกเถียงก็คือ
1. คนที่จ่ายภาษีมากที่สุดคือประชาชน ทั้งในส่วนภาษีรายได้ในฐานะที่เป็นแรงงาน และภาษีมูลค่าเพิ่มจากการเป็นผู้บริโภค ดังนั้นข้อเสนอที่ว่าเถ้าแก่ควรจะเป็นผู้กำหนดว่าจะใช้เงินภาษีอย่างไรจึงไม่ถูกทั้งหมด และที่สำคัญประชาชนนั้นนอกเหนือจากการขายแรงงานและเป็นผู้บริโภคที่ถูกผลักภาระภาษีขั้นสุดท้ายมาให้แล้ว เขายังถูกขูดรีดแรงงานในกระบวนการผลิต จึงทำให้ความมั่งคั่งมิได้ตกอยู่กับตัวเขามากเท่ากับเจ้าของทุน
2. รัฐไทยมิได้ใช้กลไกภาษีในการหารายได้เข้ารัฐแต่เพียงอย่างเดียว ประชาชนจำนวนมากในสังคมนั้นไม่ได้จ่ายภาษีรายได้เพราะเป็นคนจน เป็นแรงงานนอกระบบ แต่เขาต้องจ่าย “ค่าเช่า” และ “ค่าคุ้มครอง” ให้กับเจ้าหน้าที่ของรัฐเช่นกัน (ในฐานะตำรวจเก่า นายกย่อมรู้ดี) นอกจากนี้บางยุคสมัยรัฐไทยยังได้เงินและความช่วยเหลือจากต่างชาติในหลายลักษณะเช่นกัน
วิธีการที่จะทำให้การใช้จ่ายภาษีมีเหตุมีผลขึ้นจึงควรจะอยู่ที่ประชาชนมากกว่าเถ้าแก่ โดยเริ่มง่ายๆจากการแปะราคาสินค้าแยกกับราคาภาษีที่ต้องจ่าย และแปะราคารวมไว้ด้วย ประชาชนจะมีความเข้าใจ สนใจ และกังวลกับระบบรัฐสภามากขึ้น เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องการอัจฉริยะมาร่างรัฐธรรมนูญให้ระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภามีเหตุมีผล ไม่ต้องเสียเลือดเนื้อเดินขบวน แต่ทุกครั้งที่เราซื้อของเราจะรู้ว่าเราต้องจ่ายภาษี เราจะกดดันรัฐและเสียงดังไม่แพ้พวกเถ้าแก่
แค่นี้เองครับ เราจะได้เริ่มเข้าใจว่าบางทีเถ้าแก่บางคนที่ซุกหุ้นและเลี่ยงภาษีนั้น เขาอาจจะรักประชาชนของเขามั่กๆ แต่เพราะเขาไม่ไว้ใจรัฐว่าจะเอาเงินไปทำอะไร เลยต้องซุกและเลี่ยง ... ทั้งที่เขาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแต้ๆ !!!!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 1 กุมภาพันธ์ 2549 หน้า 4



