สิงโตหายไปในอาจสามารถ … ?
หมายเหตุ: ควรเปิดเพลง I shot the sheriff ของ Bob Marley ประกอบการอ่าน ...
1) เรื่องของสิงโต: เรื่องโม้ๆสัปดาห์นี้ขอเริ่มด้วยเรื่องขำๆที่ประยุกต์จากเรื่องขำๆจากบราซิล ที่อาจารย์แว่นอ้างถึงไว้ในหนังสือของเขา
เรื่องมีอยู่ว่าสิงโตสองตัวหนีออกมาจากเขาดิน เจ้าตัวแรกหนีไปแอบแถวที่คนเขาเรียกว่าสนามหลวง และถูกจับอย่างรวดเร็ว ภายหลังจากเขมือบคนที่เดินผ่านมา อันเนื่องมาจากความหิวโหยของมัน
เจ้าสิงโตตัวที่สองหายไปหลายเดือน และวันหนึ่งก็ถูกจับกลับมา แต่มันกลับมาอย่างอ้วนท้วน และยิ้มแย้ม
เพื่อนฝูงในสวนสัตว์ต่างสงสัยว่าเจ้าสิงโตตัวที่สอง “อาจสามารถ” อะไรขนาดนั้น? เจ้าสิงโตตัวที่สองไปหาที่ซ่อนที่ปลอดภัยและอุดมสมบูรณ์ขนาดนั้นได้อย่างไร
เจ้าสิงโตตัวที่สองยิ้มแก้มปริหลังแล้วตอบว่า ความจริงแล้วมันมันหนีไปพร้อมกับเจ้าตัวแรก แต่มันคลาดกับเจ้าตัวแรก มันเลยหนีข้ามจากสนามหลวง ลัดเลาะเข้าไปยังตึกๆหนึ่งข้างที่ที่คนเขาเรียกว่ากระทรวงมหาดไทย
ในตึกแห่งนั้นที่มีคนใส่เครื่องแบบสีน้ำตาลอยู่เต็มไปหมด มันบอกว่าตึกนั้นเป็นสวรรค์ของมัน ทุกๆสามวันมันก็จับเจ้าคนใส่ชุดสีน้ำตาลคนนึงกินไป (มันแอบได้ยินว่าคนเขาเรียกว่าข้าราชการ) และก็ไม่เห็นมีใครสนใจ
เพื่อนๆในสวนสัตว์ทำท่าตื่นเต้นตกใจ แล้วยิงคำถามต่อไปว่าอ้าวแล้วเอ็งถูกจับได้อย่างไร?
เจ้าสิงโตตัวอ้วนพีจึงตอบอย่างเศร้าสร้อยว่า วันนึงมันเผลอไปกินคนส่งกาแฟและข้าวผัดเข้าให้ มันเลยถูกจับทันทีเพราะพวกคนชุดน้ำตาลด้วยกันเริ่มสังเกตว่าเจ้าคนส่งกาแฟและข้าวผัดไม่มาตามเวลา
2) นายอำเภอหายไปไหน?: ถ้าเจ้าสิงโตจ้ำม่ำ ดันหนีขึ้นไปที่อำเภอ แล้วกินนายอำเภอเข้าไป ...
ก. ถามว่าข้าราชการบนอำเภอจะรู้เมื่อไหร่ว่านายอำเภอนั้นหายไป ?
ตอบ: อีกนาน เพราะธรรมดานายอำเภอก็ไม่ค่อยอยู่ อยู่แล้ว ด้วยว่าต้องมีประชุมหรือออกไปโน่นไปนี่
ข. ถามว่าประชาชนในอำเภอจะรู้เมื่อไหร่ว่านายอำเภอหายไป ?
ตอบ: อีกนาน เพราะความจริงแล้วในโครงสร้างอำนาจในชนบทนั้น ประชาชนสามารถเข้าหาอำนาจได้หลายขั้ว อาทิ สจ อบต สส กำนัน และผู้ใหญ่บ้านก็ยังมี ... ไม่รวมรายการข่าวชาวบ้านอีกจำนวนมาก ... และไม่รวมถึงการเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาของเขาด้วยกันเอง ผ่านความเป็นครอบครัว เครือญาติ และคนบ้านเดียวกัน
ค. ถามว่าสิงโตตัวนั้นจะถูกจับเมื่อไหร่?
ตอบ: สิงโตจะถูกจับทันทีเมื่อผู้ว่า มท๑ หรือนายกรัฐมนตรีต้องการเรียกใช้นายอำเภอคนนั้นแล้วหาตัวไม่เจอ !!!
เรื่องขำขำเรื่องนี้น่าจะได้ข้อสรุปข้อเดียวกัน หากสิงโตตัวดังกล่าวหนีไปในจังหวัด แล้วไปซ่อนที่ศาลาว่าการของจังหวัด แล้วดันไปกินผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าไป ...
หุหุ ... ความจริงเรื่องขำๆที่อิงมาจากบราซิลนี้ มีจุดมุ่งหมายเดียวที่จะบอกว่าระบบราชการนั้นไร้ประสิทธิภาพ แต่ถ้าเราเกิดจริงจังกับเรื่องตลกนี้ ก็น่าจะลองคิดถึงว่าความจริงแล้วสิงโตตัวนี้ย่อมถูกจับทันทีเมื่อ “เจ้านาย” ของข้าราชการคนนั้นถามหา แต่เจ้านายอาจมีลูกน้องหลายคน ดังนั้นการหายตัวไปของลูกน้องสักคนก็คงไม่ถึงกับเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย
เรื่องมันจะคอขาดบาดตายก็เพราะระบบจังหวัดและอำเภอมันเป็นระบบราชการส่วนภูมิภาคและกำลังถูกปรับให้เป็นระบบการบริหารแบบซีอีโอนั่นแหละ
คนที่เดือดร้อนในการที่หัวหน้าหายไปนั้นไม่ใช่ลูกน้องกับประชาชน แต่เป็นเจ้านายที่สูงกว่าต่างหาก !!!
ระบบซีอีโอจึงเป็นระบบที่ต้องการลูกน้องที่ไปคุมลูกน้องต่อกันไปเป็นทอดๆ
และเป็นระบบที่ต้องการอำนาจในแบบการรวมศูนย์และอำนาจในการสั่งการ
ส่วนทุกข์ของประชาชนที่เป็นเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาปัญหาในระบบซีอีโอนั้น เป็นเรื่องที่ต้องรอ และเป็นเรื่องตามมา ภายหลังจากการมีลูกน้อง และอำนาจในการสั่งการเสียก่อน
3. อำเภอที่ไม่มีนายอำเภอ: ทีนี้ลองมาขำกันต่อ รายการมหกรรมแก้จนที่อาจสามารถนั้นอาจจะมีคนพูดถึงมาหลายมุมแล้ว ซึ่งล้วนแล้วแต่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวนายกรัฐมนตรี
มาวันนี้เรื่องโม้ๆจะขอขำต่ออีกสักหน่อย ว่าความจริงแล้วประโยชน์จากการติดตามเรื่องมหกรรมแก้จนในครั้งนี้ก็คือเราได้เห็นจริงๆว่าระบบราชการส่วนภูมิภาคนั้นตายแล้ว
ฮ่าฮ่า สิงโตมันคงกินไปหมดแล้ว
ดังนั้นตัวแบบของการแก้ปัญหาความยากจนที่อาจสามารถซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ลงไปจัดการนั้น ไม่ได้มีประโยชน์ในการใช้เป็นแบบฝึกหัดและตัวแบบที่นำไปปรับใช้ในการแก้ปัญหา
แต่มันสะท้อนให้เห็นถึงการรวมศูนย์อำนาจในสังคมไทย ซึ่งความจริงแล้วขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการกระจายอำนาจและให้ประชาชนได้แก้ปัญหาตัวของเขาเอง (มากกว่าแค่มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา แต่แก้ปัญหาด้วยตัวเขาเองเลย)
การที่นายกฯต้องลงไปสาธิตการเป็นนายอำเภอนั้นความจริงเป็นเรื่องที่น่าเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง เพราะนายกฯลงพื้นที่ก็ไม่แตกต่างจากนายอำเภอส่วนใหญ่ที่ลงพื้นที่ (คือถูกส่งลงไป ไม่ได้ถูกเลือกให้ลงไป) แต่นายกสามารถเลือกลงพื้นที่ได้มากกว่านายอำเภอ
การวิจารณ์ว่าถ้าไม่ใช่นายกลงพื้นที่นายอำเภอก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็วฉับไวขนาดนี้จึงน่าจะเป็นเรื่องที่เราต้องคิดกันได้แล้ว ว่านอกจากเราจะคิดในทางแรกว่าเราควรมอบอำนาจให้นายอำเภอมากขึ้นเหมือนที่นายกพยายามคิด
เราอาจจะต้องคิดใหม่ว่า ถึงเวลาที่ต้องปรับปรุงโครงสร้างในระดับอำเภอและจังหวัดเสียใหม่ได้แล้ว
ลองพูดง่ายๆ ถ้ามีรายการเรียลลิตี้โชว์ขึ้นมาอีกรายการหนึ่ง สมมุติว่าสิงโตกินนายอำเภอไปแล้ว ทีนี้เราอาจจะได้เห็นอะไรมากกว่านี้
สมมุติใหม่ว่าสิงโตกินนายอำเภอไปแล้ว แล้วไม่มีนายกรัฐมนตรีมาลงพื้นที่ เรื่องนี้น่าจะให้การศึกษากับประชาชนมากกว่าว่าพวกเขาจะแก้ปัญหาพวกเขาเองได้อย่างไร
เราจะเห็นภาพของชาวบ้านในรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อนกว่าการรวมกลุ่มมาร้องขอและประท้วงนายกรัฐมนตรี หรือนายอำเภอ
เราอาจจะได้เรียนรู้ว่าในแต่ละพื้นที่นั้นมีหน่วยราชการอะไร มีหน่วยการปกครองท้องถิ่นอะไร วัดทำหน้าที่อะไร (มากกว่าเป็นที่ให้นายกไปนอน) ชาวบ้านมีกี่แบบ และเมื่อเวลามีปัญหาเรื่องหนึ่งเกิดขึ้นพวกเขาแก้ปัญหาอย่างไร
สิ่งที่เรากำลังเห็นก็คือการบริหารงานในแบบจังหวัดและอำเภอ ซึ่งเป็นการบริหารงานแบบส่วนภูมิภาค คือเป็นสาขาของระบบส่วนกลาง นั้นเป็นที่ถูกจริตของพรรคไทยรักไทยยิ่ง และแม้ว่าจะตายไปแล้ว แต่ก็ยังจะต้องถูกปลุกขึ้นมาโดยตลอด เพราะไทยรักไทยไม่มีฐานชนบทจริงๆ ดังจะเห็นจากการที่วินัยของพรรคไม่สามารถจัดการบรรดานักการเมืองจากท้องถิ่นในพรรคตัวเองได้ (ก๊วนนั้นประกอบด้วยผู้ที่เคยถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นสมัย รสช และข้าราชการมหาดไทยเก่า)
พรรคไทยรักไทยจึงต้องพยายามเข้าถึงและต่อติดกับฐานอำนาจท้องถิ่นผ่านเงินกู้ระดับหมู่บ้าน ภาพลักษณ์การสร้างความภูมิใจของตำบล และการใช้ระบบซีอีโอกับนายอำเภอและผู้ว่า ซึ่งหมายถึงการใช้อำนาจสั่งการลงไปในท้องถิ่น
เมื่อเรามองลึกลงไปอีกหน่อย เราก็จะเห็นสภาวะของการพยายามดิ้นรนที่จะมีที่ทางของอำเภอและจังหวัดในการบริหารราชการแผ่นดินอยู่ไม่น้อย เพราะงานจำนวนมากที่อำเภอและจังหวัดทำอยู่นั้นเป็นการคิดงานขึ้นใหม่ ด้วยว่ากฏหมายระบุให้งานบำบัดทุกข์และบำรุงสุขต่างๆของจังหวัดและอำเภอนั้นต้องไปอยู่ในระบบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น
การคิดงานใหม่ของนายอำเภอและผู้ว่าเป็นสิ่งดี แต่สิ่งเหล่านี้ไม่สะท้อนถึงการบริหารในแบบประชาธิปไตย เพราะประชาชนในท้องถิ่นไม่มีตัวแทนและช่องทางในการสนทนาและตรวจสอบผู้ว่าและนายอำเภออย่างเป็นระบบและมีกฏหมายรองรับ การบริหารงานในระดับจังหวัดและอำเภอจึงถูกประเมินจากส่วนกลางเป็นหลัก
คิดใหม่อีกสักทีดีไหมครับ .... ถ้าไม่รีบคิดเดี๋ยวสิงโตจ้ำม่ำตัวเดิม เกิดหนีแล้วไปซ่อนอยู่แถวฝั่งธน หรือแถวถนนเพชรบุรีขึ้นมาจะยิ่งสนุกไปกันใหญ่ ... !!!
เอกสารอ้างอิง:
-Evans, P. 1995. Embedded Autonomy: States and Industrial Transformation. Princeton, NJ: Princeton University Press.
———————————————————————————-
หมายเหตุ: ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 15 ฉบับที่ 13. วันพฤหัสบดี ที่ 26 มกราคม 2549.



