โชว์ห่วยเกิดได้ในสังคมที่อ่อนแอ
คำถามที่ว่าปฏิบัติการแก้จนของนายกรัฐมนตรีในพื้นที่อำเภออาจสามารถนั้นประสบความสำเร็จหรือไม่ เป็นคำถามที่คับแคบเป็นอย่างยิ่ง
คำถามที่น่าถามมากกว่าก็คือ รายการปฏิบัติการแก้จน รายการเรียลลิตี้ทีวีปฏิบัติการณ์แก้จน และรายงานข่าวปฏิบัติการณ์แก้จนจากสื่อมวลชนทั่วไป ทั้งสามอย่างนี้ได้ทำหน้าที่อะไรที่ทำให้ผู้ชมเข้าใจเรื่องความยากจนมากขึ้นทั้งในส่วนของคำนิยามของความยากจน สาเหตุและผลของความยากจน ตลอดจน “ความเชื่อมโยงเกี่ยวข้อง” ระหว่างผู้ชมกับความยากจนและคนยากจนที่ปรากฏอยู่ในจอทีวีและในสื่อ
เรื่องที่น่าเศร้าใจก็คือสิ่งที่เราพบในปรากฏการณ์แก้จนทั้งอาทิตย์ที่ผ่านมาก็คือการทำงานของสื่อในการตามถ่ายและชวนโหวต หรือจะพูดให้ง่ายเข้าก็คือสื่อมวลชนทุกสาขาต่างกลายเป็น “ลูกมือ” ของยูบีซีในการขยายผลรายการเรียลลิตี้โชว์ของยูบีซีไปโดยไม่รู้ตัว
ยูบีซีประกาศว่าไม่มีการโหวต สื่อมวลชนทั่วไปผู้ทรงอำนาจในฐานะฐานันดรพิเศษที่ไม่ยอมปฏิรูปตัวเองแต่ห้ามนายทุนมาซื้อ(โดยไม่บอกก่อน)ทั้งหลายก็ภาคภูมิใจว่าได้ทำหน้าที่ของสื่อมลชนโดยการเปิดให้มีการโหวตและรายงานผลโพลเฉพาะกิจที่เกี่ยวพันแต่ประเด็นเรื่องทัศนคติและความพึงใจมากกว่าการนำเสนองานวิชาการในระดับลึกซึ้งอย่างเป็นระบบถึงทางเลือก และงานวิจัยต่างๆ และปฏิบัติการของภูมิปัญญาชาวบ้านอันหลากหลายที่สั่งสมมานานจากหลายพื้นที่
เอาเป็นว่าถ้ารู้สึกว่างานของพวกนักวิชาการมันน่าเบื่อ อ่านไม่รู้เรื่อง ไม่ตื่นตาตื่นใจเหมือนงานโพลกระทันหันที่เต็มไปด้วยหลักการวิชาการ และผลโหวตทางโทรศัพท์ รวมทั้งการสัมภาษณ์ทัศนคติของนักการเมืองและผู้นำมวลชน ทำไมสื่อต่างๆไม่พยายามที่จะนำเสนอให้เห็นว่าสื่อต่างๆได้นำเสนอเรื่องความยากจนมาเป็นเวลายาวนานอย่างไร มีประเด็นอะไรบ้างที่ได้นำเสนอไปแล้ว และองค์ความรู้ของสื่อต่างๆในเรื่องเหล่านี้มีอยู่แค่ไหน (หรือว่าฐานข้อมูลมีไว้ขายนักศึกษาและนักวิจัยที่ต้องไปค้นข้อมูลไปทำงานวิจัยที่น่าเบื่อต่อไปเท่านั้นเอง)
ภาพรวมของการนำเสนอปฏิบัติการณ์แก้จนของสื่อมวลชนจึงเป็นผลสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาล นักการเมืองและนายทุนนั้นไม่จำเป็นต้องเข้าไปแทรกแซงสื่อในฐานะการบังคับและการเป็นเจ้าของเสมอไป (แม้ว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความพยายามมาโดยตลอด) แต่รัฐและทุนนั้นสามารถแทรกแซงสื่อได้ด้วยวิธีอันซับซ้อน อาทิการกำหนดประเด็นข่าว หรือการปล่อยให้สื่อบางกลุ่มเข้ามาจุดกระแสหรือจุดประเด็นเพื่อให้สื่ออื่นเล่นตามและกลายเป็นลูกมือคอยตามรายงาน นั่นหมายความว่าไม่ปล่อยให้สื่อสามารถทำข่าวและกำหนดประเด็นติดตามได้เอง รวมไปถึงการเล่นกับโครงสร้างความรู้สึกและอุดมการณ์บางอย่างในสังคมในการกำหนดประเด็นในสังคมที่เหนือไปจากการเอาข่าวกลบข่าว โดยการขับเคลื่อนความรู้สึกทางสังคมบางประการณ์ผ่านแนวคิดเรื่องชาตินิยม ความเป็นไทย อาทิการใช้คำว่ารักชาติหรือไม่รักชาติ ในการแขวนป้ายกับสิ่งที่ท้าทายรัฐบาล
ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเราไม่(ค่อย)เห็นสกู๊ปข่าวที่นอกเหนือไปจากการวิจารณ์รัฐบาลและความบันเทิงจากการตามถ่ายนายกรัฐมนตรี ทั้งที่สิ่งที่น่าจะมีมากกว่านั้นก็คือการเชื่อมโยงให้เห็นว่าผู้ชมที่ยากจนในส่วนอื่นๆเกี่ยวพันกับการแก้ปัญหาที่อาจสามารถอย่างไร ทั้งนี้เพราะรัฐบาลพยายามอธิบายว่าการแก้ปัญหาที่อาจสามารถสามารถเป็น”ตัวแบบ” ในการแก้ปัญหาที่อื่นๆได้ ทั้งที่ความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เกิดขึ้นที่อาจสามารถกับส่วนอื่นๆในสังคมอาจเกิดขึ้นในสองระดับ
ในระดับแรก สิ่งที่เกิดขึ้นที่อาจสามารถนั้นเกี่ยวพันกับพื้นที่ยากจนอื่นๆ ในความหมายที่ว่าการแก้ปัญหาที่อาจสามารถนั้นมีผลทำให้การจัดสรรงบประมาณในพื้นที่ยากจนอื่นๆเปลี่ยนไปไหม และความไร้ประสิทธิภาพของข้าราชการในที่อื่นๆนั้นจะสามารถถูกตรวจสอบและจัดการได้ไหม
ในระดับที่สอง สิ่งที่เกิดขึ้นที่อาจสามารถนั้นเกี่ยวพันกับพื้นที่ที่ร่ำรวยส่วนอื่นๆไหม ในความหมายที่ว่าในกระบวนการที่ความยากจนเกิดขึ้นที่อาจสามารถนั้นการจัดสรรทรัพยากรบางส่วนได้กระจุกตัวในพื้นที่ร่ำรวยและคนรวย รวมทั้งคนที่เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีโอกาสมากกว่าหรือไม่ ผู้ชมที่มีเงินมากว่าที่อาจสามารถนั้นเกี่ยวพันอย่างไรกับอาจสามารถ?
ถ้ารัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าไม่เข้าใจการแก้ปัญหาความยากจน สิ่งที่ท้าทายสื่อมวลชนก็คือสื่อจะทำให้คนในสังคมเข้าใจปัญหาความยากจนและความเกี่ยวข้องของตัวเรากับปัญหาความยากจนที่คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าตนเสพข่าวการแก้จนและปัญหาความยากจนแค่เป็นข้อมูลและความบันเทิงได้อย่างไร
ทั้งที่โดยการดำรงชีวิตและทัศนคติบางประการของคนจำนวนไม่น้อยนั้นล้วนช่วยกันสร้างปัญหาความยากจนให้กับประเทศทั้งสิ้น !!!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ 25 มกราคม 2549 หน้า 4



