Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


ขอต้อนฮับสู่ … ทุ่งแล้งแห่งความจน/จริง

ในสังคมที่เรามีรายการคุยข่าวจำนวนมากที่คุยข่าววนอยู่ไม่เกินสิบข่าวต่อวัน (เข้าใจว่าหวังดี เพราะกลัวจะอ่านหนังสือพิมพ์หน้าแรกไม่ออก) ทั้งที่หนังสือพิมพ์มีข่าวไม่ต่ำกว่ายี่สิบหน้า เราก็ไม่ควรจะแปลกใจว่าทำไม รายการเรียลลิตี้แก้จนที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดภารกิจแก้จนของท่านนายกจึงได้รับความสนใจมากมายขนาดนั้น

ประการแรก เราไม่น่าจะแยกโลกออกเป็นสองประเภทแค่ “จริง” กับ “ไม่จริง” แต่ควรต้องเข้าใจคำว่า “เสมือนจริง” (virtual reality) เสียด้วย อย่างน้อยในภาษาทางพวกคอมพิวเตอร์เนี่ย (พิมพ์คำนี้ไปใน google หรือ yahoo จะพบคำจำกัดความมากมาย) เขาเห็นว่าความจริงเสมือนนั้นเป็นความจริงประดิษฐ์ที่มีการจงใจสร้างขึ้นด้วยเครื่องมือและโปรแกรมบางประการ นั่นหมายความว่ามีการ “ถ่ายทอด” “สิ่งที่เกิดขึ้น” ก็ถือเป็นความจริงเสมือนประการหนึ่งเข้าไปแล้ว

การจงใจประดิษฐ์ความจริงนั้นมีองค์ประกอบอย่างน้อยสองประการ องค์ประกอบแรกก็คือการประดิษฐ์ความจริงที่เลียนแบบธรรมชาติหรือสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว หรือการประดิษฐ์ความจริงตามจินตนาการของเราเป็น ส่วนองค์ประกอบที่สองก็คือการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของผู้เข้าชม (interactive) ซึ่งในการประดิษฐ์ความจริงเช่นนี้นั้น ผู้ที่เขียนโปรแกรมที่นำเสนอความจริงเสมือนสามารถกำหนดกฏเกณฑ์บางประการสำหรับการเข้าชมและมีส่วนร่วม

ในแง่นี้ความจริงเสมือนจึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อน เพราะการเสพความจริงเสมือนนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง หรือจะพูดให้วกวนขึ้นอีกนิดก็คือ ชีวิตจริงของเราก็เสพความจริงเสมือนเข้าไปแล้วไง จึงยากจะแบ่งความจริงกับไม่จริงออกจากกัน

ประการที่สอง เมื่อเราไม่สนใจแยกความจริงออกเป็นความจริงแท้กับความไม่จริง สิ่งที่เราควรจะสนใจน่าจะอยู่ที่ เรื่องอย่างน้อยสองประการ ประการแรกก็คือทำไมคนเราถึงพอใจที่จะเสพความจริงเสมือน โดยเฉพาะเรียลลิตี้ทีวี (ความพึพอใจในระดับปัจเจกชน-ผู้ชม) และประการที่สองนั้นก็คือ ความจริงเสมือนหรือความจริงประดิษฐ์นั้นทำหน้าที่อะไรในฐานะของสื่อมวลชน (บทบาทของสื่อกับสังคม)

งานวิจัยทางด้านจิตวิทยาสื่อสารมวลชนชิ้นหนึ่ง (Reiss & Wiltz 2004) เสนอว่า คนที่ชมรายการเรียลลิตี้ทีวีนั้น(หรือความบันเทิงที่ผู้ชมได้รับและสร้างขึ้น) จะรับชมเพราะเห็นว่ารายการดังกล่าวนั้นมีเรื่องราวและผู้ร่วมรายการที่อยู่ในฐานะและสถานภาพที่เป็นชีวิตจริง ในความหมายที่ว่า ความบันเทิงของผู้ชมนั้นมาจากการเทียบเคียงชีวิตของตนเองและสถานภาพของตนเองเข้ากับผู้ร่วมรายการ ซึ่งงานวิจัยดังกล่าวเสนอว่า ตัวเนื้อเรื่องนั้นอาจไม่จำเป็นต้องเป็นจริงเท่ากับตัวละครในเรื่องหรือผู้ร่วมรายการนั่นเอง และในขณะเดียวกัน เมื่อรายการดังกล่าวนำ “คนธรรมดา” เข้ามาร่วมรายการ ผลที่เกิดขึ้นที่นำไปสู่ความนิยมและความบันเทิงก็คือผู้ชมมีความเชื่อว่า “คนธรรมดา” นั้น “มีความสำคัญ” ดังนั้นการวิจารณ์ว่ารายการดังกล่าวนั้นจริงหรือไม่จริงของบรรดานักวิชาการจึงละเลยความสำคัญของมิติของความรู้สึกของผู้ชมที่ให้ความสำคัญกับผู้ร่วมรายการที่ “อาจเป็นใครก็ได้” ในสังคมที่พยายามให้ความสำคัญกับความพิเศษเหนือคนธรรมดามากขึ้นทุกที

งานวิจัยดังกล่าวเสนอว่าความอยากรู้อยากเห็นนั้นไม่ใช่แรงจูงใจสำคัญของรายการเรียลลิตี้ทีวีเท่ากับเรื่องของความธรรมดาของผู้เข้าร่วมรายการ (หรือถ้าลองคิดอีกสักหน่อย อาจจะรวมถึงกรณีที่คนที่เป็นที่สนใจไปใช้ชีวิตร่วมกับคนธรรมดา หรือใช้ชีวิตเยี่ยงคนธรรมดาเช่นกัน)

นอกจากนี้แล้ว ความนิยมในรายการเรียลลิตี้ ทีวีนั้นยังเกี่ยวพันกับความบันเทิงในเรื่องของการแข่งขันและการลงโทษ ที่เกิดขึ้นในรายการ รวมไปถึงการค้นพบว่าผู้ที่ชมรายการดังกล่าวในต่างประเทศมักเป็นผู้ที่ให้ความสนใจกับการพบปะพูดคุยกันมากกว่าการปลีกตัวออกจากสังคม ดังจะเห็นจากการจับกลุ่มพูดคุยกันเกี่ยวกับผู้ร่วมรายการ

ท้ายสุดงานวิจัยดังกล่าวเสนอว่ารายการเรียลลิตี้ทีวีที่ได้รับความนิยมนั้นมักจะเป็นรายการที่ผู้ชมแสดงออกซึ่งความไม่พอใจกฏกติกาบางประการในรายการ รวมไปถึงให้กำลังใจกับผู้เข้าร่วมรายการบางคนที่สามารถเอาชนะหรือเปลี่ยนแปลงกฏกติกาเหล่านั้นได้

ในขณะที่งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งทางด้านนิเทศศาสตร์ (Fetveit 1999) นำเสนอว่า ความสำคัญของการใช้เทคนิคในการถ่ายทำนั้นอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยี่ที่อ้างถึงความคมชัดและความเหมือนจริง แต่อาจอยู่ที่ความดิบและไม่ละเอียดของการถ่ายทำจากกล้องวงจรปิด จากกล้องวีดีโอ หรือจากส่วนที่โดยขนบของการออกอากาศภาพส่วนดังกล่าวจะไม่ได้ออกอากาศ ซึ่งในแง่นี้สิ่งที่สำคัญกลับอยู่ที่เหตุการณ์ที่ออกอากาศที่เกี่ยวพันกับอารมณ์ความรู้สึกของคนในสังคมในเหตุการณ์ที่อาจจะไม่เคยได้พบเห็นมาก่อน เช่นอุบัติเหตุ รวมไปถึงการให้ความสัญกับเหตุการณ์ที่ปรากฏออกมามากกว่าความซับซ้อน ลุ่มลึก และเป็นนามธรรมของปรากฏการณ์ดังกล่าว ซึ่งทั้งหมดทั้งสิ้นนี้ปรากฏการณ์ความนิยมในเรื่องของเรียลลิตี้ทีวีนั้นสะท้อนถึงความเหินห่างจากสิ่งที่เกิดขึ้น ในแง่ที่ว่าสิ่งที่ปรากฏขึ้นในรายการแม้ว่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นปรกติ แต่ก็มีผู้คนจำนวนมากที่ชมนั้นรู้สึกว่าตนนั้นเหินห่างจากสิ่งปรากฏขึ้นเช่นกัน และขณะเดียวกัน ความสำคัญของ เรียลลิตี้ทีวีนั้นอยู่ตรงที่ทั้งคำว่า “เรียลลิตี้” และคำว่า “ทีวี” เพราะทีวีนั้นเป็นสื่อที่นำเราเข้าไปใกล้กับเหตุการณ์ที่เรารู้สึกว่าห่างจากเรา และขณะเดียวกันทีวีก็เป็นสื่อและพื้นที่ทำให้เรามีระยะห่างจากสิ่งที่ปรากฏเช่นกัน ซึ่งทำให้ผู้ชมรู้สึกปลอดภัยกับการชมเพียงแค่การเปลี่ยนช่องรับชม

สิ่งที่น่าสนใจก็คือการไปให้ไกลกว่าการปฏิเสธว่าเรียลลิตี้ทีวีนั้นไม่จริง แต่ต้องพิจารณาว่าความจริงนั้นถูกประกอบสร้างและนำเสนอขึ้นมาอย่างไร นอกจากนั้นแล้ว เราอาจจะต้องคิดต่อไปสักหน่อยว่าผู้ถ่ายทำ ผู้ตัดต่อ และผู้ตัดสินใจนำเอาภาพและเรื่องออกอากศนั้นมีความมุ่งหมายอะไร ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เรารับชมนั้นมิใช่มีแต่ความจริงที่ปรากฏกับตัวเราในฐานะผู้ชม แต่เราต้องสนใจทั้งเรื่องและคำที่นำเสนอเรื่องเหล่านั้นมาถึงตัวเราด้วย

เมื่อเราลองยกระดับการวิเคราะห์จากความสนใจของผู้ชมที่มีต่อรายการเรียลลิตี้ทีวีมาสู่บทบาทของเรียลลิตี้ทีวีต่อสังคม นักวิชาการด้านนิเทศศาสตร์ที่ใส่ใจสื่อสารกับสังคม (ต่างจากนักนิเทศศาสตร์ที่สนใจสื่อสารกับผู้ชม) ก็จะตั้งคำถามว่าปรากฏการณ์รายการเรียลลิตี้ทีวีที่มักถูกมองว่าเป็นรายการอันหาสาระมิได้นั้นความจริงแล้วสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่มีต่อประเด็นของพื้นที่สาธารณะเป็นอย่างมาก (Hight 2001 และ Dovey 2000 อ้างใน Hight 2001) ด้วยว่ารายการดังกล่าวนั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเส้นแบ่งของความเป็นส่วนตัวและความเป็นส่วนรวม โดยเฉพาะกับปรากฏการณ์สื่อที่ผสมปนเปความเป็นส่วนตัวและความเป็นส่วนรวมเช่นนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ผู้ชมและผู้วิเคราะห์สามารถเข้าไปเกี่ยวพันกับสิ่งดังกล่าวมากกว่ารีบร้อนปฏิเสธถึงความไม่สลักสำคัญของเรียลลิตี้ทีวี

ถ้าเราชมภาพยนตร์เดอะ แมตริก เราก็จะพบว่าสิ่งที่นีโอสัมผัสและรู้สึกว่า “จริง” ก่อนที่จะเข้าร่วมขบวนการต่อต้านเดอะแมตริกกับมอเฟียสนั้น ล้วนแล้วแต่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี่ (หรือ “สร้างภาพ”) จากซากปรักหักพังของความล่มสลายที่เกิดมาก่อนหน้านั้น (Zizek 2002) ดังนั้นเรียลลิตี้แก้จนนั้นอาจจะต้องเริ่มตั้งคำถามและนำเสนอถึงเรื่องของ “ความล่มสลาย” ของความมั่งคั่งที่เกิดขึ้นในทุ่งแล้งแห่งความจนจากอดีตสู่ปัจจุบันที่นอกเหนือไปจากความจนที่เกิดจากตัวบุคคล (หมายความว่าถ้าต้องการนำเสนอความจริง ก็ต้องนำเสนอสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหลังสิ่งที่เห็นด้วยตาเปล่าอีกชั้นหนึ่ง) และนอกจากนี้แล้วสิ่งที่รัฐบาลประกาศมาโดยตลอดว่าจะทำสงครามกับความยากจนนั้น อาจเป็นไปได้ว่า “ศัตรู” ที่เรากำลังต่อสู้อาจไม่ใช่ความยากจน แต่อาจจะเป็นความร่ำรวยของนายทุนที่มาจากผลประโยชน์ทับซ้อน ความไร้ประสิทธิภาพของระบบราชการ หรือการแสวงหาความมั่งคั่งของระบบราชการผ่านการประกาศและแก้ปัญหาความยากจนในอดีต หรือความร่ำรวยและความได้เปรียบของคนในเมือง

ที่สำคัญอย่าลืมว่าเรียลลิตี้ทีวีในฐานะสื่อนั้นมีหน้าที่ในการสร้างชุมชนด้วยการประดิษฐ์จินตนาการบางอย่าง และที่สำคัญเราไม่ควรอธิบายเรื่องดังกล่าวเพียงแค่ว่าจินตนาการเหล่านั้นถูกประดิษฐ์ขึ้น แต่เราควรเข้าใจหน้าที่ของจินตนาการเหล่านั้น และความจำเป็นในการสร้างจินตนาการเหล่านั้น ณ ห้วงจังหวะเวลาหนึ่งๆ

ผมหวังว่าเรียลลิตี้แก้จนคราวนี้จะมีบางส่วนที่พูดถึงความหลากหลายในการนิยามความจน ความล้มเหลวในการแก้แก้จนในอดีต และผู้ที่ได้รับอานิสงส์จากความยากจนที่เกิดขึ้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้จะว่าไปแล้วก็ “จริง” ไม่แพ้กันภายใต้ความบันเทิง “จริงๆ” จาก “เหตุการณ์เสมือนจริง” ครั้งนี้.

เอกสารอ้างอิง:

Dovey, J. 2000. Freakshow: First Person Media and Factual Representation. London: Pluto Press.

Fetveit, A. 1999. Reality TV in the Digital Era: A Paradox in Visual Culture? Media, Culture & Society. Vol.21: 787-804.

Hight, C. 2001. Debating Reality-TV. Continuum: Journal of Media & Cultural Studies. Vol.15, No.3. 2001.

Reiss, S. and Wiltz, J. 2004. Why People Watch Reality TV. Media Psychology. Vol.6 No. 4: 363-378.

Zizek, S. 2002. Welcome to the Desert of the Real! The South Atlantic Quarterly. 101.2.: 385-389.
——————————-

หมายเหตุ: ปรับปรุงจากคอลัมน์ เรื่องโม้ๆของนักเรียนนอก. เนชั่นสุดสัปดาห์. ปีที่ 15 ฉบับที่ 712 วันพฤหัสที่ 19 มกราคม 2549.



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter