ฤา กงล้อประวัติศาสตร์ จะทับหัวแม่ตีน
อาจสามารถและ reality show
“ในฐานะที่เป็นหัวหน้า...ผู้ทรงอำนาจ [ท่าน] มีความสามารถที่จะวางโครงการพัฒนา และทำให้โครงการพัฒนานั้น เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนไทย ในฐานะที่เป็นผู้นำแบบพ่อเมือง [ท่าน] ได้ไปเยี่ยมเยียนประชาชนบ่อยครั้ง เพื่อสื่อถามความต้องการของประชาชน จึงเป็นที่จำกันได้ว่า [ท่าน] เป็นผู้ทำจริงและไม่ใช่ดีแต่พูด ความเด็ดขาดของ [ท่าน] ทำให้...ถนนได้รับการซ่อมแซม บ้านเมืองสะอาดสะอ้าน ปรับปรุงการคมนาคมให้ดีขึ้น และทำให้เศรษฐกิจเจริญก้าวหน้า” (p.388)
ผลประโยชน์ทับซ้อน
“อธิบดีกรมทะเบียนการค้าเปิดเผยว่า [ท่าน]...มีผลประโยชน์จากบริษัทต่างๆ ถึง 45 แห่ง การถือหุ้นที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งคือ ในบริษัทกรุงเทพกระสอบป่าน ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ายี่สิบล้านบาท...หุ้นส่วนเหล่านี้ได้โอนไปให้น้องชายของ [ท่าน] สองคน ซึ่งทั้งนี้ก็หมายความว่า [ท่าน] ได้ประโยชน์มหาศาลจากอุตสาหกรรมข้าว ซึ่งกฎหมายบังคับให้ซื้อกระสอบป่านจากบริษัทนี้” (p.387)
เงินนอกงบประมาณ
“เงินผลประโยชน์ที่สำคัญ 3 แหล่งที่รัฐบาลสนใจคือ เงินประมาณ 374 ล้านบาท ที่เป็นเงินสืบราชการลับของสำนักนายกรัฐมนตรี 240 ล้านบาท จากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล และประมาณ 100 ล้านบาท ควรที่จะให้กองทัพบก ซึ่งได้เปอร์เซ็นต์จากการขายสลากกินแบ่ง” (p.386-387)
พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
“ในระหว่างที่ใช้ธรรมนูญนี้ ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีเห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการระงับ หรือปราบปรามการกระทำ อันเป็นการบ่อนทำลายความมั่นคงของราชอาณาจักร หรือราชบัลลังก์ หรือการกระทำอันเป็นการบ่อนทำลาย ก่อกวน หรือคุกคามความสงบที่เกิดขึ้นภายใน หรือมาจากภายนอกราชอาณาจักร ให้นายกรัฐมนตรีโดยมติของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจสั่งการ หรือกระทำการใดๆ ได้ และให้ถือว่าคำสั่งหรือการกระทำเช่นว่านั้นเป็นคำสั่งหรือการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย”
“เมื่อนายกรัฐมนตรีได้สั่งการหรือกระทำการใดไปตามความในวรรคก่อนแล้วให้นายกรัฐมนตรีแจ้งให้สภาทราบ” (มาตรา 17 ของธรรมนูญการปกครองแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2502, p.239)
ฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ กับสงครามต่อต้านยาเสพย์ติด
“ข้าพเจ้าก็ขอยืนยันว่าการขายและสูบฝิ่นเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรง และไม่ว่าใครที่ฝ่าฝืนจะต้องลงโทษอย่างรุนแรง... ส่วนคนไทยก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นผู้ทรยศต่อชาติที่ไม่ยอมเสียสละเพื่อประเทศชาติ ซึ่งเท่ากับไม่ให้ความร่วมมือกับข้าพเจ้า เป็นการส่วนตัว ฉะนั้นข้าพเจ้าจึงถูกบังคับให้ใช้วิธีการปราบปรามอย่างรุนแรง” (p.237)
ขาประจำและอาณาจักรแห่งความกลัว
“พวกเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะเป็นอันตรายต่อเสถียรภาพของระบบ...ยังเป็นการคุกคามต่อการดำรงอยู่ของชาติไทย... นักเขียนและปัญญาชนผู้แสดงความห่วงใยในความเสื่อมของสังคม ว่าเป็นผลมาจากความบกพร่องของประวัติศาสตร์ การเขียนประวัติศาสตร์ของฝ่ายซ้าย หรือการเอารัดเอาเปรียบของชนชั้นปกครอง ต่างถูกรังควาน จับกุมคุมขัง และบางทีก็ถูกประหารชีวิต” (p.252)
เรื่องอื้อฉาว
“วีรบุรุษในนิทานพื้นเมืองของไทยมักจะเป็นคนเช่นนี้ กล่าวคือ เป็นผู้ที่กล้าหาญ ทั้งใจกล้า เมตตากรุณา โหดร้าย และเสเพลอย่างสุภาพบุรุษ คนไทยดูจะชอบคนโกงแบบสุภาพบุรุษเช่นนี้ ภาพยนตร์และนวนิยาย ที่เห็นที่นิยมกันมากที่สุดก็มักจะเป็นเรื่องของพระเอกที่มีคุณสมบัติเช่นนี้
นอกจากนี้ในอดีตที่ไม่นานนัก พระมหากษัตริย์และขุนนางก็มีนางสนม และภรรยาน้อยเป็นจำนวนมาก การมีภรรยาน้อยมากมายเช่นนี้ ถือเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง และความมีอำนาจอย่างมหัศจรรย์ ในขณะที่ไม่มีใครกล้าคิดเลยเถิดไปถึงกับว่า [ท่าน] ได้พยายามที่จะเลียนแบบการดำเนินชีวิตของพระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนๆ ก็ตาม” (p.389)
ผู้นำ CEO
“ความสามารถของ [ท่าน] ที่จะทำให้เกิดภาพลักษณ์ของพ่อขุนอย่างชอบธรรมขึ้นได้ กล่าวคือ เป็นภาพลักษณ์ของรัฐบุรุษที่เข้มแข็ง มีเมตตาจิต และเด็ดขาด ผู้ซึ่งมีความรับผิดชอบเพื่อชาติและมิใช่เพื่อกลุ่มผู้สนับสนุนตน ทั้งนี้จึงทำให้ [ท่าน] เห็นว่าประชาธิปไตยแบบมีรัฐสภาในประเทศไทยเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาชาติ... การปฏิวัติของ [ท่าน] จึงน่าจะทำขึ้นเพื่อสร้างระบบการเมืองแบบไทยๆ โดยที่มีผู้นำเป็นบิดาของชาติ และสามารถตัดสินได้ว่าสิ่งใดดีสิ่งใดเลวสำหรับชาติทั้งชาติ” (p.390)
19 ล้านเสียง 377 ที่นั่ง
“ผู้นำที่สามารถทำทุกสิ่งทุกอย่างให้สำเร็จลุล่วงไปได้นี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับการเมืองไทย ดังนั้น ทั้งๆ ที่มีการเปิดเผยเรื่องอื้อฉาวต่างๆ ประชาชนจำนวนมากก็ยังคงเชื่อว่า [ท่าน] เป็นผู้นำที่ดีกว่าอดีตผู้นำอีกหลายๆ คน เหตุผลของผู้ที่เชื่อดังนี้ก็เป็นเพราะว่า ถึงแม้ท่านจะ “กิน” ชาติก็ยังคงรุ่งเรือง ในทางตรงกันข้ามคนอื่นๆ อีกหลายคนก็ “กิน” แต่ไม่สามารถประสบผลสำเร็จในการบริหารประเทศดังที่เห็นๆ กัน” (p.385)
ข้อความในเครื่องหมายคำพูดทั้งหมดตีพิมพ์เมื่อ พ.ศ.2522 โดย ทักษ์ เฉลิมเตียรณ เป็นผู้เขียน ต้นฉบับภาษาอังกฤษใช้ชื่อว่า Thailand : The politics of Despotic Paternalism ซึ่งเป็นการวิเคราะห์การเมืองการปกครองไทยในยุค จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ บทความนี้ใช้ข้อความจากฉบับแปลครั้งที่ 2 พ.ศ.2548 ในชื่อว่า การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ จัดพิมพ์โดย มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษย์ศาสตร์
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 มกราคม 2549



