ออนไลน์โอเพ่น
- จิตรทัศน์ ฝักเจริญผล -
โสกราติส (ผ่านทางการเขียนของเพลโต) ได้กล่าววิจารณ์ผลของการเขียนกับการสื่อสารความจริงไว้ในบทสนทนา Phaedrus โสกราติสเล่าถึงตำนานโบราณของอียิปต์ที่กล่าวถึงธีอุต (Theuth) เทพเจ้าแห่งเวทย์มนต์และการคิดค้น สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่เขาคิดขึ้นมาก็คือตัวอักษร วันหนึ่งเขาได้เข้าไปแสดงสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ที่ได้คิดค้นกับกษัตริย์ธามุส (Thamus) เมื่อถึงตอนที่ธีอุตนำเสนอตัวอักษร เขากล่าวว่า “นี่คือสิ่งที่จะทำให้ชาวอียิปต์ฉลาดขึ้น และจะช่วยพัฒนาความจำให้กับเขา” ธามุสกลับไม่เห็นด้วยและกล่าวว่า “สิ่งที่ท่านได้คิดมานั้นจะทำให้ผู้คนหลงลืมสิ่งต่าง ๆ เพราะไม่จำเป็นต้องใช้ความจำของตนเอง เขาจะเชื่อถือสิ่งถูกบันทึกโดยคนอื่นแทนที่จะเชื่อสิ่งที่อยู่ในใจของเขาเอง สิ่งที่ท่านคิดขึ้นมานี้ไม่ได้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือความจำ แต่เป็นสิ่งที่สนับสนุนความลืมเลือน แทนที่ท่านจะมอบความชาญฉลาดให้กับผู้คน ท่านกลับมอบสิ่งที่เพียงแค่คล้ายกับความชาญฉลาดให้”
โสกราติสได้ให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าตัวหนังสือนั้นก็เหมือนกับภาพวาด ที่แม้จะแสดงความจริง แต่เมื่อเราพยายามซักถาม สิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงความเงียบ เมื่อเราสงสัยบางอย่างจากหนังสือสิ่งที่ได้กลับมาก็เป็นเพียงคำตอบเดิม ๆ เขาเปรียบเทียบการอ่านกับการสนทนาโต้เถียงในการถ่ายทอดความรู้และได้ข้อสรุปขั้นต้นว่าการสื่อสารความรู้โดยผ่านทางข้อเขียนนั้นสู้การสนทนาไม่ได้ ทั้งนี้อาจจะมีสาเหตุจากข้อจำกัดของสื่อกลาง (หนังสือ) หรือข้อจำกัดของความรู้ (ตามนิยามที่พวกเขาใช้)
ทั้งหมดที่กล่าวมาเป็นสิ่งที่เพลโตได้เขียนเอาไว้ เป็นที่น่าประหลาดใจว่าเพลโต นักคิดนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ ได้วิพากษ์วิจารณ์การเขียน ด้วยผ่านทางงานเขียนของเขาเอง ความขัดแย้งกันเองนี้เป็นสิ่งที่ทำให้บทสนทนาบทนี้ของเพลโตเป็นที่ถกเถียงมาก จะอย่างไรก็ดี การวิพากษ์วิจารณ์นี้อาจนับได้ว่าเป็นบทวิเคราะห์ผลของเทคโนโลยีกับสังคมมนุษย์อันแรก ๆ เลยทีเดียว
ในปัจจุบันผ่านพ้นยุคของเพลโตไปหลายพันปี เราคงจะพบการถกเถียงว่าอะไรจะดีกว่ากันระหว่างการเขียนกับการสนทนาที่งานโต้วาทีเท่านั้น นอกจากนี้หนังสือก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ แต่เราอาจลองตั้งข้อสงสัยทำนองเดียวกันนี้กับเทคโนโลยีใหม่ นั่นก็คือหนังสือออนไลน์ ว่าการเผยแพร่หนังสือหรือบทความออนไลน์จะมีผลอย่างไรกับผู้คนบ้าง
ถ้าจะมองในแง่ของความสะดวกสบายในการอ่าน หลายคนคงสรุปว่าบทความออนไลน์นั้นอ่านแล้วปวดตามากกว่า หยิบติดมือไปไหนมาไหนได้ยากกว่า (จนกระทั่งโอเพ่นออนไลน์เองยังต้องมีทางเลือกให้พิมพ์ไปนอนอ่านได้) แต่ปัญหานี้คงจะลดความสำคัญในอีกไม่นาน เนื่องจากจะมีหนังสือ/บทความที่ถูกเขียนเพื่อให้อ่านโดยไม่ต้องพิมพ์ออกไปมากขึ้น อุปกรณ์พกพาสำหรับอ่านหนังสือออนไลน์มีคุณภาพขึ้น และคนก็คงเริ่มชินกับการอ่านจากอุปกรณ์แสดงผล แต่ถ้าความแตกต่างมีแค่นั้น หนังสือออนไลน์ก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของหนังสือราคาถูกเท่านั้นเองหรือ?
อย่างไรก็ตามถ้าสังเกตต่อไปจะพบว่า โดยปกติการเข้าไปอ่านหนังสือหรือบทความออนไลน์นั้นมีลักษณะคล้ายกับการเข้าไปยืมหนังสือจากห้องสมุด เราเข้าไปอ่านแต่ละครั้งก็เหมือนไปยืมหนังสือใหม่ทุกครั้ง ยิ่งไปกว่านั้นผู้เขียน/ผู้จัดทำ ยังสามารถเปลี่ยน/ปรับปรุงหนังสือนั้นได้ตลอดเวลา หนังสือที่ยืมมาจะเป็นฉบับพิมพ์ล่าสุดเสมอ แม้จะแจกจ่ายหนังสือมาแล้วแต่เจ้าของผู้พิมพ์ผู้โฆษณาเหมือนยังกำหนังสือนั้นอยู่ในมือและสามารถแก้ไขได้ตลอดเวลา ด้วยเหตุนี้ประกอบกับต้นทุนในการแก้ไขที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับหนังสือธรรมดาทำให้หนังสือออนไลน์มักมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จะพูดอีกแบบก็คือหนังสือออนไลน์เป็นหนังสือที่ไม่อยู่นิ่ง
ความสามารถในการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลานี้เอง ทำให้หนังสือออนไลน์มีลักษณะบางอย่างคล้ายคลึงกับคำพูด ถ้าเราจัดเว็บบอร์ดหรือบล็อกให้เป็นรูปแบบหนึ่งของหนังสือออนไลน์ หนังสือนี้จะเป็นหนังสือที่เราสามารถถาม/ตอบข้อสงสัยได้ ดังนั้นถ้าคิดตามข้อสังเกตเกี่ยวกับหนังสือและบทสนทนาข้างต้น เราคงได้ข้อสรุปว่าหนังสือออนไลน์น่าจะถ่ายทอดความคิดได้เข้าใกล้บทสนทนามากขึ้น นอกจากนี้เรายังมักพบลักษณะต่าง ๆ ของการสนทนาจริง ๆ ในการสนทนาออนไลน์ เช่น ลักษณะของการเผชิญหน้า การโต้เถียง การปะทะ ซึ่งมักแสดงให้เห็นอารมณ์ของผู้เขียนที่เกิดขึ้นระหว่างนั้นด้วย อย่างไรก็ตามการอ่าน/โต้เถียงออนไลน์นั้นยังขาดความต่อเนื่องในการสนทนา ยกตัวอย่างเช่น บทโต้ตอบหลายอันมักเขียนเมื่อผู้สนทนาสงบสติอารมณ์ได้แล้ว
สภาวะที่ไม่อยู่นิ่งของเนื้อหาบนหนังสือออนไลน์นอกจากจะทำให้เกิดสภาวะใกล้เคียงการโต้เถียงได้แล้ว มันยังทำให้หนังสือออนไลน์มีภาวะจับต้องไม่ได้เหมือนคำพูดอีกด้วย ซึ่งลักษณะอันนี้น่าจะเป็นประเด็นที่สำคัญมากต่อไปในอนาคต ถ้าเราสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลกันแบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่อยู่ในบทความออนไลน์คือข้อมูล ซึ่งเป็นเพียงลำดับเรียงตัวกันของเลขศูนย์และหนึ่ง / เปิดและปิด / จริงและเท็จ / ใช่และไม่ใช่ ข้อมูลไม่มีตัวตน เพราะว่ามันเป็นแค่สถานะของสิ่งกายภาพบางอย่าง ความชัดเจนของโลกดิจิทัลทำให้ทุกอย่างสามารถคัดลอกและทำซ้ำได้อย่างไม่จำกัดและไม่บุบสลาย ในโลกของข้อมูลดิจิทัลไม่มีสิ่งใดเป็นข้อมูลคัดลอก ซึ่งในทางกลับกันก็จะไม่มีอะไรที่เป็นต้นฉบับด้วย ถ้าต้นฉบับถูกปรับแก้ไป สิ่งที่เราจะพบก็คือความผิดเพี้ยนของข้อมูล แต่เราจะไม่สามารถบอกได้เลยว่าอะไรกันแน่คือของแท้ ระหว่างต้นฉบับที่ถูกปรับแก้ไปหรือข้อมูลคัดลอก
ในนิยาย 1984 จอร์จ ออร์เวลล์ จินตนาการถึง “กระทรวงความจริง” ภารกิจหลักที่เจ้าหน้าที่ในกระทรวงนี้ทำก็คือการแก้ไข-ดัดแปลงเอกสาร บทความ และข่าวหนังสือพิมพ์ เพื่อสร้าง “ความจริง” ให้เป็นไปตามความต้องการของพรรค ที่มีสโลแกนว่า “สงครามคือสันติภาพ อิสรภาพคือการเป็นทาส การปล่อยวางคือความแข็งแรง” สำหรับเอกสารออนไลน์แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบันงานของกระทรวงความจริงคงง่ายขึ้นอีกหลายเท่า
ถ้าวันหนึ่งทุกคนตื่นขึ้นมา กด google.com เพื่อหาข้อมูลเกี่ยวกับสงครามอ่าวเปอร์เซีย (Gulf war) แล้วพบว่าไม่มีบทความใด ๆ ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเลย เราจะยังเชื่ออีกหรือไม่ว่าสงครามอ่าวเปอร์เซียนั้นได้เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
ในทางปฏิบัติแล้วการที่เหตุการณ์ใหญ่ดังกล่าวจะถูกลบไปจากทุก ๆ แหล่งข้อมูลกระทำได้ยากมาก (แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้) สิ่งที่น่ากังวลกว่านั้นก็คือการที่เรื่องที่เหมือนจะเป็นเรื่องที่ไม่เด่น ไม่ว่าจะเป็นข่าวที่ไม่ดัง หรือความเห็นบางประเภทที่ผู้อ่านแสดงออกมา โดยเฉพาะความเห็นที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่บทความนำเสนอ อาจถูกกีดกันออกไปด้วยการลบหรือการไม่ให้แสดงในบทความ โดยที่ผู้อ่านอื่น ๆ ไม่มีโอกาสได้ทราบ สุดท้ายแล้วเราอาจจะต้องเอาคำแนะนำของโสกราติสที่บอกว่าอย่างไปเอาอะไรมากนักกับตัวหนังสือ (ออนไลน์) แต่ถ้าไม่มีอะไรมาเป็นหลักฐาน จะเหลืออะไรอีกให้เราเชื่อ?
ก่อนที่จะกล่าวถึงดิสโทเปียของโลกดิจิทัลต่อไป เราจะอ้อมไปพิจารณาปัจจัยแวดล้อมอีกอย่างหนึ่งที่น่าจะมีผลต่อการถ่ายทอดความรู้/ความคิดเห็นด้วยหนังสือและหนังสือออนไลน์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบันหนังสือนั้นเข้ามามีบทบาทในการเป็นตัวแทนของความรู้ได้มากกว่าบทสนทนาก็คือความสามารถที่จะทำซ้ำและความสะดวกในการขนย้าย ซึ่งทำให้ข้อจำกัดด้านสถานที่และเวลาของการสนทนาหมดสิ้นไป ปัญหาที่มาแทนก็คือเรื่องของการเข้าถึงหนังสือนั่นเอง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีหนังสือดี ๆ ไว้เสพนั้นเป็นสิทธิพิเศษอย่างหนึ่ง ไม่ใช่ว่าทุกคนในสังคมจะมีโอกาสเข้าถึงหนังสือทุกเล่มได้เท่าเทียมกัน ยิ่งหนังสือในเรื่องที่ไม่เป็นที่นิยมของคนทั่วไปแล้วนอกจากราคาจะสูงยังจะหาได้ยากอีกด้วย หนังสือออนไลน์ที่เปิดให้อ่านได้ฟรีนั้น อาจจะเป็นคำตอบของปัญหานี้ สำหรับทางฝ่ายผู้จัดทำแล้วการเผยแพร่บทความออนไลน์มีต้นทุนต่ำกว่าหนังสือธรรมดามาก ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่อยู่กับต้นทุนในการผลิต/จัดหาเนื้อหา โดยต้นทุนในการทำซ้ำนั้นแทบไม่มี (อาจจะมีที่ต้องหาเช่าเครื่องให้บริการบ้าง แต่นั่นก็นับเป็นค่าใช้จ่ายคงที่)ดังนั้นจึงมีผู้ผลิตเนื้อหาออนไลน์จำนวนมากอนุญาตให้อ่านบทความได้ฟรี นักคิด นักวิชาการหลายท่านก็ได้ร่วมรวมเอกสาร หรือบทความที่เขียนไว้ให้เข้าไปอ่าน นอกจากนี้หนังสือพิมพ์ทั้งรายวันและรายสัปดาห์หลายฉบับต่างก็มีการเผยแพร่แบบออนไลน์ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไม่มากนักกระจายโอกาสการเข้าถึงข้อมูลออกเป็นวงกว้างมากขึ้น ต้นทุนที่ต่ำมากนี้ยังทำให้คนทั่วไปมีโอกาสเผยแพร่งานเขียน หรืองานสร้างสรรค์อื่น ๆ ได้อีกด้วย ยิ่งในปัจจุบัน มีระบบให้บริการบล็อก (blog) ที่ช่วยให้การเขียนและเผยแพร่งานเขียนความคิดเห็นหรือบทความสั้น ๆ ในเว็บทำได้ง่ายขึ้นมาก เราจึงอยู่ในยุคที่ใคร ๆ ก็เขียนได้
ถ้าเราจะยึดหลักยิ่งมีทางเลือกมากก็ยิ่งดีแล้ว การเผยแพร่บทความออนไลน์อาจมองได้ว่าเป็นเครื่องมือช่วยปลดปล่อยการปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอีกชิ้นหนึ่ง สังคมที่มีช่องทางให้ผู้คนแสดงออกและสร้างสรรค์ ย่อมจะมีโอกาสที่ผู้คนจะพัฒนาเป็นนักคิดที่มีคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการอยู่รอดในสังคมที่ความรู้กลายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดเช่นในปัจจุบัน
กระนั้นเอง กลุ่มของผู้ที่มีโอกาสเข้าถึงข้อมูล/ความรู้เหล่านี้เป็นกลุ่มคนที่ใช้อินเทอร์เน็ต ซึ่งแม้ว่าอีกไม่นานคาดว่าจะมีจำนวนมากขึ้นและครอบคลุมคนในสังคมมากขึ้นเรื่อย ๆ แต่ถ้าเราจะหวังพึ่งปัจจัยตลาดทั่วไปเพียงอย่างเดียว กลุ่มผู้มีโอกาสนี้ก็จะหยุดอยู่แค่คนที่มีกำลังในการซื้อมากถึงระดับหนึ่งเท่านั้น กำแพงกั้นลักษณะนี้มีชื่อเรียกทั่วไปว่า “เส้นแบ่งดิจิทัล” (digital divide) ซึ่งถ้าไม่ถูกทำให้ลดลง ก็จะทำให้เป็นข้อจำกัดของหนังสือออนไลน์ (ที่หลายคนอาจไม่ได้คิดถึง) ก็ได้
สิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเข้าถึงข้อมูลนอกจากจะขึ้นกับทางฝ่ายผู้ผลิตและผู้อ่านแล้ว เราคงจะมองข้ามบทบาทของผู้เผยแพร่ไปไม่ได้ ความทั่วถึงของการจัดส่งข้อมูลนั้นก็เป็นสิ่งสำคัญ ในต่างจังหวัดไกล ๆ ที่สายส่งหนังสือไปไม่ถึง การจะหาหนังสือสักเล่มทำได้ยากเย็น ทำนองเดียวกันกว่าที่ที่หนึ่งจะใช้อินเทอร์เน็ตได้ก็ต้องมีการลงทุนวางโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ มากมาย เจ้าของโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็จะมีสิทธิในการควบคุมการเข้าถึงข้อมูลบางอย่างของผู้ใช้ได้ด้วยเช่นเดียวกัน เป็นที่น่าสังเกตว่า ยิ่งเวลาผ่านไป จำนวนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในบ้านเราค่อย ๆ ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะการแข่งขันทำให้ต้องมีการควบกิจการเพื่อเพิ่มศักยภาพ
เมื่อผู้ให้บริการน้อย ก็ทำให้การควบคุมจากศูนย์กลางทำได้ง่ายขึ้น การสั่งปิดเว็บไซต์บางแห่งสามารถกระทำได้ด้วยการเซ็นหนังสือเพียงฉบับเดียว เมื่อทุก ๆ ผู้ให้บริการตกลง บทความ ข้อมูล และทุกสิ่งทุกอย่างจากเว็บไซต์นั้นก็เสมือนไม่มีอยู่จริง
เมื่อข้อมูลที่เข้าถึงได้อยู่ในสถานะที่เชื่อได้บ้างไม่ได้บ้าง และโอกาสในการเข้าถึงข้อมูลถูกกำหนดได้โดยปัจจัยภายนอก เราอาจจะเข้ามาอยู่ในสภาวะอับจนข้อมูล / ความรู้ / ความคิด โดยไม่รู้สึกตัวเลยก็ได้
เมื่อเทียบกับหนังสือและสิ่งพิมพ์ตามท้องตลาดในวันนี้ เราอาจจะพบว่าหนังสือหรือสิ่งพิมพ์ออนไลน์นั้นน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้อ่าน แม้ว่าภาพในแง่ร้ายที่เสนอมาอาจทำให้ดูเป็นปลายทางที่ไม่น่าพิสมัยนัก แต่อย่าลืมว่าอนาคตนั้นดำเนินต่อมาจากปัจจุบัน และเราในปัจจุบันน่าจะสามารถช่วยกำหนดทิศทางของอนาคตได้ ทางหนึ่งก็คือการเสริมอำนาจหลบหลีก/เผยแพร่ด้วยเทคโนโลยีและกฎหมาย อีกทางหนึ่งก็คือการสร้างความตื่นตัวในเรื่องของระบบและกลไกของการเผยแพร่ข้อมูลออนไลน์ รวมถึงช่วยกันทำให้ผู้คนตระหนักถึงความสำคัญของข้อถกเถียงที่กำลังดำเนินอยู่ (ซึ่งอีกไม่นานอาจมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติ) เช่น การถกเถียงเกี่ยวกับเรื่องของลิขสิทธิ์และระบบควบคุมสิทธิ์ดิจิทัล กระบวนการควบคุมและเซ็นเซอร์เอกสารที่เผยแพร่แบบออนไลน์ และวิธีการที่ใช้ในการตรวจสอบและยืนยันผู้ใช้ในการแสดงความเห็นในกระดานข่าวสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งเงื่อนไขและกฎเกณฑ์ที่ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นนี้ แม้หลาย ๆ ข้ออาจจะทำให้เกิดระบบควบคุมหรือกีดกันการเผยแพร่ความคิดเห็นได้ แต่มักเป็นที่ยอมรับโดยง่าย เพียงเพราะเราต่างเห็นว่า “ไม่น่าจะเป็นอะไร”
หมายเหตุ: ขอขอบคุณ พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ สำหรับหนังสือ 1984 และ The Electronics Eye : The rise of surveillance society ของ David Lyon ที่แนะนำให้



