ขาย“ชินคอร์ป” ล้างมือในอ่างทองคำ ลบภาพผลประโยชน์ทับซ้อน?
ข่าวการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ กลายเป็นดีลประวัติศาสตร์ 80,000 ล้านบาทที่ถูกจับจ้องอย่างไม่กระพริบ
นั่นหมายถึงการล้างมือในอ่างทองคำของตระกูลชินวัตรและดามาพงศ์ที่ถือหุ้นในชินคอร์ปฯ 49.61% คิดเป็นจำนวนหุ้น 1,487 ล้านหุ้น
ข่าวลือเรื่องการขายหุ้นของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีมีมานานตั้งแต่ปี 2548 และเริ่มงวดเข้ามาเรื่อยๆในช่วงกลางปี ข้อมูลเริ่มปรากฏชัดถึงดีลดังกล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคม 2548
ข่าววงในระบุว่าดีลนี้ทางผู้ขายไม่ยอมใช้ที่ปรึกษาทางการเงินในเมืองไทยเพราะกลัวข่าวรั่วโดยให้โกลด์แมน แซกส์ ทำดีลให้
ข่าวลือคือข่าวลือที่มาพร้อมกับข่าวจริง จากกระแสข่าวที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งเปิดประเด็นโดยน.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 ธันวาคม 2548 ว่ามีการเจรจาขายหุ้นชินคอร์ปกับกลุ่มสิงเทลและไชน่าเทเลคอม แต่ทางผู้บริหารชินคอร์ปได้ปฏิเสธข่าวว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
กระแสข่าวเริ่มเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับว่าดีลนี้ใกล้จบและคาดว่าจะมีการเซ็นสัญญากันในวันที่ 10 มกราคม 2549 สื่อมวลชนทั้งไทยและเทศต่างเกาะติดข่าวนี้พร้อมกับการวิเคราะห์เจาะลึกในมุมต่างๆมากมาย แต่ก็ไม่เป็นไปตามที่คาด
ล่าสุดมีรายงานข่าวอีกว่าดีลจบเรียบร้อยโดยกลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้ง ผู้ถือหุ้นใหญ่ในสิงเทลเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้นชินคอร์ปฯ ทางน.ส.พ.ประชาชาติธุรกิจฉบับวันที่ 19-22 มกราคม 2549 รายงานว่าจะมีประกาศปิดดีลประวัติศาสตร์วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2549 อย่างแน่นอน
ก่อนหน้านั้นมีข่าวควันหลงที่ออกมาหลังการพบนักธุรกิจของพ.ท.ต.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 11 มกราคม 2549 โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวกับนักธุรกิจบางกลุ่มว่าในสัปดาห์หน้า (16-20มกราคม2549) จะมีเงินเข้ามา 2,000 ล้านเหรียญ ยังไม่รู้ว่าจะเอาไปทำอะไรเลย
หากย้อนกลับไปสังเกตปฏิกิริยาของกลุ่มชินคอร์ปหลังปฏิเสธข่าวรอบแรกว่าผู้ซื้อไม่ใช่กลุ่มสิงเทลและกลุ่มไชน่าเทลคอมแล้ว แม้จะมีการนำเสนอข่าวอย่างต่อเนื่องก็ไม่มีการออกมาปฏิเสธอีกแต่อย่างใด
นอกจากนี้สื่อมวลชนได้รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามเรื่องการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร ระหว่างไปร่วมงานปีใหม่บริษัทในเครือกลุ่มชินคอร์ป ซึ่งเป็นการจัดงานปีใหม่ร่วมกันเป็นครั้งแรกที่อิมแพค อารีนา เมืองทองธานีเมื่อวันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2549 พร้อมกับครอบครัวภริยาและลูกๆทั้ง 3 คน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ไม่ทราบ ต้องไปถามลูกผม ไม่ใช่มาถามผม”
ขณะที่ผู้สื่อข่าวได้ถามนายพานทองแท้ ชินวัตร ก็ได้รับคำตอบว่าตนไม่รู้เรื่อง เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ ถ้าผู้ใหญ่ขายตนก็คงขายตาม
ล่าสุดเมื่อปรากฏข่าวว่ากลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้งเป็นผู้เข้ามาซื้อหุ้น ทางบริษัทชินคอร์ปฯได้ทำหนังสือแจ้งตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2549 ว่ากรณีที่กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจะขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้งนั้น บริษัทยังไม่ได้รับแจ้งจากกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่แต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ทั้งสื่อมวลชน นักลงทุนในตลาดหุ้น และประชาชนทั่วไป ต่างวิเคราะห์กันไปต่างๆนานาทั้งบวกและลบต่อการขายหุ้นในครั้งนี้ บ้างก็ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องการล้างภาพผลประโยชน์ทับซ้อนเพื่อจะได้ลุยงานการเมืองอย่างเต็มที่ ด้วยราคาหุ้นที่ขายได้ 46 บาทต่อหุ้น ถือว่าเป็นราคาที่ดีที่สุดแล้ว เพราะธุรกิจมือถือไม่เติบโตไปกว่านี้อีกแล้ว เนื่องจากอัตราการเติบโตจะชะลอและไม่โตพรวดพราดเหมือนที่ผ่านมา และในอนาคตยังต้องใช้เงินลงทุนอีกมหาศาลขณะที่ผลตอบแทนอาจจะไม่ดีนัก
ประกอบกับเม็ดเงินที่ขายได้จำนวนเกือบ 80,000 ล้านบาท มากมายสำหรับเป็นทุนการเมือง เพราะลำพังแค่รายได้หรือผลตอบแทนจากการบริหารเงินลงทุนก้อนนี้ก็เหลือเฟือที่จะนำมาใช้สนับสนุนงานทางด้านการเมืองอย่างเต็มที่โดยไม่ต้องกังวลใดๆ
ที่สำคัญตระกูลชินวัตรยังคงมีบริษัทเอสซี แอสเสทคอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ที่ถือในนามครอบครัว เป็นเจ้าของตึกชิน1-2-3 และเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่สามารถทำรายได้ดี อนาคตแนวโน้มสดใส เพราะทุนหนา ข่าววงในระบุว่าเงินที่ได้จากการหุ้นชินคอร์ปฯจะเจียดบางส่วนมาสร้างโรงแรม 6 ดาวย่านเพลินจิต หรือไม่บางส่วนก็จะทำออฟฟิศบิลดิ้งแถวมักกะสัน
หรือในมุมลบ บ้างก็ว่าเป็นการเตรียมทางหนีทางออกกรณีที่มีการสะดุดทางการเมืองอย่างร้ายแรง ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสบายๆไม่เดือดร้อนในต่างประเทศ
ทำให้มีการต่อจิ๊กซอว์กันต่ออีกว่า การขายหุ้นครั้งจะจ่ายเงินกันอย่างไร จะโอนเงินเข้ามาในเมืองไทยหรือรับเงินกันที่สิงคโปร์ เพราะที่ผ่านมามีข่าวที่ออกมาจากนักการเงินว่ากลุ่มทุนใหญ่ๆหรือนักธุรกิจที่ร่ำรวยของเมืองไทย ส่วนใหญ่จะมีเงินอยู่ต่างประเทศจำนวนมาก โดยลงทุนในรูปแบบต่างๆ บางส่วนก็กลับเข้ามาลงทุนในเมืองไทยผ่านกองทุนส่วนบุคคลมากมาย เพราะไม่ต้องการเปิดเผยชื่อ
และครั้งนี้จะมี“ซุก”อะไรอีกหรือไม่!!!
ด้วยเหตุนี้การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจึงเป็นที่จับตาอย่างยิ่ง เพราะเป็นดีลประวัติศาสตร์ วงเงินสูงถึง 80,000 ล้านบาท หรือประมาณ 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
สัปดาห์หน้า (23มกราคม2549) คาดกันว่าจะมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโจทย์มากมาย ขณะที่พนักงานก็ระส่ำระสายต่อการเลย์ออฟและวัฒนธรรมองค์กรที่เปลี่ยนแปลงหากผู้บริหารใหม่เข้ามา
และนี่เป็นอีกกรณีที่ยืนยันว่า ข่าวลือมักจะเป็นข่าวจริง ... เสมอ !!!



