ความฉิบหายของไก่บินได้
ปัญหาของไก่แลกเครื่องบินนั้นไม่ได้อยู่ที่เครื่องบิน
มันอยู่ที่ไก่ครับ ...
เรื่องบางเรื่องมันไม่เห็นต้องใช้ความฉลาดหรือความล้ำลึกอะไรเลยในการคิด ... มันเป็นเรื่องง่ายๆ เหมือนการเอาไก่สุกเข้าปากนั่นแหละ (กล้าอ๊ะป่าว?)
ผมไม่เข้าใจจริงๆว่าจะหมกมุ่นกันทำไมกับไอ้เรื่องซื้อเครื่องบิน ไม่ว่าใครจะซื้อ จะซื้อให้ใคร หรือจะซื้อรุ่นไหน?
เพราะเรื่องที่ร้ายแรงกว่าการทุจริตและค่าคอมมิชชั่นก็คือวิธีคิดในการแก้ปัญหาของรัฐบาลต่างหากที่ต้องถูกตั้งคำถาม
... ถ้าจับไม่มั่น ความฉิบหายก็จะทับถมไปเรื่อยๆ
กรณีของการแลกไก่กับเครื่องบินนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะพูดความจริงครึ่งเดียว สื่อก็แสวงหาความจริงครึ่งเดียว เช่นกัน เพราะเรื่องที่สื่อควรจะสนใจนอกเหนือจากเรื่องของการทุจริตกินเปอร์เซ็นทั่วไป ซึ่งมีมาโดยตลอดก็คือ เรื่องของวิธีการ “กลบประเด็น” ของรัฐบาลที่ไม่ได้แก้ปัญหาหมักหมมที่มีแต่เดิมต่างหาก
สังเกตดีๆสิครับ วิธีการคิดใหม่ของรัฐบาลนั้นบางครั้งก็คิดใหม่จริง แต่บางเรื่องนั้นเป็นเพียงการ “พูดไว” มากกว่า “คิดใหม่” ที่เรียกว่าการขายฝันรายวันต่างหาก
เรื่องนี้รัฐบาลและนักการเมืองไม่ได้ผิดในแง่เลวร้ายหลอกครับ มันเป็นแค่เทคนิคการเอาตัวรอดในสังคมที่ไม่เข้มแข็งพอในการต่อรองกับรัฐบาลในระดับความคิด แต่เล่นการเมืองกับรัฐบาลในแง่เอาชนะ อวดว่าฉลาดกว่า และมองว่ารัฐบาลเป็นเพียงผู้ร้ายเสียมากกว่า
กลับมาที่เรื่องของปัญหาที่สำคัญในเรื่องการเอาเครื่องบินแลกไก่ ผมเห็นว่าแม้ว่าคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นไก่” นั้นจะเป็นคำถามที่มาถูกทาง แต่จริงๆแล้วคำถามที่น่าจะถามมากกว่าก็คือ เรื่องหวัดนกในไก่เราแก้ปัญหาได้จริงแล้วเหรอ?
การทุจริตเรื่องการเจรจาต่อรองนั้นเป็นเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องพื้นๆก็คือเราใช้วิธีการสร้างความเชื่อมั่นในทางการค้าระหว่างประเทศเพียงแค่การให้ผู้นำคุยกันในห้องเท่านั้นเองเหรอ? ในขณะที่ปัญหาหวัดนกรายวันก็ยังมีอยู่ ลองคิดดูแล้วกันว่าถ้าเราจะใช้วิธีการแบบนี้แล้ว เราจะตอบข้อสงสัยกับสังคมอื่นๆได้อย่างไร
ลองย้อนกลับไปดูวิธีการแก้ปัญหาหวัดนกของเราที่ผ่านมา ... เราเอาผู้นำมากินไก่สุก มาบอกว่าไก่สุกปลอดภัย แต่เราไม่ได้บอกว่าไก่ติดโรคไหมก่อนจะสุก? ไก่สุกจึงไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่ไก่ติดโรคไหม?
เรื่องที่ถูกกลบ และขายฝันแบบนี้ถ้าตั้งหลักไม่ดี เราก็จะต้องวิ่งไล่งับประเด็นไปเรื่อยๆ และนี่คือวิธีการที่รัฐบาลนี้ดูถูกทั้งประชาชนและนักวิชาการ เพราะการพูดว่านักวิชาการเป็น “ขาประจำ” นั้นหมายความง่ายๆก็คือติดใจคอยไล่ตามงับไปเรื่อยๆ
ดังนั้นเราต้องรีบถามคำถามเสียก่อนว่า นโยบายเรื่องหวัดนกและเรื่องการเลี้ยงไก่ของเราดีเพียงพอแล้วเหรอ? ทั้งในเรื่องของความปลอดภัยและความเป็นธรรมในการรับการชดเชย และต้นทุนที่ผู้เลี้ยงรายย่อยต้องแบกเอาไว้ในการผลิตให้ได้ตามมาตรฐานของโลก
ถ้าเราจับไม่มั่น รัฐบาลก็กำลังจะขายฝันอีกว่าไก่เรามีคนซื้อแน่ แต่ซื้อแบบแลกเครื่องบิน ลำไยแลกรถถัง ของพวกนี้มันเป็นการแก้ปัญหาแบบขอไปทีด้วยสันดานพ่อค้า ที่ปิดห้องเจรจา มันไม่ได้เป็นการเสริมอำนาจประชาชนในฐานะ “ผู้ผลิต” ที่มีความเข้าใจกลไกตลาด ประชาชนในฐานะผู้ผลิตและแรงงานในภาคเกษตรจะต้องมีความเข้าใจข้อมูลข่าวสารในตลาด และต้องได้รับการคุ้มครองจากสถาบันทางเศรษฐกิจ ประชาชนไม่มีหน้าที่ผลิตสินค้าเกษตรไปแลกอาวุธสงคราม
วิธีเอาตัวรอดของรัฐบาลแบบนี้เป็นไปในทำนองเดียวกับการเจรจาเรื่องข้อตกลงการค้าเสรี ที่รัฐบาลไม่สามารถอธิบายความซับซ้อนของกลไกตลาดโลก และไม่มุ่งพัฒนาสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่คุ้มครองประชาชน ประชาชนจึงถูกหลอกไปเรื่อยๆด้วยข่าวสารข้อมูลทางเศรษฐกิจที่ไม่โปร่งใส และคนตัวใหญ่ที่เข้าถึงข้อมูลมากกว่าก็ได้เปรียบ
ในระยะยาว รัฐบาลที่หาเสียงและเอาตัวรอดด้วยวิธีตื้นเขินไปวันๆก็จะลำบาก เพราะแรงกดดันจะท่วมรัฐบาลเอง ทั้งต้องคอยระวังในเรื่องของการทุจริตแต่ละโครงการ และในวิธีการนำเอาสินค้าการเกษตรที่ผลิตล้นตลาดไปเที่ยวแลกกับของทั่วโลก ทั้งที่ประเด็นเรื่องการคุ้มครองผู้ผลิตและแรงงานตัวเล็กแต่จำนวนมากไม่เคยได้รับความสนใจอย่างเอาจริงเอาจัง
ว่าแต่ว่ามีที่ไหนรับแลกรถจักรยานเก่าๆสักคันกับนายกรัฐมนตรีแช่แข็ง อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศแช่แข็ง รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขแช่แข็ง และว่าที่เลขายูเอ็นแช่แข็งไหมครับ? ช่วงนี้น้ำมันแพงครับ ขอจักรยานคนจนสักคันก็พอแล้ว ... กร๊าก ...
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก วันพุธที่ ๔ มกราคม ๒๕๔๙ หน้า ๔



