คืนหนึ่งกับเจ้าชายน้อย
ผมไปที่ดาว B612 มาครับ!!
แล้วยังได้ท่องจักรวาลกับเจ้าชายน้อย เจ้าของดวงดาวแสนสวยดวงนั้นด้วย
ถามว่าผมไปที่นั่นได้ยังไงเหรอ?
ลองอ่านเรื่องราวที่ผมกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ให้จบก่อนสิครับ แล้วคุณจะพบคำตอบ
............................
“พระอาทิตย์สวยจัง” ผมเอ่ยประโยคแรกกับเขา พลางขยับเก้าอี้ไปข้างหน้าอีก 2-3 ก้าว เพื่อดูพระอาทิตย์ตกให้ชัดๆอีกครั้ง
ดาว B612 นี้เล็กมากครับ เจ้าชายน้อยบอกว่าเขาสามารถนั่งดูพระอาทิตย์ตกได้ถึงสี่สิบสามครั้งในหนึ่งวัน แต่วันนี้เขาคงไม่รู้สึกเศร้ามากนัก เพราะเขานั่งดูพระอาทิตย์ตกเพียงสิบสองครั้ง แล้วก็ชวนผมให้ช่วยขุดรากต้นไทรซึ่งกำลังแทงยอดแข็งๆทะลุพื้นของดาว
ไม่ใช่เพราะเขากลัวว่าดาวที่อาศัยของเขาจะแตกเป็นเสี่ยงหรอกครับ แต่เพื่อไม่ให้ต้นไทรเติบโตงอกงามจนไปแย่งที่แย่งอาหารเจ้าดอกไม้แสนงามแต่สุดจะเย่อหยิ่งดอกนั้นต่างหาก
“ดวงดาวเดียวกัน ผืนดินประเภทเดียวกัน อุดมสมบูรณ์เหมือนกัน แต่กลับมีพืชที่แตกต่างกันสองชนิดเติบโตขึ้นมา” ผมเปรยกับเขา
“ผมถึงต้องคอยกำจัดไม้พันธุ์เลวออกไปยังไงล่ะ” เจ้าชายน้อยตอบเหมือนเป็นเรื่องปกติที่รู้ๆกันอยู่ “เสร็จงานแล้วเดี๋ยวเราเดินทางไปเที่ยวดาวดวงอื่นกันเถอะ” เขาเอ่ยชวน
“แล้วคุณไม่ต้องคอยดูแลดอกไม้ของคุณหรอกหรือ?” ผมถาม
“ก็เธอมีหนามไว้ป้องกันตัวตั้งสี่อันแล้วนี่” น้ำเสียงเจือความน้อยใจ ทั้งๆที่เขารู้ดีว่าหนามสี่อันนั้นไม่อาจช่วยปกป้องมันจากศัตรูที่อันตรายได้เลยแม้แต่น้อย
ผมมารู้ภายหลังว่าก่อนที่จะพบเขา เจ้าชายน้อยเพิ่งทะเลาะกับเจ้าดอกไม้ที่เขาแสนรักและทะนุถนอมมาหมาดๆ
ดอกไม้ไม่เคยรู้ถึงความรักที่เจ้าชายน้อยมีให้ จนเมื่อเวลาที่เรากำลังจะออกเดินทาง เธอก็อดไม่ได้ที่จะบอกให้เจ้าชายน้อยรีบกลับมา เสียงของเธอมีความอาวรณ์แต่ไม่วายจะทิ้งหางเสียงห้วนๆตามแบบฉบับของสิ่งสวยงามที่มักจะหลงตัวเอง
............................
เราไปเที่ยวดาวถึงเจ็ดดวงครับ
ดาวดวงแรกที่เราพบ เป็นดาวของพระราชา สำหรับผมแล้วไม่มีอะไรน่าสนใจนัก เพราะพระราชาสนใจแต่การปกครองผู้คน ทั้งๆที่ดาวดวงนี้มีพระองค์อาศัยอยู่เพียงคนเดียว
พระองค์เสนอตำแหน่งและมอบยศสูงศักดิ์ให้เรา แต่มีข้อแม้ว่าจะต้องอยู่เป็นข้ารับใช้พระองค์
ก็ผมและเจ้าชายน้อยกำลังเดินทางผจญภัย แล้วเราจะเอา “อำนาจ” ไปทำอะไรล่ะครับ?
“อำนาจ” ช่างเป็นสิ่งแปลกประหลาดที่เราไม่สามารถเข้าใจมันได้เสียจริงๆ คนที่มีอำนาจเองก็คงไม่รู้จักมันดีพอเช่นเดียวกัน หลายครั้งเราจึงพบเห็นผู้มีอำนาจถูกมันแว้งกัดเอาบ่อยๆ
แต่ก็เป็นเรื่องน่าขันที่ใครต่อใคร (ซึ่งไม่เคยมีอำนาจหรือบ้างก็เคยลิ้มลองรสชาติมันมาแล้ว) ต่างพยายามไขว่คว้าหามันกันเหลือเกิน เพราะเท่าที่ผมเห็น ไม่เคยมีใครสักคนที่สามารถรักษาอำนาจไว้กับตัวได้นานๆ และไม่มีใครสักคนที่จะถูกคนรุมล้อมรักใคร่พูดจาหวานหูในยามเสื่อมอำนาจเมื่อเทียบกับตอนที่ยังมีอำนาจ
ถ้าอย่างนั้นเราจะแสวงหาอำนาจไปทำไมกัน? เกียรติและศักดิ์ศรีของคนเกิดขึ้นได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งอำนาจสักนิด
เมื่อไม่เห็นประโยชน์อันใด เราจึงปลีกตัวออกมายามที่พระราชากำลังคุยฟุ้งถึงจำนวนดวงดาวที่เป็นอาณานิคมใต้การปกครองของพระองค์
ดวงที่สองคือที่อยู่ของคนหลงตัวเอง เขาต้องการให้เรากล่าวคำชื่นชมตัวเขาตลอดเวลา เราทำตามที่เขาขอร้อง แต่ไม่นานก็เบื่อ เพราะไม่รู้ว่าลำพัง “คำชื่นชม” จะทำให้เราเข้าใจตัวตนจริงๆของเขาได้อย่างไร ดวงถัดมาเป็นของชายขี้เมาที่คุยกันไม่รู้เรื่อง เขาตื่นขึ้นมาก็ดื่ม เมื่อเมาก็หลับ เป็นอย่างนี้ไม่ทันได้พูดจาอะไรกันเข้าใจ อย่างไรก็ตามผมกับเจ้าชายน้อยสรุปว่าอย่างน้อยเขาก็เป็นคนที่น่าคบหามากที่สุดในบรรดาคนบนดวงดาวที่ผ่านมา เพียงแต่เขาครอง “สติ” ไม่อยู่เวลาคุยกับเราเท่านั้นเอง นอกนั้นก็ดูเขาจะไม่เป็นพิษภัยกับใครเลย
ดาวดวงที่สี่ มีนักธุรกิจนั่งอยู่บนโต๊ะทำงานตัวใหญ่ เขาวุ่นอยู่กับการคำนวณตัวเลขและคอยมองการเปลี่ยนแปลงของตัวเลขหน้าจอคอมพิวเตอร์ตลอดเวลา ปากก็พร่ำพูดถึงงานที่เขาทำอยู่ว่ายิ่งใหญ่เป็นประโยชน์มหาศาล ย้ำแล้วย้ำอีกว่าเขาเป็นคนจริงจัง งานที่ทำก็เป็นงานจริงจัง เวลาคุยกับเราเขาไม่เงยหน้าขึ้นมาสบตากับเราเลยด้วยซ้ำ ดูเขายุ่งมากจริงๆ
“คุณคำนวณอะไร?” ผมถาม
“กำไร” เขาตอบ
“แล้วเอา “กำไร” ไปทำอะไร?” ผมซักต่อ
“ก็ไว้ลงทุนหา “กำไร” เพิ่มน่ะสิ” เขาตอบโดยไม่เหลือบตาขึ้นมอง ในใจคงคิดว่าผมนี่ช่างไม่รู้อะไรเอาเสียเลย
“เท่านี้เองหรือ?” เจ้าชายน้อยถามแทรก
“แค่เท่านี้ผมก็วุ่นจนไม่มีเวลาอยู่แล้ว คุณไม่เห็นหรือ? ผมไม่มีเวลาแม้แต่จะคุยกับคนแปลกหน้าด้วย อ้อ!ยกเว้นลูกค้าหรือหุ้นส่วนของผมเท่านั้นแหละ” นักธุรกิจตอบเหมือนกับต้องการยุติการสนทนากับเรากลายๆ
ดวงที่ห้านี่สิครับที่ผมว่าแปลกที่สุด เป็นดาวดวงเล็กนิดเดียว มีโคมไฟกับคนจุดโคมคนหนึ่งซึ่งคอยจุดและดับโคมตลอดเวลา เมื่อเราไปยืนอยู่ด้วยกันทั้งสามคน พื้นที่ก็คับแคบจนแทบจะขยับไม่ได้ แต่ไม่ได้ทำให้คนจุดโคมชะงักหรือเลิกทำหน้าที่จุดและดับโคมอยู่ตลอดนั้นเลย
“คุณกำลังทำอะไรน่ะ?” ผมตะโกนถาม ความจริงไม่ต้องตะโกนก็ได้ เพราะผมยืนอยู่ใกล้เขานิดเดียว แต่ในใจต้องการให้เขาหยุดการกระทำแปลกๆ (และดูเหมือนไร้ค่า) นี้มากกว่า
“ก็เห็นๆอยู่” เขาตอบเหมือนไม่ใส่ใจ ผมไม่แน่ใจเสียด้วยซ้ำว่าเขารู้หรือไม่ว่ามีคนมายืนอยู่ใกล้ๆเขาอีกสองคน
เจ้าชายน้อยบอกผมว่าดาวดวงนี้เล็กมาก เวลากลางวันกับกลางคืนจึงห่างกันเพียงไม่กี่วินาที เมื่อถึงเวลากลางคืน คนจุดโคมก็ต้องจุดโคมให้แสงสว่าง แต่พอกลางวันเขาก็ต้องดับโคมที่เพิ่งจุดเมื่อครู่ เป็นอยู่อย่างนี้
“คุณไม่เบื่อหรือ?” ผมถามคนจุดโคม
“ทำไมต้องเบื่อ ผมทำสิ่งที่มีประโยชน์ ราตรีสวัสดิ์” เขาตอบแล้วจุดโคม
“น่าจะหยุดได้สักพัก เพราะเดี๋ยวก็สว่างอีก”
“ไม่ได้ เพราะมันเป็น “หน้าที่” อรุณสวัสดิ์” เขาพูดแล้วดับโคม
เจ้าชายน้อยคุยให้ฟังว่าลึกๆแล้วเขายกย่องคนจุดโคมมากว่าคนอื่นที่ผ่านมา เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นคนจุดโคมเป็นคนเดียวที่ทำงานโดยเห็นแก่คนอื่นมากกว่าตัวเอง
ผมบอกเจ้าชายน้อยว่าคนจุดโคมน่าจะไปช่วยงานพระราชาหรือนักธุรกิจเพราะคงจะเหมาะสมและไปด้วยกันได้ดี เขาหัวเราะกับคำเสียดสีของผม
ดาวดวงที่หกเป็นดาวของนักภูมิศาสตร์ หนังสือเล่มใหญ่เล่มเล็กกองโตวางระเกะระกะไปทั่วโต๊ะ แต่ดูเขาหยิบฉวยแต่ละเล่มมาใช้อย่างคล่องแคล่ว เขาเปิดหนังสืออ่าน แล้วก็จดบันทึก เขียนเสร็จก็เปิดอ่าน เป็นเช่นนี้ดูวุ่นวาย
“อา มีข้อเท็จจริงต้องบันทึกมากมาย มีความรู้ที่ต้องเผยแพร่มากมาย มีข้อมูลที่ต้องรวบรวมไว้ใช้มากมาย” นักภูมิศาสตร์พูดเมื่อเราเดินทางไปถึง เขาคิดว่าเราเป็นนักสำรวจที่จะนำข้อมูลไปให้ แต่เมื่อเราแนะนำตัวและรู้ว่าเราไม่ใช่นักสำรวจ เขากลับถามว่าเราไปพบอะไรมาบ้าง เผื่อว่าจะเป็นสิ่งใหม่ที่ยังไม่มีในบันทึก “มันเป็น “ความรู้” และผมคือคนที่มีความรู้มากที่สุด” เขาตอบอย่างภูมิใจเมื่อผมสงสัยว่าเขาจะรวบรวมข้อมูลมากมายและบันทึกไว้ไปทำไม
“ถ้าคนเลวและเห็นแก่ตัวเอาความรู้ซึ่งคุณรวบรวมไปใช้ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้น?”
“ผมไม่รู้ นั่นไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องรู้ ผมรู้แต่ว่าต้องรวบรวมข้อมูล ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ถูกต้อง ผิดพลาดไม่ได้ เพราะนี่คือความรู้ และความรู้คือสิ่งที่มีประโยชน์”
ผมไม่ถามต่อ แต่ระหว่างเดินทางไปดาวดวงที่เจ็ด ผมบอกเจ้าชายน้อยว่า นักภูมิศาสตร์และชายขี้เมามีค่าพอๆกันในสายตาของผม
เจ้าชายน้อยหัวเราะ ผมชอบเสียงหัวเราะของเขา
............................
เมื่อไปถึงดาวดวงที่เจ็ด ผมรู้สึกคุ้นตาและอบอุ่นผูกพันทันทีที่มาถึง
แน่ล่ะครับ ก็มันคือโลกเราเองนี่นา
แต่โชคร้ายไปนิดที่เรามาลงตรงกลางทะเลทราย จึงไม่พบผู้คนอาศัยอยู่เลย ที่นี่คือ “บ้าน” ผมกลับถึงบ้านแล้ว สิ่งที่ผมคิดคือจะหาที่พักและอาหารไว้ยังชีพอย่างไร
น่าแปลกที่ระหว่างเดินทาง ผมกลับไม่เคยกังวลถึงเรื่องเหล่านี้เลย แต่พอมาถึงโลกมนุษย์ ดูเหมือนว่าเรื่องของที่พักและอาหารจะกลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาทีเดียว
ผมบอกเจ้าชายน้อยให้ช่วยกันตามหาผู้คน เจ้าชายน้อยเดินไปถามดอกไม้ทะเลทราย ผมได้ยินดอกไม้ตอบเพียงว่า
“ฉันไม่รู้ว่าพวกเขาหายไปไหนกันหมด ลมอาจจะพัดเขาไปแล้วก็ได้ น่าสงสาร พวกเขาไม่มีรากคงลำบากกันมาก”
เราสองคนออกเดินเท้ากันต่อไป สำหรับผมแล้ว “โลก” ดูจะไม่น่าสนใจเท่าไรนัก ทว่าไม่ใช่สำหรับเจ้าชายน้อย แม้เขาจะเคยเดินทางมาที่นี่เพียงครั้งเดียว แต่กลับพกพาสิ่งน่าประทับใจมากมายบนโลกกลับไปยังดาว B612
เขาเล่าให้ผมฟังถึงเรื่องของสุนัขจิ้งจอกที่อยากรู้สึกมีความผูกพันกับใครสักคน แทนที่วันๆจะวิ่งไล่ล่าไก่เป็นอาหาร แล้วก็ถูกนายพรานไล่ล่าอีกต่อหนึ่ง ทำให้ต้องอยู่รวมกันเป็นฝูงเพื่อหลบซ่อนความกลัวและอันตราย แต่ละตัวใช้ “ฝูง” เป็นเกราะกำบังตัวเองจากสิ่งท้าทายที่ไม่คุ้นเคย สุนัขในฝูงคิดอย่างไรทำอย่างไรต้องคิดตามทำตามเพื่อไม่ให้เกิดความแปลกแยกแตกต่าง ในขณะเดียวกันก็ใช้ความเป็นฝูงไว้ไล่ล่า “เหยื่อ” ที่อ่อนแอกว่า ไม่มีใครกล้าออกหากินตัวเดียวเพราะถือว่าผิดกฎของฝูงและจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าฝูงได้อีก “มนุษย์ก็คล้ายกับสุนัขจิ้งจอกน่ะแหละ” เจ้าชายน้อยตั้งข้อสังเกตขณะเดินข้ามภูเขาทรายลูกที่สอง
เมื่อเราข้ามพ้นภูเขาทรายลูกที่ห้า หลังจากใช้เวลาหลายชั่วโมงตั้งแต่เดินทางมาถึงและพูดคุยกันมาตลอดทาง แสงระยิบระยับจากผืนน้ำข้างหน้าส่องประกายกระทบสายตา ผมคิดว่าตรงนั้นเราน่าจะพบผู้คน และอาจมีที่พักและอาหาร
แต่โดยไม่คาดคิด จู่ๆ เจ้าชายน้อยกลับพูดขึ้นว่า
“ถึงเวลาที่ผมต้องกลับบ้านแล้วล่ะ”
“ไม่นะ อย่าเพิ่งกลับ คุณยังไม่รู้จักโลกของผมดีพอเลย”
“ไม่จริงเลย ผมรู้จักโลกของคุณดีพอ อาจจะดีกว่าอีกหลายคนบนโลกนี้ด้วยซ้ำ แต่ก็คงไม่มีวันที่ผมจะรู้จักโลกนี้ได้ดีทั้งหมดหรอก เพราะโลกใบนี้มีคนแบบเดียวกับดวงดาวทั้งหกที่เราผ่านมาอยู่เยอะแยะ และคงจะมีแบบอื่นๆอีกหลายแบบ ผมคิดว่าโลกอาจจะเป็นดาวดวงเดียวที่มีผู้คนในแบบต่างๆของดาวทุกดวงในจักรวาลมารวมกัน...
“ผมคิดถึงดอกไม้ของผม ต้นไทรอาจจะแทงรากไปรบกวนเธอเข้าแล้วก็ได้ หรือลมอาจจะพัดแรงจนเธอต้านไม่อยู่ เพราะผมลืมเอาแก้วครอบกันลมไว้ให้ ถึงเธอจะนิสัยไม่ดี พูดจาโอ้อวด แต่ดอกไม้ก็เป็นสิ่งพิเศษของผม เราต่างมีความผูกพันซึ่งกันและกัน เพียงเท่านี้ก็ไม่เคยทำให้ผมโกรธเธอลง...
“โลกใบนี้ยังมีสิ่งที่น่าค้นหาอีกมากมาย ยังไงผมก็จะกลับมาอีก อย่าลืมนะว่าถึงผู้คนจะแตกต่างดีเลวอย่างไร แต่โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบหรอก สุนัขจิ้งจอกบอกความลับอย่างหนึ่งกับผมว่า สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา เราจะเห็นอะไรได้เพียงด้วยหัวใจเท่านั้น คุณอาจมองโลกอีกแบบหนึ่งก็ได้ถ้าไม่ตัดสินอะไรด้วยสิ่งที่ตามองเห็นเท่านั้น...
“ไปเถอะ คุณพบผู้คนแล้ว แล้ววันหนึ่งเราอาจจะได้เดินทางด้วยกันอีก”
เราสองคนกุมมือกันไว้แน่น
“คุณก็รู้เรื่องดอกไม้ของผม ผมต้องรับผิดชอบเธอ” เขากล่าวประโยคสุดท้าย
ผมพยายามบีบมือรั้งเขาไว้ แต่แสงสีเหลืองวาบจากตัวเขาพุ่งเข้าใส่จนตาของผมพร่ามัวไปหมด แล้วเขาก็หายไป ขณะที่ตัวผมยืนนิ่งแข็งทื่อขยับไม่ได้
............................
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นลุกนั่งบนเตียงนอน ทั้งภาพและความรู้สึกยังตรึงอยู่ไม่คลาย แสงจ้ายามเช้าแยงตา เหลือบมองเห็นหนังสือเล่มเล็กวางหล่นอยู่ข้างหมอน มุมปกมีรอยยับ เพราะถูกหยิบจับมาอ่านหลายสิบครั้ง หน้าปกรูปเด็กผมหยิก สวมเสื้อคลุมยาว ใบหน้าบริสุทธิ์
ความเศร้าประหลาดผุดวาบขึ้นที่ขั้วหัวใจ แล่นผ่านสู่ปลายประสาททั่วร่าง
ผมล้มตัวลงนอนอีกครั้งอย่างหมดแรง ฝังใบหน้าลงบนหมอนใบนุ่ม น้ำตาท่วมท้นอยู่เพียงในอก คร่ำครวญอยู่ในใจ
อีกนานไหมที่ผมจะได้พบคุณอีก... เจ้าชายน้อย
..............................
เค้าโครงและบทสนทนาบางตอน นำมาจากหนังสือเรื่อง “เจ้าชายน้อย” สำนวนแปลของ อริยา ไพฑูรย์



