ความไร้เดียงสาทางเศรษฐศาสตร์การเมืองของรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
ผมเห็นว่า รัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้นแม้ว่าจะดีอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เพียงพอในการจัดการกับปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองที่เกิดขึ้นหลังวิกฤติทางเศรษฐกิจ และการบริหารงานของพรรคไทยรักไทย
และในขณะเดียวกัน คะแนนเสียงข้างมากที่เลือกพรรคไทยรักไทยก็ไม่ได้แสดงว่าประชาชนไม่ต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
หากการปฏิรูปทางการเมืองจะทำให้การบริหารงานของรัฐบาลนั้นทำได้ดีขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชน
พูดง่ายๆ เขาเลือกพรรคไทยรักไทย เลือกนโยบายพรรค เลือกและศรัทธานายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค
แต่เขาไม่ได้เลือกให้พวกพ้องของท่านเข้ามาหาประโยชน์กับนโยบายของรัฐ
ดังนั้นถ้าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้พวกพ้องของนายกและนักการเมืองคนอื่นๆไม่สามารถเข้ามาหาประโยชน์โกงได้ มันจะไม่ยิ่งดีไปกันใหญ่หรือครับ ?
แต่พูดเพียงแค่นี้ไม่ได้หมายความว่า เราควรปฏิรูปการเมืองโดยการแก้รัฐธรรมนูญด้วยการปรับปรุงกฏหมาย โดยมองว่ากฏหมายนั้นเป็นเครื่องมือที่สกัดกั้นคนชั่วได้ โดยเฉพาะพวกของนายก
ทั้งนี้เพราะผมเชื่อว่าสิ่งที่เกิดในสังคมไทยในเรื่องปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองนั้นก็คือ รัฐธรรมนูญนั้นไม่มีความเข้าใจเรื่องของการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและการคอรัปชั่นในรูปแบบใหม่ๆ ภายหลังวิกฤติเศรษฐกิจ และการดำรงอำนาจของพรรคไทยรักไทย
รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความเข้าใจระบบทุนนิยมไทย เพราะที่ผ่านมารัฐธรรมนูญถูกพิจารณาว่าเป็นประเด็นการเมือง เมื่อไม่เข้าใจรัฐธรรมนูญจึงกลายเป็น “เกราะ” ป้องระบบทุนนิยมด้วยการปล่อยให้เกิดข้ออ้างว่ารัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง และเมื่อไม่เข้าใจระบบทุนนิยมไทยหลังวิกฤติเศรษฐกิจก็ไม่เข้าใจเรื่องการนิยามการคอร์รัปชั่น เพราะคอร์รัปชั่นไม่ได้มีที่มาจากการขาดแคลนจริยธรรมอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญก็คือระบบเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นที่มาและสัมพันธ์กับการคอร์รัปชั่นนั้นด้วย
ลองดูมาตรา ๘๗ ในแนวนโยบายแห่งรัฐสิครับ: รัฐต้องสนับสนุนระบบเศรษฐกิจแบบเสรีโดยอาศัยกลไกตลาด กำกับดูแลให้มีการแข่งขันอย่างเป็นธรรม คุ้มครองผู้บริโภค และป้องกันการผูกขาดตัดตอนทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งยกเลิกและละเว้นการตรากฎหมายและกฎเกณฑ์ที่ควบคุมธุรกิจที่ไม่สอดคล้องกับความจำเป็นทางเศรษฐกิจ และต้องไม่ประกอบกิจการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่มีความจำเป็นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม หรือการจัดให้มีการสาธารณูปโภค
มาตรานี้จัดว่าเป็นมาตราที่บรรจุเรื่องหลายเรื่องไว้ด้วยกัน ซึ่งสร้างปัญหามามากเพราะมีเรื่องที่นำไปสู่การตีความได้มากมายเหลือเกิน อันเนื่องมาจาก มาตราดังกล่าวมีคำใหญ่ๆมากมาย อาทิ เศรษฐกิจแบบเสรี กลไกตลาด เอกชน ผู้บริโภค ความจำเป็นทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงของรัฐ และผลประโยชน์ส่วนรวม
การปราบปรามการทุจริตตามรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่ไม่เข้าใจโครงสร้างของระบบทุนนิยมไทยในปัจจุบัน จึงจับคนโกงได้แต่ปลาซิวปลาสร้อย จับได้แต่นักเลงต่างจังหวัดที่เข้ามามีอำนาจทางการเมือง โดยใช้หลักการจับแต่ว่าทรัพย์สินที่ประกาศนั้นไม่ควรมีที่มาจากตำแหน่ง หรือหาที่มาไม่ได้ โดยการดูแค่ว่าทรัพย์สินนั้นมีใครให้มา เพราะตำแหน่งทางการเมืองไม่สามารถสร้างความมั่งคั่งได้ และทุกคนก็ได้แต่งงว่าเมื่อปล่อยให้วิ่งแข่งกัน ทำไมบางคนวิ่งเร็วเหลือเกิน
ขณะที่ปัจจุบัน สิ่งที่อาจจะยังไม่ถูกนิยามว่าทุจริตอย่างชัดเจนก็คือ การเข้าใจ การให้คำนิยาม และการจัดการกับการสร้างความมั่งคั่งที่ไม่ได้มาจากการเก็บต๋งหรือกินค่าเช่านั้นยังไม่มี สิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน นั้นไม่ใช่การเก็บค่าคุ้มครอง หรือเพิ่มต้นทุนเข้าไปจากโครงการต่างๆสักเล็กน้อย
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการทำให้การผูกขาดในทุกรูปแบบนั้น “กลายเป็นธรรมชาติ” หรือเรารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เป็นธรรม
สิ่งนี้จึงทำให้การผูกขาดดำรงอยู่ได้โดยแฝงตัวในระบบตลาดแข่งขันเสรี และการเลือกตั้ง และทำให้เราเห็นว่าการซื้อขายและแปรรูปในตลาดหุ้น เป็นเรื่องที่เป็นธรรมผ่านการแข่งขัน
ทั้งที่เราเริ่มรู้สึกแล้วว่า ระบบการแข่งขันที่เรียกว่า “เสรี” นั้นคนที่ตัวใหญ่กว่าได้เปรียบ ซื้อได้มากกว่า และเร็วกว่า
ถ้าเราไม่ต้องการเล่นการเมืองแบบผลักให้คนที่เราไม่พอใจกลายเป็นคนชั่ว คนไร้ศีลธรรม แต่เราต้องการเล่นการเมืองอย่างมีสติและเคารพในความเป็นมนุษย์ของคนทุกคน ไม่ได้คิดว่านายกและคนรอบตัวเป็นคนที่เลวร้ายโดยธรรมชาติ (เพราะถ้าเราไม่เห็นเขาเป็นมนุษย์เหมือนเรา เขาก็มีสิทธิที่จะมองเราว่าไม่เป็นมนุษย์ และสิ่งนี้ย่อมนำไปสู่ความรุนแรงและความสูญเสีย)
เราจึงต้องเข้าใจก่อนว่าโครงสร้างพื้นฐานทางการเมืองของเราไม่สามารถจัดการกับปัญหาการผูกขาดอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองได้ โดยเฉพาะการผูกขาดที่กำลังถูกทำให้เป็นธรรมชาติ (มากกว่าเป็นธรรมชาติด้วยตัวของมันเอง)
เราจึงต้องเริ่มตั้งคำถามและพยายามพัฒนาความในมาตรา ๘๗ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นจุดตั้งต้นของการปฏิรูปการเมืองเศรษฐกิจและสังคมของเรา มากกว่ามัวแต่สนใจแต่เรื่องเทคนิคทางกฏหมาย หรือหลักการทางการเมืองกว้างๆ อาทิอำนาจอธิปไตยมาจากปวงชนชาวไทย แต่เพียงเท่านั้น
การพัฒนามาตรา ๘๗ จากแนวนโยบายแห่งรัฐที่กว้างและไม่ระบุความชัดเจนถึงความรับผิดชอบของรัฐในประเด็นดังกล่าว (ดูทั้งหมวด) มาสู่สัญญาประชาคมที่ทุกฝ่ายเข้าใจตรงกันและกำกับพฤติกรรมของรัฐ สังคม และระบบทุนนิยม น่าจะเป็นภารกิจที่ทุกฝ่ายน่าจะเริ่มคุยกันได้ ไม่ใช่เริ่มต้นปฏิรูปการเมืองแค่การเพิ่มกฏหมาย หรือรอรัฐธรรมนูญหล่นลงมาจากที่ไหนสักแห่ง ...
หมายเหตุ:
๑. ปรับปรุงจากบทความที่ตีพิมพ์ครั้งแรกใน คมชัดลึก วันพุธที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๔๘ หน้า ๔
๒. บทความนี้เป็นเพียงเชิงอรรถขยายความเล็กๆของสิ่งที่ ปกป้อง จันวิทย์ เคยตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในงานสัมมนาต่อต้านการซื้อสโมสรหงส์แดง ของบรรดาสาวกผีแดง ... เอ้ย ... ของบรรดานักวิชาการขา(ลุยเป็น)ประจำแถวๆท่าพระจันทร์เมื่อหลายปีก่อน



