คำต่อคำกับ ‘ธาริษา วัฒนเกส’
แม้ว่าข่าวความร้อนแรงของมาตรการสกัดเงินร้อนของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)จะแผ่วลงไปบ้างแล้วหลังผ่อนปรนมาตรการ แต่เก้าอี้ของ “ธาริษา วัฒนเกส” ผู้ว่าการธปท.กลับร้อนระอุแทน
สัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้ว่าการธปท.ต้องใช้เวลาทั้งหมดพูดคุยทั้งนักลงทุนและสื่อมวลชนทุกสาขา การแถลงเปิดใจให้สัมภาษณ์ครั้งนี้ทำให้ทราบที่มาที่ไปของการออกมาตรการดังกล่าว ‘ทีมข่าวอิสระ’ ขอนำเนื้อหาการเปิดใจของคุณธาริษาโดยละเอียดมาให้อ่านกันเต็มเหยียด คำต่อคำ
..................
ตอนนี้เราพยายามอธิบายเป็นภาพกว้าง มีบางรายที่เขาโทรศัพท์มาคุย ขอสัมภาษณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีนักลงทุนโทรศัพท์มาฝากเบอร์โทรศัพท์ไว้ เราก็โทร.กลับ ถ้าเขาอยากได้ข้อมูลเพิ่ม อยากรู้แนวคิดเราก็ตอบรับเต็มที่ มีทั้งที่เป็นนักข่าวและนักลงทุน
การออกมาตรการนี้ เพราะเราใช้มาตรการอื่นมาแล้ว และมันไม่ได้ผล และในที่สุดต้องใช้ยาแรง เพื่อทำให้นักลงทุนต่างชาติ เขาเห็นว่า จริงๆ ที่เราทำ ไม่ได้เป็นเพราะเราบ้าลุกขึ้นมา แต่ภาวะการเงินมันไม่สมดุล และประเทศเล็กๆ ต้องเป็นคนรับปัญหา ถ้าประเทศใหญ่ไม่ช่วยแก้ปัญหาในระดับนานาประเทศ ประเทศเล็กๆ ต้องแก้ปัญหาอย่างที่เราได้ทำไป
มาตรการพวกนี้เพื่อดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนมาก และจริงๆ เรื่องเงินบาทผันผวนเราเห็นมาตั้งแต่ต้นปี ปีนี้มันผันผวนขึ้นมาเยอะ เกือบ 15% เทียบกับในภูมิภาคเราสูงกว่าใครเพื่อนเขา อันนี้ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมถึงแข็ง ซึ่งปัจจัยพื้นฐาน ด้านการเติบโตเราก็เป็นรองบ๊วย ดอกเบี้ยที่บอกว่าสูงทำให้เข้ามา ก็ไม่ใช่ เพราะประเทศที่ดอกเบี้ยสูงกว่าเราก็มีเยอะอาทิ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ดังนั้น มันอธิบายไม่ได้ว่าเข้ามาเพราะโครงสร้าง หรือปัจจัยพื้นฐาน
โดยเฉพาะช่วง ต.ค. ที่พี่เข้ามารับตำแหน่ง ก็มีการไหลเข้ามาต้อนรับอย่างมากมาย ก่อนหน้านั้นก็มาเป็นระลอก แต่มันก็ไม่ได้ต่อเนื่อง แต่ตอนต.ค. เข้ามาเยอะ
ถ้าดูแค่ตัวเลข จะเห็นชัด คือ พ.ย. เฉลี่ยมีเงินเข้าสัปดาห์ละประมาณ 300 ล้านดอลลาร์ แต่พอมาถึงตอน ธ.ค. เฉพาะสัปดาห์แรกเข้ามาแล้ว 950 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ทั้งที่ช่วงก่อนหน้านี้ได้มีการออกมาตรการก่อนหน้านี้หลายอย่าง
เดือน พ.ย. ออกมาตรการที่เรียกว่าไขก๊อก คือทำให้เงินที่มีอยู่หาทางที่ผ่อนคลายออกไปจะได้ไม่เป็นแรงกระเพื่อมของค่าเงิน และต้นเดือน ธ.ค. ก็มีมาตรการอีกชุดหนึ่ง เรียกว่ามาตรการปิดก๊อกไม่ให้มีเงินเข้ามาเยอะ แต่ตอนนั้นปิดเบาๆ ไม่อยากให้มีผลอะไรมาก และคิดว่าลองดูไปก่อน ปรากฎว่ามาตรการนั้นไม่มีผลใดๆ ทั้งสิ้น
วันที่ 4 ธ.ค. ประกาศมาตรการเสร็จ ขึ้นไปบนห้องไปดูจอ ปรากฏว่าเงินบาทแข็งขึ้นไปอีก ยิ่งต้นเดือน ธ.ค. เงินทุนก็ไหลเข้าเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว จึงถึงจุดที่เรียกว่ามาตรการแบบขนาดอ่อนๆ จะไม่ได้ผลเท่าใด จึงต้องเข้มข้นมากขึ้น
คำถามคือว่า แล้วทำไมต้องไปเป็นห่วงเรื่องของค่าเงินบาท คำตอบมี 2 ประการคือ
1.การที่ค่าเงินมันแข็งขึ้น และผันผวนขึ้นเยอะ ภาคส่งออกของเรายากลำบากที่จะปรับตัว ขณะนี้ภาคส่งออกก็รู้ว่าเขาจะหวังให้ค่าเงินอ่อนเหมือนสมัยก่อนไม่ได้ ต้องปรับตัวแล้ว แต่ว่าการปรับตัวต้องใช้เวลา จริงๆ การที่เงินผันผวนเยอะเขาทำมาหากินยากลำบากเหมือนกัน คนสั่งออร์เดอร์มาเดี๋ยวนี้ก็ใช้อินเทอร์เน็ตสั่งเข้ามา และมีซัพพลายเออร์ หลายคน ใครที่คิดว่าราคาที่เขาเสนอราคาที่เขารับได้ก็ตอบไป แต่คนไหนที่สู้ไม่ได้ก็ถอย
ฉะนั้น ถ้ามีความผันผวนตรงนี้ เขาตอบรับไป แต่ในที่สุดออกมาเขามีความกังวลว่าเงินบาทจะผันผวนและแข็งขึ้นอีก ก็ไม่รู้จะแข็งขึ้นมาเท่าไหร่ เขาก็กลัวไม่กล้าที่จะตอบรับไป เพราะถ้าตอบรับไปอาจยิ่งส่งยิ่งขาดทุน อันนี้เป็นเหตุผลที่เราดูแลในยามที่ผันผวนของค่าเงิน
2. ค่าเงินเราเป็นขาขึ้นอย่างเดียว ซึ่งค่าเงินควรมีขึ้นและลงได้ สลับไปตามค่าเงินในตลาดขึ้น มีบางวันเงินในภูมิภาคอ่อนลงทุกสกุลแต่เงินบาทแข็งขึ้น มันคล้ายๆ กับว่าทุกคนมองไว้ว่าเงินบาทแข็งขึ้นแน่นอน เอาเงินเข้ามามันได้กำไรดี เพราะตอนขาออกมันได้กำไร
การที่ค่าเงินบาทมันแข็ง ที่เราเรียกเป็น one way bet เขาเชื่ออย่างเดียวเลยว่ามันมีแต่ขึ้น ฉะนั้นก็คิดว่ามีความจำเป็นที่ต้องปรับเปลี่ยนความคาดหวังตรงนี้ของตลาด หลังจากวันที่ 4 ธ.ค. ที่ประกาศมาตรการมันไม่ได้ผล เราก็มานั่งคิดว่ามีวิธีการอะไรบ้างที่จะลดความรุนแรงของค่าเงินบาทได้ ทั้งมาตรการภาษี มาตรการกันเงินสำรอง ส่วนใหญ่เราก็ดูจากต่างประเทศว่าเขาใช้วิธีอะไร และเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้
เรื่องภาษีก็มีหลากหลายวิธี ไม่ว่าจะหักตอนต้น หักตอนปลาย แต่เราดูแล้วใช้วิธีเก็บภาษีมันได้ผลไม่เท่ากับการกันสำรอง และอาจจะไม่สะดวก ด้วยเหตุผล 2-3 อย่าง เราควรจะใช้การกันสำรองดีกว่า
ประการที่ 1 คือ ถ้าการใช้วิธีเสียภาษี ต้องส่งเรื่องไปที่กระทรวงการคลังและต้องออกกฎหมายของสรรพากร ต้องมีขั้นตอนและเสียเวลา แต่เวลาออกกฎหมายก็ต้องบอกว่าจะเก็บภาษีกี่เปอร์เซ็นต์ เก็บอะไรยังไง เวลาจะเปลี่ยนที ไม่ได้เปลี่ยนง่ายๆ เพราะต้องแก้กฎหมาย
มันสู้วิธีกำหนดเป็นเงินสำรองไม่ได้ เพราะว่า เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติสามารถทำได้เร็ว ในอนาคตจะเปลี่ยนเงินตรงนี้อย่างไรก็ได้ตามความจำเป็น ถึงจุดหนึ่งถ้าบอกว่านิ่งแล้ว ถ้าบอกว่าจะยกเลิกก็ทำได้เลย ไม่ต้องไปผ่านอะไร
ที่สำคัญอีกอันหนึ่ง คือ ถ้าออกเป็นกฎหมาย เวลาที่เราจะยกเลิก ถ้ากระทรวงการคลังเขาอยากจะเก็บไว้เพราะถือว่านี่เป็นแหล่งรายได้ของเขา เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะนี่เป็นมาตรการดูแลค่าเงินเท่านั้นเอง ฉะนั้นเราจึงคิดว่าภาษีมีผลบวกไม่เท่ามาตรการกันสำรอง และอาจมีผลข้างเคียงที่มีเรื่องระยะยาวต่อเนื่อง
ถ้าใช้การกันสำรอง ยังตรงประเด็นกว่าในเรื่องที่จะทำให้เงินบาทผันผวนน้อยลง เพราะว่าต่างประเทศเอาเข้ามา 100 เหรียญ ขอกันไว้ 30 เหรียญ และเอา 70 เหรียญนั้นไปแลกเปลี่ยนเป็นเงินบาท คือมีแค่เงิน 70 เหรียญที่จะเข้ามาแลกให้เงินบาทกระเพื่อม อีก 30 เก็บไว้เป็นเงินตราต่างประเทศอยู่แล้ว ก็จะไม่ทำให้เงินบาทกระเพื่อม ฉะนั้น เราจึงเลือกการใช้กันเงินสำรอง
ที่ถามว่าตอนเลือก คิดหรือไม่ว่ามันจะมีผลกระทบหลายด้าน ... คิด และมันต้องมีผลกระทบแน่เพราะการจะดูแลค่าเงินบาทและไม่มีผลกระทบต่ออย่างอื่นมันเป็นไปไม่ได้ มันต้องมีผลกระทบอย่างอื่นบ้าง ที่จะต้องแลกกัน
เราก็ประเมินว่าผลกระทบจากมากน้อยเท่าไหร่ ก็เอาตัวเลขมาดู ทุกวันนี้ต่างชาติที่เขาเข้ามาลงทุน ขึ้นอยู่กับว่าเข้าไปตลาดไหน ถ้าเข้าไปตลาดตราสารหนี้ตอนนี้ดอกเบี้ยมีอยู่ 5% แต่นอกจากดอกเบี้ย 5% เขายังมีดอกผลจากการที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้น 15% ต่อไป คือถ้าคิดต่อปีแล้ว ดอกผลของเขาก็คือ 20% หรือลงทุนในตลาดหุ้นก็คงพอกัน ดอกผลที่ได้ก็แล้วแต่หุ้นขึ้นลง อาจจะมากหรือน้อยกว่า 5% แต่ถ้าเฉลี่ยเหมือนกัน 5% เวลาเอาเงินออกก็ได้ผลประโยชน์จากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น 15% อยู่แล้ว
ฉะนั้น ผลประโยชน์ที่ลงทุนในบ้านเราในช่วงเวลา 1 ปี คือ 20% ขณะเดียวกันถ้าไปกันที่ 30% เขาก็มีค่าเสียโอกาสที่จะเอา 30% นี้ไปหาประโยชน์ได้ ถามว่าค่าเสียโอกาสนี้ก็คือ 1.5% เขาอาจจะมีค่าเสียโอกาสจากการที่ไม่ได้กำไรค่าเงินด้วย สมมติว่า คิดถึงค่าเสียโอกาสจากการลงทุน 1.5% เทียบกับ 20% เราก็มองว่าตัวเลขมันไม่เยอะกับคนที่มาลงทุน
แน่นอนว่าตลาดหุ้น ตลาดตราสารหนี้คงได้รับผลกระทบแต่ผลไม่น่าจะมีมากเกินไป และผลตรงนี้ก็เป็นสิ่งที่จะต้องมีเพื่อดูแลค่าเงินของเราได้ผลตามเจตนารมณ์ แต่ปรากฎว่าผลที่ออกมาต่างชาติก็ตกใจก็ขายเยอะมาก กว่าที่คาดการณ์ไว้ คิดว่าเป็นเรื่องที่เขาตกใจ เพราะยังไม่ได้ดูในรายละเอียดไม่ได้ดูตัวเลขเท่าไหร่ แต่ตกใจว่ากำลังจะมีการเปลี่ยนกติกาไป และจริงๆ แล้ว วันนั้น (19 ธ.ค. 49)ที่มีการขายหุ้นเป็นเงินเก่าทั้งสิ้น เงินที่เข้ามาอยู่ในประเทศแล้วซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ที่ต้องกัน 30% เพราะกฎเกณฑ์ที่ออกไปเราบังคับใช้ย้อนหลังไม่ได้
ฉะนั้นจริงๆ แล้วเงินก้อนนี้ที่อยู่ในประเทศ มันไม่น่ากระทบ เราคิดว่าส่วนนี้เขาน่าจะอยู่เฉยๆ เมื่อเทียบกับเงินใหม่ แต่เขาขายค่อนข้างจะเยอะด้วยความที่ตกใจ สิ่งที่เกิดขึ้นทางคัสโตเดียนแบงก์ และโบรกเกอร์ทั้งหลาย ที่ธปท.นัดหารือ (วันนั้นพี่ไปรับแขกต่างประเทศที่เชียงใหม่) ก็ขอให้คุณอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการฯช่วยนัดประชุม และฟัง ในที่สุดเขาก็บอกว่าเขาขันอาสาที่จะทำงานมากขึ้น จะติดตามเงินนี้จะกั้นคอกให้ว่าจะให้เงินที่เข้ามาในตลาดทุนอยู่แต่ในคอกนี้ไม่ออกไปหากำไร ประโยชน์จากค่าเงินในกองอื่น
เราก็รับเรื่องไว้ เสร็จแล้วหลังจากนั้นการเทขายก็ยังทำอยู่ทั้งวัน และข้อมูลที่เราได้มาก็ยังมีคำสั่งรอขายอยู่ค่อนข้างเยอะในวันรุ่งขึ้น (20 ธ.ค. 49) ก็เป็นเรื่องที่ตลาดเคลื่อนแรงกว่าที่เราคาดการณ์ไว้ ก็ได้คุยกับท่าน รมว.คลัง จริงๆ คุยกันทั้งวัน ทั้งเรื่องการเตรียมให้สัมภาษณ์ และเตือนนักลงทุนในประเทศด้วยให้วิเคราะห์ให้ดี อย่าไปเทตามเขาเดี๋ยวจะเจ็บตัว
ก็พูดกับรัฐมนตรีคลัง เราก็บอกว่าทุกคนก็เป็นห่วง ได้คุยกับ ก.ล.ต. คุณภัทรียา เอ็มดีตลาดหลักทรัพย์ และคนสุดท้ายก็บอกว่า ถ้าสมมติว่ากลุ่มโบรกเกอร์กับคัสโตเดียนแบงก์ เขายอมที่จะออกแรงมากขึ้น กั้นคอกให้เงินก้อนนี้อยู่ ก็น่าจะให้โอกาสเขาเพราะว่าเจตนาของเราคือจะดูเรื่องของค่าเงินไม่ให้กระเพื่อมเยอะ ถ้ากองนี้อยู่แต่ในคอกนี้ก็คงไม่ไปทำให้ค่าเงินกระเพื่อมขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้นก็เลยลองดู ก็เลยลองคุยกับท่าน รมว.คลัง ว่าอันนี้อาจจะเป็นทางออก เพราะว่าวันรุ่งขึ้นมีคำสั่งที่จะรอขายอยู่ค่อนข้างเยอะ
จริงๆ คุยกันแล้ว บังเอิญหน้านี้เป็นหน้าท่องเที่ยวของเชียงใหม่ การจะกลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย ท่านจึงบอกว่าจริงๆ ถือว่าเป็นผลที่ลามมาถึงตลาดหุ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ท่านดูแลอยู่แล้ว ให้คุณชายอุ๋ยเป็นคนประชุมให้และประกาศมาตรการให้
จริงๆ ทุกๆ คนก็ตั้งคำถามว่าเป็นเรื่องที่รัฐมนตรีคลังเข้ามาแทรกแซงหรือเปล่า หรือคล้ายๆ มาครอบงำแบงก์ชาติ แบงก์ชาติขาดความเป็นอิสระหรือเปล่า ก็เรียนให้ทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังเหล่านี้ว่าคุยกันตลอด จริงๆ ถ้าตอนนั้นมาได้พี่ก็คงเป็นคนนั่งข้างๆ ท่านและท่านก็คงเป็นคนแถลง เพราะในฐานะที่เป็น รมว.คลังที่ดูเรื่องของเศรษฐกิจทั้งหมด ทั้งแบงก์ชาติและ กลต.
เมื่อเรื่องไปถึงขนาดนั้น เรื่องกระทบถึงตลาดหุ้น และท่านดู ก.ล.ต. อยู่ด้วย ท่านก็คงจะเป็นคนแถลงอยู่แล้ว และจากการที่กลับมาไม่ได้ และไม่ได้นั่งอยู่ข้าง ๆ อาจจะทำให้เกิดภาพนั้น มีคนถามว่า ถ้ากลับมาไม่ได้ทำไมไม่ให้รองฯอัจนาแถลง พี่คิดว่าเรื่องระดับนี้ควรจะเป็นเรื่องระดับรัฐมนตรีมากกว่า แม้พี่กลับมาก็คงให้ท่านแถลง
อย่างไรก็ตาม ตรงนั้นก็ต้องยอมรับว่า มันเป็นต้นเหตุที่ทำให้คนเข้าใจผิดได้ คือไปรับรองแขกต่างประเทศ และสิ่งที่ตั้งใจว่าคือจะควบการพักผ่อนไปด้วย แต่ก็ไม่ทันได้พักผ่อนก็กลับมาก่อน และเกิดเหตุนี้ขึ้น
ฉะนั้นจึงอยากจะเล่าให้ฟังว่าเหตุที่เกิดขึ้น แบงก์ชาติรับรู้ทั้งหมด ได้รับรายงานจากรองฯอัจนา เรื่องของใบสั่งไม่มี คนคิดมากถึงขนาดมาถามว่า มีใบสั่งจากรัฐบาลมาหรือเปล่า มาจากนายกรัฐมนตรี เพราะนายกฯเคยพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ต้องการต่างชาติหรือเปล่า เลยออกมาตรการนี้มาไล่ต่างชาติ
ตั้งแต่ได้รับตำแหน่ง ยังไม่มีโอกาสได้คุยกับนายกฯ เลย ฉะนั้นการจะมีใบสั่งจากรัฐบาลรับรอง 1,000% ไม่มีใบสั่งจากรัฐบาล และรัฐมนตรีคลัง เพราะว่าในเรื่องของค่าเงิน เรื่องนโยบายค่าเงิน ข้อมูลจะมีรายวัน เราเองมีข้อมูลแต่เพียงผู้เดียว เงินเข้าออกแค่ไหนขณะนี้เราควรเข้าไปแทรกแซงหรือไม่แค่ไหน เป็นสิ่งที่เราดู จะแทรกแซงหรือไม่ มีคณะกรรมการที่จะดูข้างใน เสร็จแล้วคณะกรรมการจะวางเป็นกรอบใหญ่ คนที่เขาซื้อๆ ขายๆ อยู่ใกล้ตลาดเขาจะดูตลาด ว่าจังหวะนี้ควรจะเข้าหรือไม่เข้าอย่างไร นั่นคือสิ่งที่แบงก์ชาติทำแต่ผู้เดียวไม่ต้องรายงานรัฐมนตรีคลัง
แต่เรื่องมาตรการที่จะออกไป หลังจากที่เราพิจารณาแล้วก็ได้รายงานท่านว่าวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค.จะประกาศมาตรการว่าที่จะออกเป็นอะไรอย่างไร ท่านก็รับทราบ ฉะนั้นไม่ว่าจะเป็นมาตรการที่ออกมาวันที่ 18 ธ.ค. หรือมาตรการที่จะผ่อนผันในส่วนของตลาดหุ้นในวันที่ 19 ธ.ค. เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติทำด้วยความเป็นอิสระไม่มีใบสั่งที่ไหน
คิดว่าที่ขึ้นมาตำแหน่งตรงนี้ได้ อยู่แบงก์ชาติมา 30 กว่าปี ได้ซึมซาบแนวคิดของอ.ป๋วย (อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการ ธปท.)เข้าไปพอสมควรว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของธนาคารกลางคือความเป็นอิสระ รับใบสั่งใครไม่ได้ ถ้าเรารับใบสั่งแล้วอธิบายไม่ได้เรายืนไม่อยู่ แนวคิดของอ.ป๋วย เป็นสิ่งที่ซึมซาบเข้าไปในพวกเราทุกคน ดังนั้นรับรองได้ 1,000% ว่าทำงานอย่างเป็นอิสระ ไม่รับใบสั่ง
เมื่อคิดว่ามาตรการถูกต้องแล้วทำไมต้องมีการผ่อนผัน ถือว่าไม่รอบคอบก่อนที่จะออกมาตรการหรือไม่ ?
มี 2 เรื่อง คือว่ารอบคอบหรือไม่ และ ความเสียหายเป็นยังไง อย่างที่เล่าคือก่อนที่จะออกมาตรการใดๆ เราจะพิจารณาข้อดีข้อเสียทั้งหมดอยู่แล้ว และก็ดูแล้วข้อดีคือเราได้เรื่องของค่าเงินที่มันจะไม่ผันผวน เหมือนอดีต ข้อเสียคือผลกระทบที่จะมีต่อตลาดก็คือตลาดหุ้น คือเงิน เดิมทีที่ออกมาวันจันทร์...ที่เราเห็นเงินเข้ามามาคือตลาดตราสารหนี้ ไม่ใช่ตลาดหุ้น ตลาดหุ้นก็โตตามปกติของมัน
ส่วนคำถามที่ว่าทำไมเราไม่กันตลาดหุ้นออกมา ประเด็นคือ ถ้าเรากันตลาดหุ้นออกมาและบอกว่าตลาดหุ้นไม่ต้องกัน 30% เราไม่สามารถผูกโบว์ที่เงินไว้ได้ว่า เงินที่เข้ามาตลาดหุ้นผูกโบว์สีแดง เข้ามาตราสารหนี้ผูกโบว์สีเขียว มันก็คือเงินในตลาดที่ไหลข้ามตลาดไปมา ฉะนั้นถ้าเปิดให้ 1 ตลาดก็เท่ากับว่าในที่สุดแล้วมาตรการที่เราออกมาดูแลค่าเงินมันไม่ประสบความสำเร็จเพราะมีทางที่จะเลี่ยงออกไป
ฉะนั้นถึงต้องเป็นกฎเกณฑ์หมดทุกตลาดที่เกี่ยวข้อง ฉะนั้นตอบคำถามอันแรกว่าคิดครบถ้วนแล้วหรือยัง คิดแล้วว่าผลกระทบมันมี และด้วยเงินที่มันผูกผ้าแดงผ้าเขียวไม่ได้ มันก็ผ่อนผันให้บางตลาดไม่ได้ ถามว่าผลกระทบเยอะไหมก็ตามที่เราคำนวณ 1.5% กับ 20% ให้ดู ก็คิดว่าผลไม่น่าจะเยอะ
แต่พอถึงวันเกิดเหตุถ้าจะให้เดาคือนักลงทุนเขาไม่คิดว่าเราจะออกมาตรการแบบนี้ ตั้งหลักไม่ทันตกใจ เกิดอะไรไม่รู้ ทั้งๆ ที่คนที่ได้รับผลกระทบคือเงินใหม่แต่คนขายคือเงินเก่า ซึ่งก็เหมือนกับว่าตกใจ แล้วก็พอมีการขายก็เกิดการตามกันไป จึงเกิดผลทางจิตวิทยามากกว่าผลที่จะมาคิดโดยรวม ใช้ศัพท์ง่ายๆ ว่ายังไม่ได้ตั้งสติ ซึ่งความจริงก็ไม่อยากใช้ศัพท์แบบนี้เพราะว่า เดี๋ยวจะกลายเป็นว่าไปว่าหรือ ซ้ำเติมเขา ซึ่งมันก็เกิดขึ้นได้เนื่องจากเขาอยู่แดนไกล เมื่อตกใจก็สั่งขายก่อนก็ได้ มันก็เป็นลักษณะหนึ่งคือคนที่เป็นจ่าฝูงไป มันก็เกิดกาเฮโลตาม ผลที่ออกมาจึงมากกว่าที่เราคาดไว้
การที่ผลออกมามากขนาดนี้ เป็นผลกดดันให้คัสโตเดียนแบงก์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เขาขันอาสาว่าเขาพร้อมที่จะทำงานมากขึ้น เพราะว่าจริงๆ ปกติที่ผ่านมาเขาไม่ต้องดูอะไร ใครจะเอาเงินเข้าออกอย่างไร ไม่ใช่เรื่องของเขา อันนี้เพื่อที่จะดูแลในเรื่องธุรกิจของเขา เขาก็ขันอาสาว่าเขาจะกั้นคอกให้ ซึ่งทีแรกเราก็ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า
มีคำถามว่าไม่คุยกับบริษัทหลักทรัพย์ตั้งแต่ต้น เขาจะได้ช่วยกันทำแบบนี้ ธปท.มีเหตุผล 2 อย่าง
1.เวลาจะออกกฏเกณฑ์แบบนี้หากแพร่งพรายออกไป เงินจะเข้ามาถล่มทลาย ก็เหมือนมาตรการภาษี จะประกาศก่อนไม่ได้ มาตรการพวกนี้เราระมัดระวัง เราจึงไม่หารือกับใครเลย
2.แม้เราสมมติว่าคุยกับบล.ก่อนว่าเขาจะขันอาสาแบบนี้หรือไม่ เขาอาจจะคิดว่าไม่ใช่ภาระของเขา และไม่คิดว่าเขาจะขันอาสาจะทำ ในที่สุดที่เขาขันอาสา เพราะเขาเห็นว่าอันนี้แรง ปฏิกิริยาค่อนข้างจะแรง หากเขาไม่ขันอาสาก็จะกระทบธุรกิจของเขา ในที่สุดตกลงว่า เราก็ยกเกณฑ์ผ่อนผันให้ โดยที่ต้องกั้นคอกให้ได้ หากมีเงินตรงนี้มาทำให้แรงกระเพื่อมอีก เราไม่ยอม ก็จะสร้างกลไกกันขึ้นมา ซึ่งไม่ได้ทำให้หลักการของเราเปลี่ยนไปก็เลยยกให้
วันศุกร์ที่ 22 ธ.ค.คาดว่าคงจะมาขายเป็นเงินบาท แต่ปรากฏว่าขายไม่ถึงครึ่ง เกินครึ่งเป็นเงินอยู่ในระบบอยู่ ความกังวลว่าจะไปแล้วกู่ไม่กลับ จากข้อมูลณ วันนี้ ยังเป็นอย่างนั้น หากเขาไม่ขายบาทเอาดอลลาร์ เขาคงคาดการณ์ว่าด้วยมาตรการของเรามีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนลง หากเขาตั้งใจจะเอาเงินออกเขาต้องขายตั้งแต่วันนี้ อัตราแลกเปลี่ยนวันนี้ดีกว่าวันข้างหน้า เพราะฉะนั้นถ้าไม่ขายวันนี้ก็คงอยู่ในตลาดเราต่อไป เขาคงดูรายละเอียดที่เราผ่อนผันแล้ว จึงทำให้เงินอยู่ต่อไป
จริงๆเงินในตลาดโลกมีมากในทุกวันนี้ ทุกฟันด์เมเนแจอร์พยายามที่จะหาดอกผลให้มากสุดแก่ลูกค้าตัวเอง ที่จะไปลงทุนมีไม่กี่แห่ง ไปอเมริกา ไม่ไปแล้ว กลัว เพราะค่าเงินอ่อนด้วย ก็คงมีไปที่อื่นบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาที่ภูมิภาคนี้ และในภูมิภาคนี้ไม่ได้ลงได้ทุกประเทศ เช่นไปจีน ฮ่องก ง สิงคโปร์ ทำกำไรจากค่าเงินไม่ได้เยอะเพราะผูกค่าเงินไว้กับดอลลาร์ค่อนข้างเหนียวแน่น โดยเฉพาะฮ่องกง จีนมีแรงกดดันบ้างพยายามไม่ปรับ โอกาสที่จะไปได้กำไรค่าเงินจึงไม่เท่ากับประเทศเล็กๆอย่างเราที่เป็นระบบเปิดอย่างไทย อินโด ฟิลิปปินส์
ที่ว่านักลงทุนหมดความเชื่อมั่น เขาไปแล้ว การลงทุน ในที่สุดรายได้ผลตอบแทนถ้าดีน่าจะอยู่ต่อ ก็น่าจะอยู่ในประเทศพวกนี้ ต่อไปหวังว่าค่าเงินของเราไม่แข็ง10%อย่างที่ผ่านมา หวังว่ามาตรการของเราก็จะชะลอค่าเงินลงมาบ้าง
เราไม่ได้มีเป้าที่จะให้ค่าเงินบาทอยู่ที่ตรงไหนอย่างไร เราอยากชะลอความผันผวน และถ้าการแข็งว่าของเราไปกับสกุลอื่นๆในภูมิภาคนี้ก็น่าจะดี
ทำไมต้องเป็น 18 ธ.ค. ทำไมแบงก์ชาติรอหน่อยไม่ได้ หรือทำไมไม่หลังปีไหม่?
อันนี้คิดอยู่ หลังจากวันที่ 4 ธ.ค. มันควรเริ่มชะลอแล้ว เพราะหลังจากแถลงข่าววันที่ 4 ธ.ค. ขึ้นมาข้างบนมันขึ้น สิ่งที่เห็นหน้าจอก็ผงะนะ แต่เงินมันแข็งขึ้น แสดงว่าเขามองว่ามาตรการที่เราออกมันจิ๊บจ๊อย คือก่อนหน้าวันที่ 4 ธ.ค. ได้มีข่าวว่าเรากำลังพิจารณามาตรการภาษีก็คงจำได้ ช่วงนั้นการกระเพื่อมของเงินน้อยลง ก็คงไปดูเพื่อตั้งหลัก ช่วงนั้นมันไม่ค่อยผันผวนเท่าไหร่ประมาณ 1 อาทิตย์เศษๆ แต่หลังจากวันที่ 4 ออกมาตรการแล้ว เหมือนเขาบอกว่าโอ้โห อุตส่าห์ขู่ว่าจะมีเรื่องของภาษี มันคือน้ำจิ้ม ค่าเงินก็แข็งขึ้นไป
หลังจากนั้น ก่อนเราประกาศมาตรการนี้ออกมา เงินก็แข็งขึ้นเรื่อยๆ มาอยู่ที่ 35.09 บาท/ดอลลาร์ ใกล้จะหลุดเต็มทีแล้ว ถ้าหลุดไป 34 บาทเมื่อไหร่กลับกู่ไม่กลับ จริงอยู่ตอนนั้นเป็นช่วงปลายปี รอไปอีกซักพัก ถึงต้นปีค่อยมาว่ากันใหม่ก็ได้ แต่ ณ ตอนนั้นแค่กลางเดือนและไม่แน่ใจว่าจะต้องออกหรือไม่ออกอย่างไร
เรื่องค่าเงินเหมือนกับมีเรื่องของแนวต้านอยู่คือว่า ถ้าไปแนวต้านอันหนึ่งแล้วความเชื่อของคนในตลาดก็จะยิ่งเชื่อมากขึ้น แต่อย่างนี้มันขึ้นอย่างเดียวกู่ไม่กลับแล้ว และถ้าเราไปรอดึงกลับ ณ ตอนนั้นมันจะยากขึ้น อันนี้เป็นสิ่งที่คิดแล้ว และคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำ
และอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วงปลายปีที่ตลาดมันบาง ธุรกรรมเล็กๆ น้อยๆ มันก็กระตุก ฉะนั้นโอกาสที่มันจะหลุด 34 บาทมันเยอะ ดังนั้น คิดแล้วก็ควรเป็นอะไรที่ต้องออกไป
แล้วทำไมต้องผ่อนผัน ?
อย่างที่เล่าคือผลที่ออกมามันแรงกว่าที่คิด ไม่ได้หมายความว่าเราคิดไม่ละเอียด เพียงแต่ว่าเรามองโลกในแง่ดีเกินไป เรามองด้วยหลักกำไรขาดทุนว่าถ้านักลงทุนเขาได้ดอกผล 20% การที่เขามีต้นทุนมากขึ้น 1.5% หรือมากกว่านั้นอีกนิดหน่อย กำไรมันไม่ลดลงมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือเขายังไม่ได้ดีดลูกคิด เพราะว่าเกมยังไม่ได้อ่านชัดเจน แต่ตกใจว่าเหมือนมี Capital Control คือเราไม่ได้คาดถึงผลของจิตวิทยา ด้วยความที่ตกใจจึงทำให้ยังไม่เห็นผลตรงนี้
เพราะฉะนั้นถึงต้องเป็นกฏเกณฑ์ว่าต้องคุมหมดทุกตลาดที่เกี่ยวข้อง ตอบคำถามที่ว่าคิดครบถ้วนหรือไม่ คิดแล้วว่าผลมันมี ด้วยความที่ว่าเงินมันผูกผ้าแดง ผ้าเขียวไม่ได้ มันผ่อนผันเป็นรายตลาดไม่ได้ ถามว่าผลกระทบเยอะไหม ตามที่เราคำนวนตัวเลข20%และ5% ก็คิดว่าผลไม่น่าจะเยอะ เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี่ได้คิดออกมาอย่างนี้
กลุ่มที่จะโจมตีเลิกไปหรือยัง
ไม่ทราบ อาจจะเป็นไปได้ที่ของไทยเป็นกรณีแรก อาจจะมีรายอื่นตามมา เราส่งสัญญาณให้ เนื่องจากเงินของโลกต้องการหาตลาดที่จะลงทุนค่อนข้างเยอะ แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกาค่าเงินไม่ได้แก้ไข และค่าเงินของประเทศใหญ่ๆอย่างจีนไม่ได้มีการปรับเปลี่ยน จึงกลายเป็นว่า ประเทศใหญ่ที่ควรจะช่วยแก้ปัญหาเงินที่จะทะลักมา ยังไม่พยายามที่ที่จะแก้ปัญหา เลยกลายเป็นว่าประเทศเล็กๆอย่างเราและหลายประเทศเล็กในเอเชียต้องรับภาระตรงนี้ ถึงจุดหนึ่งที่รับภาระไม่ไหวก็ต้องลุกขึ้นมาดูแล ผลประโยชน์ของตัวเอง หากไม่ช่วยกันในระดับสากล ระดับภูมิภาค พึงระวังว่าอาจจะมีกรณีประเทศอื่นที่ทำแบบนี้ก็ได้ แน่นอนหลายประเทศในภูมิภาคนี้เขาบอกว่าเขาไม่ทำ เขายังบริหารจัดการได้อยู่ ที่เราดู หลายประเทศเข้าไปแทรกแซง ถ้าทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ไม่น่าจะไหว
ธปท.ใช้เงินแทรกแซงแค่ไหนและเจ็บตัวมากน้อยแค่ไหน
เจ็บตัวหรือไม่เป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่าไปเทียบการที่ธปท.ไปดูแลค่าเงินครั้งนี้กับปี 2540 ตอนนั้นเงินไหลออกจนเราหมดหน้าตัก วันนี้กลับกันเข้ามาจนเต็มหน้าตักจนเราไม่อยากได้ ทั้งไขก๊อก ก็ยังไม่ออก ก็เป็นผลเสียต่อเศรษฐกิจ
ถึงจุดหนึ่งไม่ว่าเป็นเรา เป็นประเทศอื่นๆทุกคนมีลิมิททั้งสิ้นหากเราไปตั้งโต๊ะซื้อดอลลาร์ เท่ากับเราแทนที่จะเป็นการแก้ปัญหา ยิ่งเป็นเป้านิ่งให้เขาเข้ามาโจมตี เรื่อยๆ มันไม่จบ
มาตรการแทรกแซงนี้ ธปท.ยังทำอยู่หรือไม่
เราไม่ได้ทำ เราจะยอมเป็นเป้านิ่งได้อย่างไร เราทำเวลาที่ค่าเงินผันผวนเยอะมาก เข้าไปดูแลบ้างตามความจำเป็น
นักข่าวชอบถามว่าวันนี้แทรกแซง ถ้าเราต้องการส่งสัญญาณ เราจะบอกว่าแทรกแซง หลายๆครั้งจะอ้อมแอ้มไม่ตอบ หากเราแบไต๋ ของเราให้ต่างชาติรู้ เขาจะรู้ว่าเรามีกระสุนแค่ไหน บางทีเขายังบอกว่าเราแทรกแซงขนาดนี้ค่าเงินยังแพงได้ถึงขนาดนี้ แสดงว่าเงินในหน้าตักเหลือไม่เยอะแล้ว เขาจะตีความเป็นสัญญาณอะไรได้ ก็จะพยายามไม่พูดเรื่องนี้ แต่โดยหลักก็คือ สมมติว่ามีการผันผวนเยอะเราจะดูเท่าที่จำเป็น อันนี้ทำต่อไปเรื่อยๆไม่ได้ ไม่ใช่กลัวขาดทุน คือขาดทุนจากค่าเงินคือขาดทุนที่เกิดขึ้นกับประเทศทั้งหมด หากธปท.ไม่รับ ไม่แทรกแซงตรงนี้ ภาคเอกชนก็ต้องรับไปอยู่ดี อยู่ที่ว่าจะแบ่งกันอย่างไร เอกชนต้องรับต้องปรับตัว ส่วนแบงก์ชาติที่ดูภาพรวมหากไม่ดูแลตรงนี้เลย ก็จะทำให้การส่งออกมีปัญหาได้ เราพยายามบอกเอกชนว่าไม่ใช่ว่าจะตรึงค่าเงินให้นะ หรือไม่ใช่จะทำค่าเงินให้อ่อนนะ มันทำไม่ได้ เราแค่ทำไม่ให้ผันผวนเพื่อซื้อเวลาให้เขาไปปรับแก้เท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นที่บอกว่าเราไม่ควรเข้าไปแทรกแซงตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะกลัวขาดทุนจึงไม่แทรกแซง เราใช้วิธีออกมาตรการนี้แทน การเข้าไปแทรกแซงเราไม่ควรทำจะเป็นเป้านิ่ง หากทำก็ยิ่งทำให้เงินไหลเข้ามาไม่หยุด ปัญหาจะยิ่งแย่ลง
การที่เงินไหลเข้ามา และเราซื้อดอลลาร์ เราอัดบาทเข้าไปในระบบ เราต้องดูดคืน หากไม่ดูดคืนสภาพคล่องจะเยอะมาก จะก่อปัญหา เดี๋ยวจะเกิดฟองสบู่ตามมา เพราะฉะนั้นจุดหนึ่งการดูดซับกลับมา ทำไม่ได้เต็มที่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง อันนี้เป็นข้อจำกัด ที่ว่าถ้าเราซื้อไปเรื่อยๆ ดูดเข้ามาเรื่อยๆ สภาพคล่องจะกองเต็มเศรษฐกิจ เราไม่อยากเห็นแน่นอน จึงอธิบายการแทรกแซงทำได้เป็นครั้งเป็นคราว ตามความเหมาะสมและจำเป็น แต่ไม่ควรยึดเป็นสรณะ เราควรแทรกแซงไปเรื่อยๆซิ ทำไมต้องมีมาตรการล่าสุดออกมา เนื่องจากมาตรการอย่างอื่นก็ก็ลองมาหมดแล้ว ไม่ได้ผล
ขณะนี้หากจำเป็นก็ยังแทรกแซงอยู่ ไม่ได้ว่าจะไม่ทำเลย แต่ว่าสิ่งสำคัญ มาตรการที่ออกมา หวังผลให้มันไปแตะเบรกไม่ให้เงินบาทแข็งค่ามากเกินไป ผันผวนน้อยลงคือแตะเบรกให้มีจุดหันเหกลับว่าค่าเงินอาจจะอ่อนก็ได้ อย่าไปคาดหวังเข้ามาเท่าไหร่ กำไรออกไป มันมีความเสี่ยง ยูต้องระวัง อย่าโถมเข้ามา เป็นการส่งสัญญาณให้เขา
การที่ให้คัสโตเดียนมาล้อมคอกให้ มั่นใจอย่างไรว่าแน่นหนา และหากไม่ได้ผลต่อไปแบงก์ชาติจะกล้าใช้ยาแรงหรือไม่
คิดว่าเขาน่าจะทำได้พอสมควร คือมีการพยายามเทสต์ไปเรื่อยๆ สุดท้ายเงินจะออกมาอยู่ที่แบงก์ เขาจะต้องดูไม่ให้หลุด อาจจะไม่ 100% อย่างไรก็ตามมาตรการการมีข้อจำกัดพวกนี้ แม้จะไม่ยกเว้นให้ ก็เป็นมาตรการที่ทำยาวๆไม่ได้ จะได้ผลสั้นๆ เหมือนตั้งทำนบ สักพักตลาดก็จะเลี่ยงไปทางอื่น อันนี้เป็นสิ่งที่เรายอมรับอยู่แล้ว ก็หวังผลในช่วงที่จำเป็น เมื่อบาทผันผวนน้อยลง การแข็งค่าไปด้วยกับภูมิภาค ก็น่าจะยกเลิกได้ ไม่ใช่จะมีต่อเนื่องไปหลายๆปี
นักลงทุนที่เดือดร้อนใครจะรับผิดชอบ
ที่ขายกันเยอะๆ คนขายคือต่างชาติส่วนใหญ่ เขาคงขาดทุน เข้าใจเขาว่าเขาคงโกรธ เขาขาดทุน แต่ต้องมองว่าเขาก็กำไรจากค่าเงินไปพอสมควรก่อนหน้านี้ เขาเข้ามาซื้อๆขายๆ เขามีกำไรขาดทุน ก็เป็นเรื่องของเขา
นักลงทุนไทยรู้ที่มาที่ไปของมาตรการพวกนี้อย่าไปเฮโลตามต่างชาติ หากดูพื้นฐานก็ไม่ขาย พอเฮโลก็ขาดทุน อันนี้เป็นภาพตลาดหุ้นที่มีขาดทุน มีกำไร ที่ซื้อๆขายๆ เป็นการจัดสินใจของคนอยู่ในระบบ
ที่บอกว่ามาร์เก็ตแคปหายไป มันเป็นแค่กระดาษ ที่ซื้อๆขายๆมันเป็นตลาดรอง มาร์เก็ตแคปที่หายไป ราคาหุ้นขึ้นๆลงๆ มันคือบนกระดาษ วันรุ่งก็เป็นกระดาษอีกใบ ไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดกับใคร เขาจะมาร์คทูมาร์เก็ตอาจจะกระทบบางรายที่ตีราคา
ที่บอกว่าเสียหายอย่างโน้นอย่างนี้ อย่าไปเป็นเดือดเป็นแค้นแทนฝรั่ง หากเสียหายก็เรื่องของเขา ประโยชน์ที่เราจะได้คืออะไรก็ต้องดู พี่ในฐานะทำงานแบงก์ชาติ เราต้องคิดภาพใหญ่ ถ้าภาพใหญ่เศรษฐกิจขณะนี้ต้องมีมาตรการแบบนี้ก็ต้องมี แน่นอนการการทำมาตรการแบบนี้ก็ต้องมีทั้งคนเสียประโยชน์และได้ประโยชน์ ก็ต้องจำยอมรับไปไม่ใช่เลือกที่รักมักที่ชัง ไม่ใช้แกล้งกลุ่มใด ดูหลักการทั้งหมด
ทางด้านประโยชน์ คิดว่าค่าเงินได้เห็นจุดที่อยากเห็นคืออย่างน้อยตอนนี้มีจุดหันเหกลับแล้ว เราส่งสัญญาณแล้วว่าจากนี้ไม่ใช่ one way bet แล้ว
ที่ผ่านมาในตลาดหุ้น หรือตลาดอะไรก็ตาม เป็นการทรานเฟอร์เงินไปมา แต่การที่ค่าเงินแข็งค่าขึ้นไป 15% มันเป็นผลประโยชน์ของชาติของประเทศ เพราะอันนี้เป็นช่องทางหากำไรและเราจะไปขัดขวางเขาได้อย่างไร อันนี้เป็น wealth transfer ก็คิดให้ดีว่าเป็นผลประโยชน์ของใคร หากยึดผลประโยชน์ประเทศชาติก็จะเห็นว่าความเสียหายใครควรรับผิดชอบ
พี่ไม่คิดว่าสิ่งที่แบงก์ชาติทำไปในครั้งนี้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติ ตรงกันข้ามเราทำเพื่อประเทศชาติ เราต้องมีจุดยืนว่าทำอะไรต้องทำเพื่อประเทศชาติ ไม่งั้นเราอยู่ไม่ได้หรอก
ถ้าไม่ทำวันที่ 18 จะเกิดอะไรขึ้น
ค่าเงินบาทอาจจะรูดลงไปทะลุ 35บาท/ดอลลาร์ลงไปก็ได้ แล้วก็ ถ้ารูดไปตรงนั้น ตลาดเงินตราต่างประเทศก็มีจุดแนวรับแนวต้านอยู่ หากมันทะลุแนวรับแนวต้านตรงนี้ โอกาสที่จะแข็งค่าต่อมีเยอะ ในภาวะตลาดบางในช่วงปลายปี
ถ้าหลังผ่อนคลายยังไม่ได้ผล กล้าให้ยาแรงอีกหรือไม่
ขณะนี้เอาเป็นว่า ที่เราประเมินที่เราแตะเบรกให้ค่าเงินผ่อนลง หักเหกลับ มีผลให้เห็นว่าเงินมีขึ้นมีลงได้ เราค่อนข้างพอใจว่าแตะเบรกโมเมนตั้มของค่าเงินแล้ว เพราะฉะนั้นในขณะนี้ยังไม่ต้องมีอะไรออกมาอีก อย่างไรก็ตามถามว่าค่าเงินในอนาคตจะเป็นอย่างไร แน่นอนแนวโน้มยังแข็งค่าขึ้น แต่เราอยากให้แข็งในลักษณะที่ไม่ผันผวนมากเกินไป เพราะฉะนั้นในส่วนการปรับตัวธุรกิจยังต้องทำต่อไป
เรากำหนดไม่ได้ว่าจะอยู่แค่ไหน เพราะเงินในโลกมีเงินมหาศาล 1 ล้านล้านบาท เราเข้าไปรับไม่ได้หรอก
มีข่าวว่ามีกลุ่มอำนาจเก่าเข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบางส่วน
ที่เราดูไม่มี ชื่อไทย...ไม่มี มีการคาดเดา ลือกันว่ามีเงินเข้ามาเตรียมจ่ายภาษี ก็ไม่มี
แต่ทราบว่าใครเข้ามาเป็นกลุ่มไหน
รู้ลางๆ พวกเฮจด์ฟันด์มีบ้าง เขาไม่เข้ามาตรงๆ ผ่านดีลเลอร์ เราไม่รู้ชัด เดาๆได้บ้างระดับหนึ่ง จริงๆเงินเข้ามาขณะนี้เป็นเฮจด์ฟันด์ที่หวังผลทางการเงินอย่างเดียวก็มีบ้าง และอีกบางส่วนที่เข้ามาหาผลประโยชน์ตามน้ำ คือเขาค่อนข้างมั่นใจว่าเงินบาทแข็งขึ้น เข้ามาไม่เสียหายก็เข้ามา จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องเข้าไปแตะเบรกว่าไม่ใช่ one way bet มีขึ้นได้ก็มีลงได้ พวกนี้จะได้เป็นการขัดขวางให้เขาออกไป
ดอกเบี้ยสูงจูงใจให้เข้ามา
มีนักเศรษฐศาสตร์พูดกันเรื่องนี้ว่าน่าจะลดดอกเบี้ยไม่ง่ายกว่าหรือ ประเด็นมี 2-3ข้อ
1. หลายๆประเทศก็ดอกเบี้ยสูง เราไม่ได้ดอกเบี้ย สูงที่สุด เนื่องจากเงินเราแข็งที่สุด ดอกเบี้ยเราต้องสูงที่สุด ไม่ใช่ อย่างอินโดนีเซีย 9.75% ฟิลิปปินส์ 7% กว่า ออสเตรเลีย 6% กว่า ไม่มีหลักฐานว่าดอกเบี้ยผูกไปกับค่าเงิน
2. ทางด้านทฤษฎีโต้แย้งได้ว่า ถ้าเราลดดอกเบี้ยหมายความว่าเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจ คนที่เขาลงทุนที่ดูปัจจัยพื้นฐาน เขาจะชอบใจว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวมากขึ้น ปัจจัยพื้นฐานจะดีขึ้น น่าลงทุนมากขึ้นเงินจะไหลเข้ามามากขึ้น ก็ได้ อันนี้คนอาจจะไม่เชื่อเป็น2ข้อที่ว่ายาที่จะลดดอกเบี้ยอาจจะไม่ถูกต้องก็ได้
3. ขณะนี้ดอกเบี้ยเรา 5% แต่กำไรจากค่าเงิน 15% แม้จะลดดอกเบี้ยอย่างไรก็ไม่กระทบ สมมติลดดอกเบี้ยไป 1% เหลือ 4% ส่วนที่ได้จากค่าเงินยังเป็น 15% อยู่ ก็ไม่น่าจะช่วยได้มากนัก หรืออนาคตการแข็งค่าไม่ได้มาก สมมติกำไรจากค่าเงิน 8% หากลดดอกบี้ย 1% ก็ไม่ทำให้เขาสะทกสะท้านที่จะลดการไหลเข้าของเงิน
คราวที่แล้วคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ถกเถียงกันเยอะ ว่าขณะนี้เมื่อดูเงินเฟ้อ การขยายตัวเศรษฐกิจ ยังไม่ใช่จังหวะที่จะลด ปกติเราลดทีละ 0.25-0.50% หรือจะสู้เต็มที่ 1% ก็ไม่น่าจะมีผล เพราะเขามีกำไรจากค่าเงินและการลด 1% ตลาดคงตกตะลึง เราทำไม่ได้อยู่แล้ว เพื่อดูแลค่าเงินบาท
หากเราลดดอกเบี้ยแล้วไม่มีผลเสียอย่างอื่นก็อาจจะทำได้ แต่ผลเสียคือการส่งสัญญาณภาวะเศรษฐกิจ ที่ผ่านมาเราพูดตลอดเวลาเราดูเรื่องเงินเฟ้อ การขยายตัวเศรษฐกิจ เพราะฉะนั้นคนที่ติดตามภาวะเศรษฐกิจ เขาจะดูพวกนี้ และเขาสามารถคาดการณ์ได้ว่าแบงก์ชาติจะขึ้นหรือคงดอกเบี้ยหรือลดลดอกเบี้ย อันนี้เป็นเจตนาทำเพื่อให้เขาเข้าใจแนวคิดของแบงก์ชาติ เขารู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่าง เขาปรับการคาดการณ์ได้ หากเราเปลี่ยนกรอบเขาอาจจะงงได้ หากไปลดดอกเบี้ย ต่อไปเขาอาจะอ่านทิศทางเราเป๋ไป
อีกอันที่อยากเล่าให้ฟังเงินส่วนหนึ่งที่เข้ามาในตลาดเรา เขาเข้ามาโดยคาดหวังว่าเราจะลดดอกเบี้ยเร็วๆนี้ หากเขามาซื้อตราสารหนี้ดอกเบี้ย 5% สมมติเดือนหน้าดอกเบี้ยลดเต็มที่เหลือ 4% ราคาตราสารหนี้จะมีราคาสูงขึ้น เขาจะมีกำไร นอกเหนือจากกำไรอัตราแลกเปลี่ยน ตรงนี้ก็เป็นปัจจัยหนึ่งด้วยที่เงินไหลเข้ามา เป็นเรื่องที่เขาเก็งว่าดอกเบี้ยจะลด
เพราะฉะนั้น ที่ผ่านมาเราไม่พูดเรื่องลดดอกเบี้ย หากพูดก็เป็นการสร้างความหวังให้เขา เอาเงินเข้ามา รอไว้ มีแรงกดดันกับเราเยอะมาก คราวที่แล้วไม่ลด เพราะหวังว่าหากเขารอไม่ไหว ก็จะเอาเงินออกไป
ประเมินผลแล้วพอใจหรือไม่
ค่าเงินไม่ได้มีเป้าในใจ ที่พอใจคือได้มีการแตะเบรกแล้ว มีการยูเทิร์นลงแล้ว ส่วนตลาดหุ้นหลังจากที่ผ่อนคลายมาตรการ ก็กลับขึ้นมา ค่อนข้างจะเข้าที่ และมีการเอาบาทมาแลกดอลลาร์น้อยกว่าที่คาด ก็คาดว่าเขายังอยู่ในไทย
ผลข้างเคียงอื่นๆ คือตลาดตราสารหนี้ มีเงินเข้ามาเยอะ เราแตะเบรกตรงนั้นก็กระทบแน่ และมีหลายๆคนบอกว่าเราอุตสาห์สร้างขึ้นมาแล้วเราไปทุบมัน เราต้องมองว่าเราสร้างสิ่งที่มาเพิ่มเสถียรภาพให้ระบบ หลังวิกฤตที่แบงก์มีปัญหาไม่สามารถให้สินเชื่อได้ หากมีตราสารหนี้ ตราสารทุนรองรับก็ช่วยลดผลกระทบได้ เราก็เร่งพัฒนาเพื่อเพิ่มเสถียรภาพเศรษฐกิจ แต่ตอนนี้กลับมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ ในระยะสั้นก็ต้องแตะเบรก หากเข้าที่ก็เดินหน้าต่อ
มาตรการนี้ที่เรียกว่า capital control ไม่ใช่ การเข้า-ออกทำได้ แต่ต้องอยู่ยาวเท่านั้น เป็นกติกาให้รู้ หากจะออกก่อนจะมีต้นทุน หากคิดว่าคุ้มก็เข้ามา อันนี้ไม่ได้มีการห้าม เป็นการสร้างความยากลำบากให้เขา แต่เราต้องดูแลผลประโยชน์ของเรา ไม่ต้องการให้ถ่ายโอนออกไปนอกประเทศ เขาจะทำตามใจตัวเองไม่ได้ 1 ปีที่ขอให้อยู่
ต่างชาติไม่เข้าใจว่าเราควบคุมเงินทุน ไม่ใช่ เขาไม่เข้าใจ ต่างชาติคิดว่าการค้าขายต้องเสรี มีกฎเกณฑ์เขาไม่ชอบ แต่ถึงจุดหนึ่ง เราเป็นเป้านิ่งไม่ได้
ตอนนี้มีอะไรกังวลใจ
ไม่มี เหนื่อยหน่อยที่ต้องอธิบายเยอะ แต่เป็นหน้าที่ คนที่เขาขาดทุนคงเข้าใจยาก เราพยายามอธิบาย
มีพวกที่โดนบังคับขายที่เล่นมาร์จิน
เข้าใจ
กรณีคุณอุ๋ย(ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล)
การเมืองเข้าแทรกแซงไหม ไม่มี 1,000% ไม่มีการรับใบสั่ง ไม่ถูกครอบงำ หากแบงก์ชาติภาพไม่ดี การดูแลผลประโยชน์ประเทศชาติก็จะไม่ดี ภาพที่จะชัดขึ้นคือแบงก์ชาติต้องเป็นตัวอิสระ จากรัฐมนตรีคลัง นายกฯ รัฐบาล เราก็คงหาจังหวะสวนกลับเพื่อสร้างภาพ เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา รอจังหวะจะแย็ปอยู่
คนข้างนอกมองว่าแบงก์ชาติไม่เข้าใจตลาดทุนเลย คำกล่าวหานี้รุนแรงไปไหม
พี่อธิบายแล้วว่า หากเราไม่ได้ทำการบ้านเลย และออกไปบุ่มบ่าม ยอมรับคำตำหนิ แต่ว่าอย่างที่อธิบายตัวเลขผลตอบแทนมันชัด 20% ถึงแม้ว่าจะเป็นขาที่สูง แต่ในอนาคตอาจจะไม่ถึง 20% แต่ก็ยังอยู่ที่ 10% กว่า
แต่ที่มองคือแบงก์ชาติมองมุมเดียวที่ผลตอบแทน แต่ไม่คิดว่าเลยเถิดแล้วจะทำอย่างไร
ที่เราคาดไม่ถึงคือผลทางจิตวิทยา เราไปคิดแบบดีดลูกคิด ว่ามาตรการที่เราออกไปนักลงทุนคงมานั่งคิดคำนวณกำไร หากเห็นข้อมูลแล้วไม่น่าจะมีผลมาก แต่จริงๆเราอาจจะมองข้ามประเด็นทางจิตวิทยาว่าคนที่อยู่ในต่างประเทศ ไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่หรอก เพราะฉะนั้นการที่จะเกิดโอเวอร์รีแอคก็ย่อมเกิดขึ้น อันนี้ยอมรับ ไม่ใช่เรื่องที่เราไม่เข้าใจตลาด แต่เรา assume ว่าตลาดจะดีดลูกคิด
นักลงทุนอาจจะตกใจ แทนที่จะดีดลูกคิด กลับตกใจ คิดแบบกำไรขาดทุนไม่ได้ ขายไปก่อนดีกว่า ตลาดหุ้นแข่งกันด้วยความเร็ว บางทีเห็นข่าวลือก็ขายก่อนทั้งๆที่ยังไม่เช็ค มันมีแนวคิดอย่างนี้ว่าใครมูพก่อนขาดทุนน้อยกว่าคนมูพทีหลัง
หากดูปัจจัยพื้นฐาน ทำไมขาย
ลือว่าคุณธาริษาไปพักร้อน
พี่ไปรับรองแขกแบงก์ชาติที่เชียงใหม่ ก็ตั้งใจจะลาพักร้อนต่อ
..................................................



