10 ธันวา วันรัฐธรรมนูญ?

การปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 ภายใต้การนำของคณะราษฎร เป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยให้กษัตริย์เป็นประมุขอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ และมีหลัก 6 ประการเป็นเป้าหมาย อันประกอบด้วย เอกราช, ความปลอดภัย, ความสมบูรณ์ทางเศรษฐกิจ, ความเสมอภาค, เสรีภาพ และการศึกษา

เพื่อให้การปกครองบ้านเมืองเป็นไปตามเป้าหมายของคณะราษฎร ในเบื้องต้นจำเป็นต้องมีธรรมนูญการปกครองขึ้นใช้เป็นกติกา ปรีดี พนมยงค์ ได้เตรียมจัดทำร่างธรรมนูญฯไว้ล่วงหน้าโดยมีเอกลักษณ์สำคัญ คือ การ "ดึง" อำนาจอธิปไตย ซึ่งเดิมเป็นของกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ให้มาเป็นของประชาชน และยกกษัตริย์ขึ้นเป็นประมุขของประเทศ โดยไม่มี พระราชอำนาจในทางการบริหารบ้านเมืองอย่างแท้จริง หากเป็นสัญลักษณ์และศูนย์รวมจิตใจของคนในชาติ การกระทำของกษัตริย์ในทางการเมืองต้องมีผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการเสมอ นั่นคือ ผู้ลงนามสนองฯเป็นผู้กระทำและรับผิดชอบ ส่วนการกระทำของกษัตริย์เป็นแต่เพียงในนามเท่านั้น

สามวันให้หลังจากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475 คณะราษฎรได้ทูลเกล้าฯธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธย เพื่อใช้เป็นหลักในการปกครองประเทศตามแนวทางประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ธรรมนูญฯดังกล่าวก็กลายเป็น "ของชั่วคราว" ดังที่ ปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้ว่า "ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามฉบับ 27 มิถุนายน 2475 นั้น ผมในนามคณะราษฎรเป็น ผู้ยกร่างขึ้น เดิมไม่มีคำว่า "ชั่วคราว" ครั้นเมื่อผมนำไปทูลเกล้าฯถวายพระปกเกล้าฯที่วังศุโขทัย พระองค์ได้ขอให้เติมคำว่า "ชั่วคราว" ไว้ โดยรับสั่งว่าให้ใช้ไปพลางก่อน แล้วจึงตั้งกรรมการและให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้เป็นรัฐธรรมนูญถาวรขึ้น"

เมื่อธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 ถูกแปลงสถานะจาก "ถาวร" มาเป็น "ชั่วคราว" พระปกเกล้าฯคณะกรรมการราษฎร และคณะราษฎร ก็จัดให้มีคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้น ประกอบไปด้วยกรรมการ 7 คน ได้แก่ พระยามโนปกรณ์นิติธาดา พระยาเทพวิทุร พระยา มานวราชเสวี พระยานิติศาสตร์ไพศาล พระยาปรีชานฤเบศร์ หลวงประดิษฐมนูธรรม และ นายพันตรีหลวงสินาดโยธารักษ์ ต่อมาพระยา มโนปกรณ์นิติธาดาขอเพิ่มกรรมการอีก 2 คน คือ พระยาศรีวิศาลวาจา และนายพลเรือโทพระยาราชวังสัน

มีข้อสังเกตว่า จากรายชื่อคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ มีเพียงปรีดี พนมยงค์ (หลวงประดิษฐมนูธรรม) เท่านั้นที่มาจากสายคณะราษฎร นอกนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสายอนุรักษ์-เจ้านิยมทั้งสิ้น

เมื่อองค์ประกอบของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเป็นเช่นนี้ ประกอบกับความประสงค์ของคณะราษฎรที่ต้องการ "คืนดี" กับสถาบันกษัตริย์ (หลังจากเคยออกประกาศคณะราษฎร 24 มิถุนายน 2475 ที่ตำหนิสถาบันกษัตริย์อย่างไม่มีชิ้นดี) จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า ในท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญฉบับ 10 ธันวาคม 2475 กลับเป็นผลผลิตของการประนีประนอมระหว่างคณะราษฎรกับฝ่ายนิยมเจ้าโดยแท้

เพียง 5 เดือนเศษ อุดมการณ์คณะราษฎรก็หลุดหายไปจากรัฐธรรมนูญ สังเกตได้จากเนื้อหาสาระในรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 มีความแตกต่างจากธรรมนูญการปกครองสยามชั่วคราว 27 มิถุนายน 2475 อยู่หลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์ คณะรัฐมนตรี สภา และราษฎร

เราอาจพิจารณาได้ตั้งแต่คำปรารภ ธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 มีคำปรารภสั้นๆ ว่า "... โดยที่คณะราษฎรได้ขอร้องให้อยู่ใต้ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม เพื่อบ้านเมืองจะได้เจริญขึ้น และโดยที่ได้ทรงยอมรับตามคำร้องของคณะราษฎร จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชบัญญัติขึ้น ไว้โดยมาตราต่อไปนี้" ในขณะที่คำปรารภของรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม กลับเป็นไปในทำนองว่าเป็นพระปกเกล้าฯเองที่ปรารถนาพระราชทานรัฐธรรมนูญ ดังเช่น "ทรงพระราชดำริเห็นว่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในพระบรมราชจักรีวงศ์ ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชย์ผ่านสยามพิภพ ทรงดำเนินพระราโชบายปกครองราชอาณาจักร ด้วยวิธีสมบูรณาญาสิทธิราชย์ภายในทศพิธราชธรรมจรรยาทรงทำนุบำรุงประเทศให้รุ่งเรืองไพบูลย์สืบมาครบ 150 ปีบริบูรณ์ ประชาชนชาวสยามได้รับพระบรมราชบริหารในวิถีความเจริญนานาประการโดยลำดับ จนบัดนี้มีการศึกษาสูงขึ้นแล้ว มีข้าราชการประกอบด้วยวุฒิปรีชาในรัฐาภิปาลโนบายสามารถนำประเทศชาติของตน ในอันที่จะก้าวหน้าไปสู่สากลอารยธรรมแห่งโลกโดยสวัสดี สมควรแล้วที่จะพระราชทานพระบรมราชวโรกาส ให้ข้าราชการและประชาชนของพระองค์ ได้มีส่วนมีเสียงตามความเห็นดีเห็นชอบในการจรรโลงประเทศสยามให้วัฒนาการในภายภาคหน้า จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน

รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามตามความประสงค์ เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน พุทธศักราช 2475 เป็นการชั่วคราวพอให้สภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการราษฎร ได้จัดรูปงานดำเนิน ประศาสโนบายให้เหมาะสมแก่ที่ได้เปลี่ยนการปกครองใหม่" หรือ "...บัดนี้ อนุกรรมการได้เรียบเรียงรัฐธรรมนูญ ฉบับถาวรสนองพระเดชพระคุณสำเร็จลงด้วยดี นำเสนอสภาผู้แทนราษฎร และสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาปรึกษาลงมติแล้ว จึ่งทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายคำปรึกษาแนะนำด้วยความยินยอมพร้อมที่จะตราเป็นรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินได้ เมื่อและทรงพระราชวิจารณ์ถี่ถ้วนกระบวนความแล้ว ทรงพระราชดำริเห็นสมควรพระราชทานพระบรมราชานุมัติ..."

ความข้อนี้ย่อมกระทบต่อหลักการในทางกฎหมายรัฐธรรมนูญ เพราะการปฏิวัติล้มล้างระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตย ย่อมแตกต่างจากกรณีกษัตริย์เห็นสมควรให้เปลี่ยนแปลงการปกครองและพระราชทานรัฐธรรมนูญให้เอง ต้องไม่ลืมว่ารัฐธรรมนูญที่กษัตริย์พระราชทานให้ (charter) ย่อมสงวนพระราชอำนาจในการบริหารประเทศบางประการไว้กับกษัตริย์ นอกจากนี้หากเราตีความให้ประชาชนเป็นผู้ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง นั่นก็หมายความว่า เป็นประชาชนที่ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ (pouvoir constituant) ตรงกันข้าม หากตีความว่ากษัตริย์เป็น ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญให้เอง กษัตริย์ก็จะกลายเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญแทน ประเด็นที่ว่าใครเป็นผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญนับว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นอำนาจเด็ดขาด เป็นอำนาจก่อตั้งองค์กรทางการเมืองทั้งปวง

กล่าวให้ถึงที่สุด หากเราบอกว่ากษัตริย์ได้พิจารณาว่าถึงเวลาอันควรจึงทรงมีน้ำพระทัยพระราชทานรัฐธรรมนูญ และลดตัวลงมาอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญแล้วไซร้ ก็หมายความไปได้อีกว่าเมื่อเป็นความพึงใจที่กษัตริย์พระราชทานรัฐธรรมนูญให้ ก็ย่อมเป็นความพึงใจอีกเช่นกันที่กษัตริย์จะเอารัฐธรรมนูญและอำนาจกลับคืน

นอกจากประเด็นทางกฎหมายแล้ว เนื้อความในคำปรารภดังกล่าวยังเป็นการลดคุณค่าของ 24 มิถุนาฯ 2475 และเปิดโอกาสให้พวกนิยมเจ้าใช้โจมตีคณะราษฎรว่า "ชิงสุกก่อนห่าม" อยู่เสมอ มาด้วย

เพื่อความเป็นธรรมต่อคณะราษฎรในข้อกล่าวหา "ชิงสุกก่อนห่าม" สมควรกล่าวด้วยว่าต้นร่างรัฐธรรมนูญที่พระปกเกล้าฯ (โดยความช่วยเหลือของพระยากัลยาณไมตรีฉบับหนึ่ง และพระยาศรีวิศาลวาจากับนายเรย์มอนด์ บี. สตีเวนส์ อีกฉบับหนึ่ง) ตั้งใจจะพระราชทานให้แต่ถูกคณะราษฎรปฏิวัติเสียก่อนนั้น ไม่ได้มีเนื้อหาสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยที่มีประมุขเป็นกษัตริย์ หากแต่เป็นไปในทางระบอบราชาธิปไตยที่มีคณะรัฐมนตรีช่วยบริหารงานมากกว่า

ในส่วนของอำนาจอธิปไตย ธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 ก้าวหน้าถึงขนาดยอมรับให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 1 ว่า "อำนาจสูงสุดของประเทศนั้นเป็นของราษฎรทั้งหลาย" และ "ให้มีบุคคล และคณะบุคคลดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ เป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎร... คือ (1) กษัตริย์ (2) สภาผู้แทนราษฎร (3) คณะกรรมการราษฎร (4) ศาล" ตามมาตรา 2 อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ได้กลับหลักการดังกล่าวอย่างสิ้นเชิง ดังปรากฏในมาตรา 2 ว่า "อำนาจอธิปไตยย่อมมาจากปวงชนชาวสยาม พระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นแต่โดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้"

นับจากนั้น ข้อความ "อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน" ก็ได้รับการสืบทอดตกต่อมาในรัฐธรรมนูญทุกฉบับ มีเพียงรัฐธรรมนูญอีกสองฉบับเท่านั้นที่ยอมรับให้อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน คือ รัฐธรรมนูญ 2517 และรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งเพิ่งถูกคณะรัฐประหาร ฉีกทิ้งไป

ถ้อยคำ "เป็นของ" และ "มาจาก" แสดงถึงนัยสำคัญบางประการ กล่าวคือ ตามธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน แต่ให้กษัตริย์, สภาผู้แทนราษฎร, คณะกรรมการราษฎร และศาลเป็นผู้ใช้แทน จะเห็นได้ว่ากษัตริย์เป็นองค์กรหนึ่งที่ร่วมใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนร่วมกับองค์กรอื่นๆ ในขณะที่รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 กำหนดให้อำนาจอธิปไตยเป็นของกษัตริย์ ซึ่งรับมาจากประชาชน และกษัตริย์รับไปใช้โดยผ่านทางองค์กรอื่นๆ อย่างสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี และศาล

ต่อประเด็นดังกล่าว บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ได้สร้างทฤษฎี "อำนาจอธิปไตยเป็นของพระมหากษัตริย์และประชาชน" ไว้ในตำรากฎหมายมหาชนของเขาว่า ในระบอบประชาธิปไตยไทย อำนาจอธิปไตยอยู่ที่พระมหากษัตริย์และประชาชน ซึ่งไม่เหมือนกับประเทศอื่นที่ประชาชนเท่านั้นที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลสองประการ

ประการแรก เหตุผลทางประเพณีในสังคมวัฒนธรรมไทยอันเกิดจากการสั่งสมความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของพระมหากษัตริย์กับประชาชน

ประการที่สอง เหตุผลทางนิติศาสตร์ แต่ไหนแต่ไรมา อำนาจอธิปไตยอยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ ครั้นเมื่อคณะราษฎรเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอำนาจอธิปไตยอยู่ก็สละพระราชอำนาจนั้นให้ประชาชนทั้งประเทศด้วยการพระราชทานรัฐธรรมนูญ แล้วลดพระองค์ลงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ยังทรงใช้อำนาจนั้นแทนประชาชน ด้วยเหตุนี้ ในทางกฎหมาย เมื่อมีการรัฐประหารเลิกรัฐธรรมนูญ ก็ต้องถือว่าอำนาจอธิปไตยที่เคยพระราชทานให้ปวงชนนั้นกลับคืนมายังพระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเจ้าของเดิมมาก่อน 24 มิถุนายน 2475 ดังนั้นในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐบาลต่างประเทศก็ไม่ต้องรับรองรัฐบาลไทยใหม่ เพราะการเปลี่ยนแปลงโดยรัฐประหารเป็นเรื่องภายใน แต่ระดับสูงสุดคือสถาบันพระมหากษัตริย์ยังดำรงอยู่ และยังทรงเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่กลับคืนมาเป็นของพระองค์ด้วย ส่วนคณะรัฐประหารไม่ใช่เจ้าของอำนาจอธิปไตย หากมีอำนาจปกครองบ้านเมืองในเวลานั้นตามความเป็นจริงเท่านั้น และเมื่อคณะรัฐประหารประสงค์จะจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เมื่อจัดทำแล้วเสร็จ ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯถวายเพื่อขอให้ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อลงพระปรมาภิไธยก็เท่ากับว่าพระมหากษัตริย์สละอำนาจอธิปไตยกลับคืนมาที่ประชาชนอีกครั้งหนึ่ง

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 ยังได้สร้างบทบัญญัติใหม่เกี่ยวกับความคุ้มกันทางการศาลอย่างมาตรา 3 ที่ว่า "องค์พระมหากษัตริย์ดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้" ไว้อีกด้วย ในขณะที่ธรรมนูญฯ 27 มิถุนายน 2475 ปรากฏบทบัญญัติในมาตรา 6 เพียงว่า "กษัตริย์จะถูกฟ้องร้องคดีอาชญายัง โรงศาลไม่ได้ เป็นหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรจะวินิจฉัย"

เมื่อพิจารณาการพลิกกลับมามีบทบาทของกลุ่มอนุรักษ์-เจ้านิยมกับรัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475 แล้ว จะเห็นได้ว่าการเพิ่มคำว่า "ชั่วคราว" ลงในธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิถุนายน 2475 นับเป็นกุศโลบายอันแยบคายของพระปกเกล้าฯ เพราะเพียงแค่ถ้อยคำนี้ ก็ทำให้ฝ่ายนิยมเจ้ามีโอกาสตีโต้กลับมาเพิ่มพระราชอำนาจ และลดความชอบธรรมของคณะราษฎร

นับตั้งแต่พระปกเกล้าฯลงพระปรมาภิไธยประกาศให้รัฐธรรมนูญมีผลใช้บังคับเมื่อ 10 ธันวาคม 2475 ก็เริ่มมีการจัดพิธีเฉลิมฉลองวันรัฐธรรมนูญกันทุกปีจนเป็นประเพณี แรกเริ่มรัฐบาลกำหนดให้เป็นวันหยุดถึง 3 วัน ภายหลังจึงกำหนดให้เฉพาะวันที่ 10 ธันวาคมเท่านั้นที่เป็นวันรัฐธรรมนูญและเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์

อาจกล่าวได้ว่าการให้ความสำคัญของ 10 ธันวาคมในฐานะวันรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ทำให้เหตุการณ์ปฏิวัติ 24 มิถุนายน และธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิถุนายน ถูกลืมไปจากประวัติศาสตร์การเมืองไทยเท่านั้น หากยังเป็นจุดเริ่มต้นของความพ่ายแพ้อุดมการณ์แบบคณะราษฎรอีกด้วย

เมื่อ 10 ธันวาคมเป็นวันรัฐธรรมนูญ แล้ววันที่ 24 และ 27 มิถุนายนจะเป็นวันอะไร?


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ 'ระดมสมอง' หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 21 ธันวาคม 2549