Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


ว่าด้วยการแทรกแซงการเมืองของ “ชายบนหลังม้า”

(แปลเก็บความจาก S.E.Finer. 1976. The Man on Horseback: The Role of the Military in Politics. 2nd, enlarged edition. Harmondsworth: Penguin. บทที่ ๔ และ ๕ The Disposition to Intervene: 1. Motive and 2. Mood.)


การแทรกแซงทางการเมืองของสถาบันทหารนั้นหมายถึงการที่ (สถาบัน) ทหารสามารถนำเอานโยบายหรือบุคลากรของตนเข้าไปไว้ในรัฐบาลพลเรือน ซึ่งการแทรกแซงทางการเมืองของทหารนี้อาจจะเป็นไปในรูปแบบของการมีคณะมนตรี หรืออาจเป็นไปในลักษณะการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาล ซึ่งทั้งสองลักษณะนี้ป็นการจำกัดอำนาจรัฐบาลพลเรือนทั้งสิ้น

การแทรกแซงทางการเมืองของทหารนั้นจะเกิดขึ้นได้ต้องขึ้นอยู่กับโอกาสและ “วิสัย” ในการแทรกแซง (disposition) ซึ่งรวมตั้งแต่แรงจูงใจที่คิดตรึกตรองไว้แล้ว และความมุ่งมั่นที่จะกระทำการแทรกแซงทางการเมือง

จริงหรือที่ความเป็น “ทหารอาชีพ” จะยับยั้งให้ทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง?: ฮันติงตั้น (S. Huntington) เชื่อว่าความเป็นทหารอาชีพ (หมายถึง ความชำนาญในสาขาอาชีพของตน ความรับผิดชอบต่อสังคม และความจงรักภักดีต่อเพื่อนร่วมองค์กร) จะไม่ทำให้ทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะทหารในสังคมสมัยใหม่นั้นเป็นนักเทคนิคในการบริหารจัดการความรุนแรงของรัฐ ซึ่งต่างจากทหารเมื่อสองร้อยปีที่แลวที่เป็นนักรบรับจ้าง หรือทหารของพระราชา ดังนั้นทหารสมัยใหม่จึงหมกมุ่นกับความชำนาญทางการรบของตน และไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายใดๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องทางตรงกับพวกเขา ด้วยเหตุนี้ การจะทำให้ทหารไม่แทรกแซงทางการเมืองจึงอยู่ที่การทำให้ทหารเป็นทหารอาชีพ เพราะพวกเขาจะรู้จักหน้าที่และความรับผิดชอบของพวกเขาว่าไม่ควรยุ่งเกี่ยวกับการตัดสินใจของนักการเมืองซึ่งเป็นพลเรือน (ดู S. Huntington. 1957. The Soldier and the State: The Theory and Politics pf Civil-Military Relations. Cambridge: Harvard University Press.)

วิธีคิดของฮันติงตั้นวางอยู่บนความเชื่อที่ว่า “ความเป็นทหารอาชีพ” นั้นมีอยู่แบบเดียวคือต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง หรือเป็นกลางทางการเมืองทั้งที่บ่อยครั้งความเป็นทหารอาชีพต่างหากที่ผลักดันให้ทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพราะเขาจะเชื่อว่าเขาเป็นข้าฯรับใช้ประเทศชาติและองค์อธิปัตย์มากกว่ารัฐบาลที่ปกครองประเทศอยู่ในขณะนั้นซึ่งมาจากนักการเมืองและพรรคการเมือง และต้องเข้ามาแทรกแซงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสามัคคีของคนในชาติ เพราะคนที่มาเป็นรัฐบาลนั้นพวกนี้มาแล้วก็ไปแต่ทหารอาชีพนั้นได้สาบานตนว่าจะปกป้องประเทศชาติและหลักการที่เขายกย่อง (ในกรณีของอเมริกาคือรัฐธรรมนูญ ทหารบางพวกจึงไม่อยากเชื่อฟังนักการเมืองที่มาเป็นรัฐบาล แต่พวกเขาจะยึดมั่นและปกป้องรัฐธรรมนูญ)

ณ ห้วงจังหวะของการที่ทหารเริ่มแบ่งแยกระหว่างความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมืองกับต่อรัฐบาลออกจากกันนี้เองที่ทหารเริ่มสถาปนาแนวคิดของตนเองว่าด้วยเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติ และเริ่มที่จะแทรกแซงทางการเมือง นอกจากนี้แล้วความเป็นทหารอาชีพนี้เองที่มีส่วนทำให้ทหารแทรกแซงทางการเมือง เพราะทหารอาชีพจะมีความมั่นใจในมุมมองของตัวเองในการปฏิบัติภารกิจของเขาที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชาติ ซึ่งโยงไปถึงความเข้าใขของเขาที่มีต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และทำให้พวกเขารู้สึกไม่พอใจถ้าอิสระในการทำงานของพวกเขาถูกแทรกแซง

เหตุผลประการต่อมาที่ทหารอาชีพเข้ายุ่งเกี่ยวทางการเมืองก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการปราบปราบฝ่ายตรงข้ามของรัฐบาลที่เป็นคนในประเทศ พวกเขาไม่ได้เห็นว่าฝ่ายที่เป็นศัตรูกับรัฐบาลนั้นเป็นศัตรูกับพวกเขา ด้วยเหตุนี้แล้วการเป็นทหารอาชีพนั้นจึงไม่ได้เป็นหลักประกันใดๆ ที่จะไม่ทำให้ทหารยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เว้นเสียแต่ว่าทหารจะต้องยอมรับถึงความเหนือกว่าของพลังอำนาจจากผู้ที่มิได้มีอาชีพทหาร ซึ่งหมายถึงผู้นำประเทศที่มิได้เป็นส่วนหนึ่งของทหารและเป็นผู้ที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองซึ่งต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

นอกจากการยอมรับในความเหนือกว่าของพลังของผู้ที่ไม่ใช่ทหารในการกำหนดนโยบายแล้ว (civilian supremacy power) ปัจจัยที่ทำให้ทหารไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองก็คือความกลัวในหมู่ทหารเองที่จะเกิดความขัดแย้งและประหัตประหารกันเอง ซึ่งจะนำไปสู่ความอ่อนแอขององค์กรทหาร

แรงจูงใจที่สำคัญของทหารในการแทรกแซงการเมืองก็คือการอ้างถึงการเป็นผู้ปกป้องชาติบ้านเมือง ซึ่งทหารนั้นเป็นองค์กรที่อยู่ในสถานะที่อ้างเรื่องนี้ได้มากกว่าพรรคการเมือง หรือองค์กรทางศาสนา ด้วยว่าภารกิจหลักของทหารคือการป้องกันประเทศชาติ และในทางมิติประวัติศาสตร์แล้วองค์กรทหารนั้นถือได้ว่าเป็นองค์กรแรกที่ถูดจัดตั้งขึ้นเพื่อสถาปนาและปกป้องประเทศชาติสมัยใหม่ ดังนั้นทหารจึงย่อมถูกอัดฉีดด้วยอุดมการณ์ชาตินิยม ความเป็นไท และลักษณะเฉพาะของสังคมที่ตัวเองมีหน้าที่ปกป้องชาติบ้านเมือง และทำให้การแทรกแซงทางการเมืองของทหารเป็นสิ่งที่ถูกลิขิตเอาไว้แล้ว แต่ทว่าความเชื่อมั่นในโชคชะตาว่าพวกตนมีหน้าที่ปกป้องบ้านเมืองมากกว่ากว่ากลุ่มอื่นๆในสังคมนั้นจะนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมืองได้ก็จะต้องขึ้นอยู่กับสถานภาพของทางสังคมของทหารในประเทศนั้นๆ สถานการณ์ด้านความขัดแย้งระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น และเครือข่ายของรุ่นในหมู่ทหารเอง ว่าแต่ละกลุ่มนั้นมีภูมิหลังมาจากไหน อาทิ มาจากสถานภาพทางสังคมที่คล้ายกัน จากครอบครัวและโรงเรียนเดียวกัน

ลักษณะประการหนึ่งที่มีความสลับซับซ้อนเมื่อทหารนั้นเข้าแทรกแซงทางการเมืองด้วยการอ้างอิงถึงการปกป้องผลประโยชน์แห่งชาตินั้น บางทีพวกเขาอาจจะไม่ได้หวังประโยชน์อะไรจากการยึดครองอำนาจ หากแต่ในบางกรณีเขารู้สึกว่าเกียรติภูมิของเขาถูกลบหลู่ ดังนั้นการแทรกแซงทางการเมืองของพวกเขาจึงมีขึ้นเพื่อป้องกันและขยายเกียรติภูมิของพวกเขาในฐานะองค์กรที่มีลักษณะพิเศษกว่าองค์กรอื่นในประเทศชาติ และบ่อยครั้งการอ้างอิงถึงการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาตินั้นเป็นเรื่องของการแสแสร้งหลอกลวงเพราะผลประโยชน์ที่ได้รับการปกป้องคือผลประโยชน์ของชนชั้น ภูมิภาค องค์กรทหารเอง คณะบุคคล หรือผู้นำทหาร

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้แม้ว่าแรงจูงใจในการแทรกแซงทางการเมืองของทหารจะมีมากมาย แต่แรงจูงใจเหล่านี้ (motive)จะแปรสภาพเป็นการแทรกแซงทางการเมืองได้ก็ต้องอาศัยสภาวะทางอารมณ์บางประการ (mood) ที่ทำให้ความมุ่งมั่นในการแทรกแซงทางการเมืองของทหารเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งสภาวะทางจิตวิทยาที่โดดเด่นข้อหนึ่งก็คือความระลึกอยู่เสมอว่าพวกเขามีลักษณะที่แตกต่างและแยกออกจาก “พลเรือน” และองค์กรพลเรือนได้ ความคิดดังกล่าวของทหารยิ่งนำไปสู่การแทรกแซงทางการเมืองเมื่อถูกผนวกเข้ากับความรู้สึกที่ว่าพวกเขามีแสนยานุภาพอันมหาศาลที่ไม่มีใครต่อต้านได้ และความเจ็บแค้นที่มีต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อบ้านเมืองอันเนื่องมาจากการดำเนินนโยบายบางอย่าง และในหลายกรณีอาจกล่าวได้ว่า ความผิดหวังและคับข้องใจ (frustration) ในหมู่ทหารที่มีต่อสถานการณ์บ้านเมือง นำไปสู่การที่ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง

ในรายละเอียดแล้ว สภาวะทางอารมณ์ที่ทำให้ทหารเข้าแทรกแซงทางการเมือง(ภายใต้โครงสร้างแรงวจูงใจที่กล่าวไปแล้วในตอนต้น) นั้นมีอยู่ด้วยกันในหลายรูปแบบ ได้แก่

๑. ความเชื่อที่ว่าทหารนั้นเป็นหนึ่งในกลุ่มทางสังคมและไม่ได้มีความเหนือกว่ากลุ่มอื่นๆ แต่นับวันยิ่งศูนย์เสียเกียรติภูมิลงทุกวัน ซึ่งแนวคิดแบบนี้มักจะเกิดในหมู่ทหารหนุ่มที่รู้สึกว่าผู้บัญชาการของเขาและนักการเมืองนั้นทำให้องค์กรของพวกเขาสูญเสียเกียรติภูมิ

๒. ความเชื่ออย่างผิดปรกติ (morbidly) ว่าทหารมีเกียรติภูมิสูงส่งมากกว่าองค์กรอื่นๆ จนนำไปสู่การดูถูกเหยียดหยามกลุ่มอื่นๆ

โดยสรุปแล้ววิสัยของการแทรกแซงทางการเมืองของทหารนั้นจะเกิดจากปฏิสัมพันธระหว่างแรงจูงใจกับสภาวะทางอารมณ์ซึ่งจะปรากฏตตัวแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กรณี แต่ทั้งนี้องค์ประกอบหนึ่งที่มีความชัดเจนมากก็คือความตระหนักว่าทหารนั้นมีลักษณะเฉพาะของตัวเองที่แตกต่างไปจากพลเรือนและนักการเมือง (ซึ่งหมายถึงคนที่ไม่ใช่ทหารนั่นเอง หากจะพิจารณาจากคำแปลในกรณีของประเทศไทยว่า พลเรือน คือคนที่ไม่ใช่ทหาร) ซึ่งกล่าวโดยสรุปก็คือวิสัยของการแทรกแซงทางการเมืองเป็นสภาวะทางอารมณ์ (emotion) ที่เกิดขึ้นของทหารอันมีเบื้องหลังมาจากแรงจูงใจ ในการแทรกแซงทางการเมือง และในท้ายที่สุดการแทรกแซงทางการเมืองก็จะเกิดขึ้นเมื่อโอกาสในการแทรกแซงนั้นมาถึง ซึ่งในหลายกรณีทหารนั้นเข้าแทรกแซงทางการเมืองอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง แต่ในหลายกรณีพวกเขาก็มีการวางแผนคาดคำนวนไว้เป็นอย่างดี ...

หมายเหตุ: ผมแปลงานของไฟเน่อร์มาอภินันทนาการท่านผู้อ่านเพื่อให้เห็นถึงความซับซ้อนของความเป็น “ทหารอาชีพ” กับการแทรกแซงทางการเมือง และต้องการให้ท่านผู้อ่านทราบว่าการแปลคำว่า civilian ว่าพลเรือนนั้น เป็นการแปลที่ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดและวิธีมองแบบทหาร (คือพลเรือนนั้นคือผู้ที่ไม่ใช่ทหาร) เพราะยิ่งแปลก็จะเน้นย้ำความแตกต่างระหว่างทหารกับผู้ที่ไม่ใช่ทหาร ... ครับผม (และโปรดอ่านอีกสองครั้ง ครับโพ้ม !!!)



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter