Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
มองขวา
ภาวิน ศิริประภานุกูล + ณ พัฒน์


เอา “มหาวิทยาลัยรัฐ” ออกนอกระบบ

- ภาวิน ศิริประภานุกูล -


ผมก็เป็นอีกคนหนึ่งครับที่อยากเห็นระบบการศึกษาของประเทศไทยได้ก้าวขึ้นไปเป็นระดับชั้นนำของโลก ระบบการศึกษาเป็นส่วนประกอบที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความเจริญทั้งทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพราะมันเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดและทรงอำนาจที่สุดในแต่ละประเทศ

ในบทความนี้ผมจึงอยากจะนำเสนอหลักฐานเชิงประจักษ์และความคิดเห็นในแง่มุมหนึ่งต่อการนำเอามหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบ ซึ่งแน่นอนครับว่ามันเป็นมุมมองของวิชาเศรษฐศาสตร์กระแสหลักที่มีต่อกิจกรรมนี้ โดยผมต้องขออภัยท่านผู้อ่านในเบื้องต้นนี้ว่า ด้วยข้อจำกัดทางความรู้ของผม ผมยังไม่เคยอ่านงานวิจัยเชิงประจักษ์ในประเทศไทยที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจเชิงนโยบายในเรื่องนี้ ดังนั้นการตอบคำถามในประเด็นที่น่าสนใจต่างๆ ที่เกี่ยวข้องผมจึงต้องอาศัยงานศึกษาในต่างประเทศเป็นหลัก

ผมขอเริ่มต้นด้วยประเด็นทางด้านการเงิน เกี่ยวกับความกังวลในการขึ้นค่าเทอมและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องต่างๆ ในการดำเนินการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยภายหลังจากการออกนอกระบบครับ

ผมขอย้ำเตือนความจำของท่านผู้อ่านว่า การศึกษาในระดับอุดมศึกษาเป็นการศึกษาที่ให้ผลตอบแทน “ส่วนบุคคล” ต่อผู้เข้าศึกษาในระดับที่สูงมากครับ โดยงานศึกษาเชิงประจักษ์ต่างประเทศส่วนใหญ่ระบุว่า อัตราผลตอบแทนต่อการลงทุนอยู่ในระดับที่สูงเกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งถ้าเรารวมประโยชน์ของการศึกษาในการเป็นตัวส่งสัญญาณ (signal) บอกระบบเศรษฐกิจว่า ผู้เข้ารับการศึกษามีความสามารถสูง เราจะได้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่านี้มากเป็นสองถึงสามเท่าครับ

ถัดมาในอเมริกาเราพบว่า นักเรียนที่มีฐานะดีจะมีความได้เปรียบนักเรียนในระดับฐานะที่แย่กว่าในการเข้าถึงสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำของประเทศ ถึงแม้ว่าอเมริกาจะมีระบบสนับสนุนแหล่งเงินทุนในการศึกษาที่ดีก็ตาม Heckman เคยเขียนบทความอธิบายเรื่องนี้เอาไว้ว่า เป็นเพราะนักเรียนฐานะดีเหล่านี้มีทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และข้อมูลข่าวสารที่เหนือกว่าเพื่อการพัฒนาตนเองให้แข่งขันได้กับนักเรียนในระดับฐานะที่ด้อยกว่า ในประเทศไทยผมไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน แต่ในความคิดของผม นักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศเกินกว่าร้อยละ 80 มาจากครอบครัวชนชั้นกลางไปจนถึงชั้นสูงครับ

ในส่วนของการสนับสนุนจากภาครัฐ ข้อมูลจาก National Center of Education Statistics (NCES) ของอเมริกาก็ได้แสดงไว้ว่า ในปี ค.ศ.2000 รัฐบาลในประเทศแทบทั้งหมดบนโลกให้งบประมาณสนับสนุนต่อหัวในการศึกษาในระดับอุดมศึกษาไว้สูงกว่าระดับประถมศึกษาเกือบสามเท่าตัว ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากเงินอุดหนุน การศึกษาเหล่านี้ก็คือนักศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษาชั้นนำที่มักจะได้รับเงินสนับสนุนในระดับที่สูงกว่าสถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ

และท้ายสุดในประเด็นนี้ งานศึกษาในยุคหลังพบว่าผลประโยชน์ภายนอก (positive externalities) ของการศึกษาใน “ระดับอุดมศึกษา” อยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ และในบางงานพบว่ามันแทบจะไม่มีอยู่เลยครับ พูดอีกแบบหนึ่งก็คือประโยชน์ที่สังคมจะได้รับจากการศึกษาในระดับอุดมศึกษาแทบทั้งหมดจะตกอยู่กับตัวผู้เข้ารับการศึกษาเองทั้งสิ้น

จากเหตุผลข้างต้นผมคิดว่า ไม่ว่ามหาวิทยาลัยจะอยู่ในระบบหรือนอกระบบ การขึ้นค่าเทอมเพื่อให้ตัวนักศึกษาเป็นผู้แบกรับภาระ “ต้นทุน” ทางการศึกษาของตัวเองเป็นสิ่งที่พึงกระทำครับ โดยรัฐน่าจะเป็นผู้สนับสนุนเงินทุนเพื่อการศึกษาให้กับนักศึกษาเฉพาะกลุ่ม ในรูปของกองทุนให้กู้ยืม หรือทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาที่มีความสามารถสูงมากกว่า

ผมขอย้ำตรงนี้ว่า ผมพูดถึงการศึกษาในระดับ “อุดมศึกษา” เท่านั้นนะครับ ผลลัพธ์ของงานวิจัยในประเด็นต่างๆ ต่อการศึกษาในระดับที่ต่ำลงไปแตกต่างไปจากนี้อย่างสิ้นเชิง

ในประเด็นต่อมาเป็นปัญหาเรื่องแรงจูงใจและข้อมูลข่าวสารครับ มหาวิทยาลัยที่อยู่นอกระบบจำเป็นที่จะต้องนำรายได้มาเลี้ยงตนเองให้เพียงพอ ดังนั้นการดำเนินการสอนในบางสาขาวิชาที่บางคนมองว่ามีประโยชน์ต่อสังคมแต่ไม่ได้รับความสนใจมากนักจากตัวนักศึกษาอาจจะถูกปิดตัวลง

ในมุมมองของผมสิ่งเหล่านี้ไม่น่าจะผิดอะไรครับ ถ้าหากนักเรียนที่กำลังจะเลือกเข้าเรียนต่อในระดับอุดมศึกษามีข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่มากพอ พวกเขาจะสามารถเลือกเข้าเรียนในสาขาที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานและสังคมในยุคนั้นๆ ได้ครับ นั่นคือนักเรียนคงจะตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสาขาวิชาที่ได้รับผลตอบแทนสูงจากตลาดแรงงาน หรือในสาขาที่ตนเองมีความถนัดเพื่อรับผลตอบแทนในลักษณะความสุขใจที่ได้รับจากการทำงาน หรือใช้ข้อมูลทั้งสองอย่างประกอบกันในการเลือกเข้าศึกษาต่อ

ในแง่มุมนี้ มหาวิทยาลัยที่จำเป็นต้องหารายได้มาเลี้ยงตัวเองจะสามารถปรับตัวให้สอดรับกับความต้องการของตลาดแรงงานได้ดีกว่ามหาวิทยาลัยที่ได้รับเงินอุดหนุนจากทางภาครัฐครับ โดยมหาวิทยาลัยอาจเพิ่มการเรียนการสอนในสาขาที่มีความต้องการสูงและอาจปิดการเรียนการสอนชั่วคราวในสาขาที่มีความต้องการต่ำ และด้วยความคิดของผมที่ว่ามหาวิทยาลัยที่ดีควรจะเป็นมหาวิทยาลัยที่ปรับตัวให้สอดรับกับสภาวะตลาดแรงงานของประเทศ สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ผิด อะไรครับ

ในกรณีที่สังคมเห็นความสำคัญของบางสาขาวิชาเป็นอย่างมาก และเชื่อว่าสาขาวิชาเหล่านั้นจะไม่ได้รับความสนใจจากทั้งตัวนักเรียนหรือจากตัวมหาวิทยาลัยภายหลังจากที่มหาวิทยาลัยออก นอกระบบไปแล้ว ผมคิดว่ารัฐในฐานะผู้ควบคุมมหาวิทยาลัยสามารถออกกฎระเบียบควบคุมหรือสร้างแรงจูงใจในรูปแบบอื่นๆ ให้กับทั้งตัวนักเรียนและมหาวิทยาลัยได้ครับ ไม่ว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะเป็นส่วนหนึ่งของภาครัฐ หรือออกนอกระบบไปแล้วก็ตาม

คำถามที่เหลืออยู่ในประเด็นนี้ก็อยู่ที่เรื่องของข้อมูลข่าวสารครับ เราจะทำอย่างไรให้นักเรียนที่กำลังตัดสินใจเข้าศึกษาต่อสามารถเลือกเข้า ศึกษาต่อได้อย่างถูกต้องตามความถนัดของตน และตามความต้องการของตลาดแรงงานในช่วงที่นักเรียนเหล่านั้นจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยไปแล้ว ผมคิดว่าประเด็นนี้อยู่นอกเหนือการเลือกให้มหา วิทยาลัยอยู่ในระบบหรือนอกระบบราชการครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนำเสนอก็คือ คำถามต่อการบริหารจัดการของมหาวิทยาลัยทั้งในเรื่องจุดมุ่งหมายของตัวมหาวิทยาลัยรัฐภายหลังการออกนอกระบบ และความคล่องตัวในการบริหารจัดการในตัวมหาวิทยาลัยเอง

ผมคิดว่าประเด็นสุดท้ายเป็นประเด็นที่น่าสนใจที่สุดครับ ผมขอเริ่มต้นจากประเด็นจุดมุ่งหมายของตัวมหาวิทยาลัยภายหลังการออกนอกระบบเสียก่อน โดยคำถามแรกที่น่าสนใจอยู่ที่มหาวิทยาลัยรัฐที่ออกนอกระบบไปแล้ว เป็นของใคร ? และจะมีจุดมุ่งหมายอย่างไร ?

สำหรับผมแล้วมหาวิทยาลัยรัฐที่ออกนอกระบบไปแล้วก็ยังจะควรเป็นของรัฐอยู่เช่นเดิม และมี จุดมุ่งหมายหลักในการรับใช้สังคมไทยอยู่เช่นเดิมครับ ไม่ใช่ปรับตัวไปเป็นองค์กรธุรกิจที่มุ่งเน้นการสร้างผลกำไร การนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบน่าจะเป็นเพียงแค่การสร้างความเป็นอิสระให้กับตัวมหาวิทยาลัย โดยให้มหาวิทยาลัยนำรายได้มาเลี้ยงตัวเอง และการนำระบบบริหารที่มีความคล่องตัวมากกว่าระบบราชการมาใช้ในมหาวิทยาลัยครับ

จุดนี้ต้องย้ำให้ชัดครับ เนื่องจากแม้มหา วิทยาลัยรัฐในปัจจุบันจะยังคงอยู่ในระบบราชการก็ไม่ได้หมายความว่ามหาวิทยาลัยเหล่านั้นจะมิได้มุ่งเน้นการหารายได้และผลตอบแทน และการบังคับให้มหาวิทยาลัยหารายได้เลี้ยงตัวเองน่าจะสร้างแรงจูงใจให้มหาวิทยาลัยมุ่งพัฒนาตนเองได้ดีกว่าสถานะในปัจจุบัน ซึ่งถึงแม้จะไม่มีการพัฒนาปรับปรุงตนเองสักเท่าไหร่ มหาวิทยาลัยก็ยังคงสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยการอุดหนุนจากทางภาครัฐ

นอกจากนั้นการนำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบก็คงไม่ใช่การขายหุ้นมหาวิทยาลัยให้กับเอกชนเหมือนกับการทำ privatization ใน รัฐวิสาหกิจที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ โดยรัฐยังคงมีความเป็นเจ้าของในตัวมหาวิทยาลัยครับ สังคมสามารถ วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของมหาวิทยาลัยได้ และรัฐก็น่าจะยังมีสิทธิเต็มที่ในการแทรกแซงการทำงานของมหาวิทยาลัยในกรณีที่การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยผิดเพี้ยนไปจากเป้าประสงค์

คำถามสุดท้ายที่เหลืออยู่ก็คือ การนำมหาวิทยาลัยรัฐออกนอกระบบจะทำให้การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยคล่องตัวขึ้นหรือไม่ ?

ถ้าคำตอบของคำถามสุดท้ายนี้คือ “ใช่” ผมก็ไม่มีอะไรจะคัดค้านการออกนอกระบบของตัวมหาวิทยาลัยในลักษณะที่ไม่ใช่เป็นการนำเอาเอกชนมาถือหุ้นมหาวิทยาลัยครับ แต่หน่วยงานที่อยู่ภายใต้ระบบราชการมาอย่างยาวนานและยังมีเจ้าของเป็นรัฐ ซึ่งมีตัวตนไม่ชัดเจนอยู่เช่นเดิม ผมก็ไม่แน่ใจว่าการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นได้หรือเปล่า อย่างไรก็ตาม ถ้าหาก มหาวิทยาลัยอยู่ภายใต้ความกดดันในการหารายได้เข้ามาเลี้ยงตนเองเพื่อการดำรงอยู่ ผมคิดว่าการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยก็น่าจะยังดูดีกว่าในยุคที่ได้รับการสนับสนุนจากทางภาครัฐอย่างเต็มตัวครับ

ท้ายที่สุดนี้เราคงต้องยอมรับว่า เราขาดแคลนข้อมูลประกอบการตัดสินใจหลายอย่าง อย่างไรก็ตาม ผมเชื่อในอำนาจพัฒนาของ “การแข่งขัน” และการสร้างแรงกดดันให้กับมหาวิทยาลัยรัฐของประเทศไทยให้สามารถรู้สึกถึงผลกระทบของกระแสการแข่งขันที่กำลังเกิดขึ้นจากทั้งคู่แข่งภายในและภายนอกได้ เป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งครับ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 18 ธันวาคม 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter