มรดกของ “มิลตัน ฟรีดแมน”
เมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายนที่ผ่านมานี้ ทั่วโลกต่างร่วมกันไว้อาลัยกับการจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ของ ศาสตราจารย์ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) ผู้ซึ่งสร้างคุณูปการให้กับวงการวิชาการเศรษฐศาสตร์ไว้มากมาย ศาสตราจารย์ฟรีดแมนได้ถึงแก่อนิจกรรมลงอย่างสงบ ในวัย 94 ปี
หากไม่นับ จอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ แล้ว ถือได้ว่า มิลตัน ฟรีดแมน คือนักเศรษฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักมากที่สุดทั้งในและนอกแวดวงวิชาการ และอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นนักวิชาการคนเดียวที่มีบทบาทสำคัญทั้งในด้านของการพัฒนาแนวคิดทฤษฎีใหม่ๆ และในด้านของการนำเสนอนโยบายเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมในเวลาเดียวกัน
ด้วยความสูงเพียง 5 ฟุต 3 นิ้ว และรูปร่าง ที่ดูอ้วนกลม รูปลักษณ์ภายนอกของมิลตัน ฟรีดแมนคงดูไม่ต่างไปจาก “เพนกวิน” วายร้าย ในการ์ตูน (และภาพยนตร์) เรื่อง “แบทแมน” สักเท่าไหร่นัก
ภาพลักษณ์ดังกล่าวกลับกลายเป็นสิ่งที่ปิดบังอำพราง ความคิดที่เฉียบคม และความกล้าที่จะนำเสนอความคิดของเขาต่อสาธารณะโดยไม่กลัวเกรงกับกระแสต่อต้านจากสายตาคนทั่วไปได้อย่างมิดชิด สำหรับนักเศรษฐศาสตร์ดัวยกัน ฟรีดแมนเป็นยิ่งกว่า “ซูเปอร์ฮีโร่” ที่หลายๆ คนใฝ่ฝัน อยากจะเป็น
มิลตัน ฟรีดแมน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ประจำปี 1976 เกิดเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ปี ค.ศ.1912 พ่อแม่ของเขาเป็นชาว เชโกสโลวะเกียที่อพยพมาตั้งรกรากที่เมืองบรุ๊คลิน มลรัฐนิวยอร์ก เขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัย Rutger และเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยชิคาโก คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชิคาโก แม้ในขณะนั้นจะมิได้มีสถานะเป็นเสาหลักทางด้านวิชาการดังเช่นในปัจจุบัน แต่คณาจารย์ในช่วงเวลาที่ฟรีดแมน เข้าศึกษาในโครงการปริญญาโทนั้น ก็ยังอุดมไปด้วย ปรมาจารย์ในระดับแนวหน้า อาทิ Jacob Viner Henry Simons และ Frank Knight เป็นต้น
หลังจากที่เรียนที่ชิคาโกได้เพียงหนึ่งปี มิลตัน ฟรีดแมนได้ทุนไปเรียนปริญญาเอก ด้านเศรษฐศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ซึ่งเขาได้เขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก กับ ศาสตราจารย์ไซม่อน คุซเน็ตส์ (Simon Kutznets, Nobel Laureate 1971)
งานวิทยานิพนธ์ของฟรีดแมน ได้กลายมาเป็นหนังสือที่เขาร่วมเขียนร่วมกับคุซเน็ตส์ (ชื่อ “Income from Independent Professional Practice”) ก่อนที่หนังสือจะได้รับการตีพิมพ์ แพทยสมาคมของอเมริกาได้พยายามเหนี่ยวรั้งมิให้หนังสือเล่มนี้ถูกเผยแพร่ออกไป
เพราะด้วยเหตุผลที่งานศึกษานี้พบว่า แพทยสมาคมสร้าง “อำนาจผูกขาด” ให้กับบรรดาแพทย์ที่มีใบประกอบโรคศิลปะ ซึ่งการปฏิบัติเช่นนี้ของแพทยสมาคมเป็นการกีดกัน ไม่ให้เกิดการแข่งขันกันในการให้บริการการรักษาพยาบาล และทำให้คนไข้ต้องจ่ายเงินที่แพงกว่าที่ควรในการรักษาโรค
ฟรีดแมนได้พบกับกระแสต่อต้านงานศึกษาของเขาที่ขยายเป็นวงกว้าง เป็นครั้งแรกในชีวิต
แม้จะต้องพบกับการต่อต้านจากแพทยสมาคมอย่างรุนแรง แต่ฟรีดแมนก็ไม่ยอมถอย เขายืนหยัดต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเชื่อว่าถูกต้อง ซึ่งเขาก็กระทำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่าในเวลาต่อมา สุดท้ายหนังสือเล่มนี้ก็ได้รับการตีพิมพ์ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงสาระของผลการศึกษาแต่อย่างใด
เมื่อฟรีดแมนกลับมาที่มหาวิทยาลัยชิคาโก อีกครั้งในปี 1946 เขาได้สร้างมรดกสำคัญให้กับคณะเศรษฐศาสตร์ และทำให้โครงการปริญญาเอก เศรษฐศาสตร์ที่ชิคาโก กลายเป็นตักศิลาของโลกวิชาการเศรษฐศาสตร์ อย่างน้อยในสองด้านด้วยกัน คือ
หนึ่ง สร้างให้วิชา Price Theory เป็นตัวหลักในการหล่อหลอม นักเศรษฐศาสตร์ “สำนัก ชิคาโก” วิชานี้จะเทียบได้กับวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาค ที่สอนกันในที่อื่นๆ แต่ที่ชิคาโกนั้นจะแตกต่างออกไปเพราะฟรีดแมนแสดงให้นักเรียนเห็นถึงความสามารถในการประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ในทุกๆ ปัญหาของชีวิตเรา โรเบิร์ต ลูคัส (Robert Lucas, Nobel Laureate 1995) เล่าว่า ฟรีดแมนจะนำเอาบทความ หรือข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ มาเป็นประเด็นในการวิเคราะห์ และช่วยให้นักเรียนเห็นถึงประโยชน์ และพลังของวิชาเศรษฐศาสตร์
สอง สร้างธรรมเนียมการเข้าฟังสัมมนา หรือ “workshop” ให้เป็นส่วนหนึ่งของวิชาชีพเศรษฐศาสตร์ นักศึกษาทุกคนต้องมีส่วนร่วมเข้าฟังสัมมนา ซึ่งผู้นำเสนออาจมาจากต่างมหาวิทยาลัย หรือเป็นบุคลากรภายในคณะเอง ฟรีดแมนสร้างวัฒนธรรมการเข้าฟังสัมมนา ที่ผู้เข้าร่วมฟังต้องอ่านบทความล่วงหน้าก่อนที่จะเข้าฟัง และฟรีดแมนจะให้เวลาผู้นำเสนอบทความเพียงเล็กน้อย ในการเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าสู่การเสวนา
บรรยากาศในห้องสัมมนาจึงระอุไปด้วยการโต้ตอบกันในเชิงวิชาการ แกรี่ เบ็คเกอร์ (Gary Becker, Nobel Laureate 1992) เคยเล่าไว้ว่า workshop ที่ฟรีดแมนจัดขึ้นในสมัยแรกนั้นคือ Money and Banking Workshop ซึ่งตัวเบ็คเกอร์เองไม่ได้มีความสนใจในด้านเศรษฐศาสตร์การเงินนัก แต่เขา (และหลายๆ คนในยุคนั้น) เข้าร่วมสัมมนานี้เป็นประจำ เพียงเพราะต้องการฟังทรรศนะของฟรีดแมน ต่อประเด็นต่างๆ ในบทความที่ถูกนำเสนอ
ฟรีดแมน สร้างชื่อให้กับสำนักชิคาโก เพราะเขาเป็นนักเศรษฐศาสตร์คนเดียวที่กล้าปักหลัก แสดงทรรศนะไม่เห็นด้วยกับการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจแบบของเคนส์ ซึ่งยึดครองสถานะแนวคิด “กระแสหลัก” ในขณะนั้นอยู่
แนวคิดการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาคแบบเคนส์นั้น ก่อกำเนิดมาจากยุคสมัยเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก ซึ่งเคนส์ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาการว่างงาน และภาวะเศรษฐกิจถดถอยด้วยการให้ภาครัฐ แสดงบทบาทในฐานะตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แทนที่ภาคเอกชน
ฟรีดแมนได้เตือนให้เห็นถึงอันตรายของการใช้นโยบายการเงิน และการคลังที่มุ่งกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เขาได้ทำนายไว้ล่วงหน้าว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะต้องพบกับหายนะจากปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง หากยังคงดำเนินนโยบายเช่นนี้อยู่
แม้ว่าการแสดงความคิดเห็นของเขานั้นจะถูกเยาะเย้ย ถากถางจากฝ่ายตรงข้าม แต่ฟรีดแมนไม่เคยละทิ้งจุดยืนของเขาเลย
ตรงกันข้ามเขากลับนำเสนองานศึกษา (ร่วมกับ แอนนา เจ ชวอตซ์ (Anna J. Schwatz)) ที่แน่นไปด้วยหลักฐานทางสถิติ ซึ่งวิเคราะห์ถึงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในประเทศสหรัฐ ในช่วงปี ค.ศ.1930 ฟรีดแมนชี้ให้เห็นถึงความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นทั้งตัวก่อให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ และซ้ำเติมให้ภาวการณ์ดังกล่าวยืดเยื้อกว่าที่ควร
และคำกล่าวเชยๆ ที่ว่า “เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์” ยังคงความขลังอยู่เช่นเคย
เมื่อต้นทศวรรษที่ 70 เศรษฐกิจสหรัฐต้องประสบกับปัญหาการว่างงานพร้อมๆ กับปัญหาเงินเฟ้อที่รุนแรง เหตุการณ์ในครั้งนี้เมื่อมาผนวกกับทฤษฎีที่ฟรีดแมนนำเสนอไว้ก่อนหน้า ทำให้วงการวิชาการเศรษฐศาสตร์เขี่ยแนวคิดแบบเคนส์ออกไปจาก “กระแสหลัก” โดยสิ้นเชิง
ทั้งรัฐบาลของ นายโรนัลด์ เรแกน และของนางมาร์กาเร็ต แทตเชอร์ ต่างนำเอาแนวทางที่ฟรีดแมน สนับสนุนมาปฏิบัติใช้ ในช่วงที่ทั้งสองเป็นผู้นำของสหรัฐ และอังกฤษ ตามลำดับ
ไม่เพียงเท่านั้น เบน เบอร์แนงกี้ ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนปัจจุบัน ได้เคยไว้เมื่อไม่นานมานี้ เขาได้กล่าวยอมรับถึงความผิดพลาดในการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในช่วง ค.ศ. 1930 ว่าเป็นดังที่ฟรีดแมนได้ชี้ไว้จริง
ทรรศนะของการดำเนินนโยบายการเงินในปัจจุบันได้รับอิทธิพลจากงานศึกษาของฟรีดแมนอย่างมาก จนเราอาจกล่าวได้ว่าแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินในสมัยปัจจุบันนี้ (ที่ได้ละเลิกแล้วซึ่งความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจ) เป็นหนึ่งในมรดกอันมากมายที่มิลตัน ฟรีดแมน ได้ทิ้งไว้ให้กับชนรุ่นหลัง
แต่ถ้าหากจะวัดกันจริงๆ ว่า มรดกของมิลตัน ฟรีดแมนชิ้นใดที่ล้ำค่าที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นเหล่า นักเศรษฐศาสตร์ ทั้งจากสำนักชิคาโก และจากหลากหลายสถาบันทั่วโลกที่ได้มิลตัน ฟรีดแมน เป็นแรงบันดาลใจให้เดินเข้าสู่เส้นทางนักวิชาการเศรษฐศาสตร์นั่นเอง
หมายเหตุ – ผู้ที่สนใจฟังเรื่องราวของ ศ.มิลตัน ฟรีดแมน สามารถเข้าฟังการเสวนา เรื่อง Milton Friedman”s Legacy ได้ที่ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในวันที่ 27 ธันวาคมนี้ ระหว่างเวลา 09.00 น. เป็นต้นไป โทร.สำรองที่นั่งได้ที่ 0-2697-6632-3
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘หอคอยงาช้าง’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 14 ธันวาคม 2549



