Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
กลับหลังหัน
ปกป้อง จันวิทย์


ทาทาแห่งอินเดีย: เมื่อโลกที่สามบุก

ปรากฏการณ์ที่บรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ (Multinational Corporations – MNCs) ของประเทศร่ำรวยย้ายฐานการผลิตบางภาคส่วนไปยังประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานถูกกว่ามาก ดังที่เรียกกันว่า Outsourcing เป็นเรื่องธรรมดาสามัญในโลกทุนนิยมโลกาภิวัตน์ ซึ่ง ‘ทุน’ สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศได้อย่างเสรี

ตัวอย่างแรกที่ผู้คนมักจะนึกถึงยามยกตัวอย่าง Outsourcing ที่เกิดขึ้นในโลกแห่งความจริงคือ การย้ายศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ (call center) ของบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ไปยังเมืองบังกาลอร์ (Bangalore) ประเทศอินเดีย ปัจจุบัน บังกาลอร์เป็นฐานที่มั่นของศูนย์บริการลูกค้าทางโทรศัพท์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ตั้งรกรากในสหรัฐอเมริการ่วมแปดร้อยบริษัท เช่น บริษัทอเมริกันออนไลน์ กลุ่มจีอี บริษัทเดล เป็นต้น

ไม่เฉพาะลูกค้าชาวอเมริกันที่โทรศัพท์ไปถามศูนย์บริการเรื่องคอมพิวเตอร์มีปัญหา จองตั๋วเครื่องบิน สอบถามบริการทางการเงิน ฯลฯ จะได้คุยกับผู้ให้บริการปลายสายที่เป็นชาวอินเดีย ซึ่งถูกฝึกให้พูดสำเนียงอเมริกัน และมีชื่อใหม่ให้ดูเป็นอเมริกัน Outsourcing ยังเกิดขึ้นในภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานมีฝีมืออย่าง การอ่านและวิเคราะห์ผล X-ray ทางการแพทย์อีกด้วย

เวลานี้ โรงพยาบาลในสหรัฐอเมริกาส่งต่อภารกิจอ่านและวิเคราะห์ผล X-ray ต่อไปยังอินเดีย ให้ radiologist ชาวอินเดียลงมือ และส่งผลกลับไปยังสหรัฐอเมริกา ไม่ต้องแปลกใจเพราะค่าแรงของ radiologist ชาวอินเดียตกปีละ 25,000 เหรียญสหรัฐต่อปี ขณะที่ค่าแรงของ radiologist ในสหรัฐอเมริกาสูงถึง 350,000 เหรียญสหรัฐ ต่อปี

กระทั่ง ธุรกิจหนังสือพิมพ์ในสหรัฐอเมริกายังปรับลดต้นทุนโดยส่งงานบางส่วน เช่น การเขียนข่าว อิดิทข่าว หรือทำกราฟฟิคดีไซน์ ข้ามชาติไปให้ชาวอินเดียที่บังกาลอร์ทำแทน

ตัวอย่างเหล่านั้น เป็นภาพที่คุ้นชินในหัวยามนึกถึงเศรษฐกิจอินเดีย กระนั้น เศรษฐกิจอินเดียมิได้มีเพียงมิติด้านการเป็นผู้รับเงินลงทุนจากต่างชาติเท่านั้น แต่ยังมีกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สัญชาติอินเดียที่เริ่มขยับขยายจากการครองตลาดในประเทศสู่การมีบทบาทในฐานะบรรษัทข้ามชาติ ที่เข้าไปลงทุนยังต่างประเทศ แม้แต่ในประเทศร่ำรวย ทั้งเข้าไปซื้อกิจการ เข้าไปลงทุนสร้างโรงงาน และนับวัน บทบาทของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่นี้จะยิ่งเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเศรษฐกิจโลก

ผมกำลังพูดถึง “กลุ่มบริษัททาทา” (Tata Group) กลุ่มบริษัทที่กำลังแสดงให้เห็นว่า บรรษัทข้ามชาติจากประเทศกำลังพัฒนาที่ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ได้แกร่งพอสู้ในเวทีเดียวกับบรรษัทข้ามชาติจากประเทศร่ำรวยทั้งหลายก็พอมีเหมือนกัน

กลุ่มทาทาเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Conglomerate) ที่ใหญ่ที่สุด และมีอายุยาวนานที่สุดในประเทศอินเดีย ก่อตั้งขึ้นในปี 1868 โดย Jamsetji N. Tata นักธุรกิจชาวอินเดีย ในช่วงต้น ทำการผลิตในธุรกิจสิ่งทอ ต่อมากระจายไปยังอุตสาหกรรมเหล็ก พลังงาน โรงแรม ในปัจจุบัน กลุ่มทาทากระจายการลงทุนยังหลายภาคอุตสาหกรรม ตั้งแต่อาหาร เครื่องดื่ม เสื้อผ้า นาฬิกา พลังงาน อัญมณี บริการโทรศัพท์ บริการอินเทอร์เน็ต โรงแรม รถยนต์ ซอฟแวร์ เคมี เหล็ก ฯลฯ

ณ เวลานี้ กลุ่มทาทาประกอบด้วยบริษัทย่อย 96 บริษัท อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ 28 บริษัท มีมูลค่าตลาดประมาณ 49,600 ล้านเหรียญสหรัฐ มีฐานผู้ถือหุ้นประมาณ 2 ล้านคน ปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้คิดเป็นเกือบ 3% ของมูลค่า GDP ของอินเดีย กลุ่มทาทาจ้างงาน 200,000 กว่าตำแหน่ง มีพนักงานที่ไม่ใช่ชาวอินเดียกว่า 17,000 คน ลงทุนใน 54 ประเทศ ใน 6 ทวีปทั่วโลก ส่งออกไปยัง 120 ประเทศ มูลค่าค้าขายกับต่างประเทศสูงขึ้นเท่าตัวทุกๆ 2 ปี เพียงปีที่ผ่านมาใช้เงินลงทุนซื้อสินทรัพย์ต่างประเทศกว่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะนี้รายได้จากต่างประเทศคิดเป็น 30% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท

เรียกว่าประเทศขนาดใหญ่อย่างอินเดีย ก็เล็กเกินไปแล้วสำหรับกลุ่มทาทา ในช่วงทศวรรษหลัง กลุ่มทาทาหันหัวเรือออกสู่นอกประเทศ ล่องคลื่นโลกาภิวัตน์อย่างประสบความสำเร็จในเศรษฐกิจโลก ถึงวันนี้ กลุ่มทาทาเติบโตจนมีมูลค่าตลาดประมาณ 1 ใน 8 ของกลุ่มจีอี เรียกได้ว่ายืนอยู่ ณ จุดที่กลุ่มจีอีเคยยืนเมื่อ 1992 ไม่มีใครกล้าทำนายว่า อีก 15 ปีข้างหน้า ระยะห่างจะหดแคบลงอีกเพียงใด

ดีลล่าสุดที่ดังไปทั่วโลกในช่วงเดือนตุลาคม 2549 ที่ผ่านมาคือ ข้อเสนอซื้อ Corus Group กลุ่มธุรกิจผลิตเหล็กของอังกฤษและเนเธอร์แลนด์ ด้วยมูลค่าเสนอซื้อ 10,000 ล้านเหรียญสหรัฐ หากดีลนี้สำเร็จ กลุ่มทาทาก็จะกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของโลก

เมื่อเดือนมิถุนายน กลุ่มทาทาเพิ่งซื้อกิจการ Eight O’Clock ที่เป็นแบรนด์เก่าแก่ร่วม 150 ปี ซึ่งเมื่อรวมกับ Tetley of Britain ที่เคยซื้อกิจการเมื่อปี 2000 กลุ่มทาทาจึงกลายเป็นผู้ผลิตชารายใหญ่ที่สุดเป็นลำดับสองของโลก รองจากลิปตัน ยังไม่นับการเป็นผู้ขายกาแฟ whole-bean รายใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา

บทบาทของกลุ่มทาทาในฐานะบรรษัทข้ามชาติเติบใหญ่ขึ้นอย่างไม่หยุดยั้งในหลายภาคธุรกิจ กลุ่มทาทาเพิ่งซื้อโรงแรม Ritz-Carlton ในบอสตัน สหรัฐอเมริกา ด้วยข้อเสนอ 170 ล้านเหรียญสหรัฐ หลังจากเพิ่งซื้อโรงแรมในซิดนีย์และนิวยอร์กก่อนหน้านั้นไม่นาน

สิ่งที่น่าสนใจไปกว่าความสามารถในการล่องคลื่นโลกาภิวัตน์ของกลุ่มทาทาคือ รูปแบบการบริหารจัดการบริษัท แม้กลุ่มทาทาจะมีทรัพย์สินมากมาย แต่เจ้าของกลับไม่ติดอันดับคนร่ำรวยของโลก เพราะครอบครัวทาทา ซึ่งเชื่อมั่นในปรัชญา “การให้ทาน” (Philanthropy)ได้โอนหุ้นส่วนใหญ่ของบริษัท Tata Sons ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของกลุ่มทาทา ให้กับมูลนิธิเพื่อใช้ในกิจการที่สร้างสาธารณประโยชน์มาเป็นเวลาช้านานแล้ว (เรียกว่า Tata Trusts) เช่น การตั้งสถาบันการศึกษา ตั้งสถาบันวิจัย ทั้งทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ การแพทย์ ให้ทุนการศึกษา สร้างโรงพยาบาล สถาบันศิลปะ และให้ความช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส เหลือถือหุ้นในนามครอบครัวเพียง 3% เท่านั้น

ปัจจุบัน Tata Trusts ถือหุ้น 65.8% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท Tata Sons กำไรของบริษัทประมาณ 2 ใน 3 นำเข้ามูลนิธิเพื่อใช้จ่ายในกิจการที่สร้างสาธารณประโยชน์ รายจ่ายเพื่อการนี้รวมปีละประมาณ 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

กลุ่มทาทาพยายามรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นกลุ่มธุรกิจเพื่อสังคม ที่มิได้ครองตนด้วยความเป็นสัตว์เศรษฐกิจ แสวงหากำไรสูงสุด เพียงถ่ายเดียว หากพยายามเข้าไปมีส่วนสัมพันธ์กับชุมชนที่เข้าไปลงทุน ส่งเสริมกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เข้าไปเรียนรู้มากกว่าเข้าไปสอน เข้าไปช่วยสร้างชาติมากกว่าเข้าไปยึดสมบัติชาติ ดังคำสัมภาษณ์ของผู้บริหารระดับสูงที่เคยบอกว่า “เราพยายามหาเงิน ก็เพื่อให้เงิน” (ผมไม่ทราบว่าจริงๆเป็นอย่างไร)

ลักษณะที่โดดเด่นของกลุ่มทาทาอีกประการหนึ่งคือ การผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองตลาดระดับล่าง เช่น ‘รถยนต์ประชาชน’ ที่ผู้บริโภคสามารถเป็นเจ้าของได้ด้วยราคาประมาณ 2,200 เหรียญสหรัฐ หรือรถบรรทุกขนาดเล็ก ราคาประมาณ 5,000 เหรียญสหรัฐ ที่ส่งออกยังประเทศกำลังพัฒนา จนครองตลาดแอฟริกาใต้ได้หนึ่งในห้า

กลุ่มทาทาจึงเป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีลักษณะเฉพาะ นอกจากในฐานะบรรษัทข้ามชาติจากโลกที่สาม ที่ประสบความสำเร็จในเวทีโลก ยังในฐานะบริษัทที่ยึดถือหลักการลงทุนเพื่อสังคม และพยายามผสมผสานหลักศาสนาเข้ากับการแสวงหากำไรสูงสุด

น่าสนใจว่า ‘โลก’ แบบใด (หรือปัจจัยเชิงสถาบันใดบ้าง) ที่สร้างกลุ่มทาทาขึ้นจนมายืนอยู่ ณ จุดนี้ได้ และกลุ่มทาทาจะมีบทบาทในการย้อนสร้างหรือเปลี่ยน ‘โลก’ โดยเฉพาะ ‘โลก’ ทุนนิยมโลกาภิวัตน์เพียงใด กระทั่ง จะสามารถรักษาตัวตนไว้ได้มากน้อยเพียงใดบนเส้นทางแห่งการโต้คลื่นโลกาภิวัตน์

จะเป็นหัวหอกของคลื่นโลกาภิวัตน์ระลอกที่สาม ตามหลังคลื่นแรกของการล่าอาณานิคม และคลื่นสองของ MNCs จากประเทศโลกที่หนึ่งสู่ประเทศโลกที่สาม ได้จริง ดังที่บางคนทำนายไว้ได้หรือไม่

หมายเหตุ:

(1) รายละเอียดของกลุ่มทาทา โปรดดู http://www.tata.com

(2) ข้อมูลและประเด็นบางส่วนของบทความนี้มาจากบทความเรื่อง “Out of India, A “Third Wave of Globalization” Emerges” ของ Anand Giridharadas และ Saritha Rai ใน The International Herald Tribune ฉบับวันที่ 19 ตุลาคม 2006


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ธันวาคม 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter