สติปัญญาหรือเล่ห์เหลี่ยม???
ในขณะที่ “ยาโคป” นั้น เป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของความเป็นชาวอิสราเอล แต่ผู้ที่ก่อให้เกิด “จุดเปลี่ยน” หรือ “จุดหักเห” อันทำให้ชาวอิสราเอลที่เคยเป็นเพียงชนเผ่าเลี้ยงสัตว์ร่อนเร่อยู่ในดินแดนของผู้อื่น และออกจะมีอาการเหี้ยมเกรียม ป่าเถื่อนไม่น้อยทีเดียว ได้มีโอกาสเริ่มต้นเรียนรู้ถึงความมีอารยธรรม ความเป็นชาติและ การปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น จนสามารถกลายมาเป็น “ชาวเมือง” กันในเวลาต่อมา ก็คงหนีไม่พ้นบุคคลที่ชื่อว่า “โยเซฟ” ซึ่งก็คือลูกชายของยาโคปนั่นเอง…
วิถีชีวิตของโยเซฟนั้น ค่อนข้างจะมีสีสัน พิสดาร เต็มไปด้วยความทุกข์ความโศก ผสมผสานไปกับความสุขความสำเร็จในชนิดที่เรียกว่า แทบไม่ต่างไปจากสูตรสำเร็จในนวนิยายโบราณกันเลยก็ว่าได้…
ในพระคัมภีร์ไบเบิลอ้างว่า…โยเซฟนั้นเป็นลูกชายที่เกิดขึ้นมาในขณะที่ยาโคปหรืออิสราเอลแก่ตัวลงไปมากแล้ว ความน่ารักน่าเอ็นดูของโยเซฟ ทำให้ยาโคปค่อนข้างโปรดปรานลูกชายคนนี้เป็นพิเศษ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความอิจฉา ริษยาจากพี่ชายแต่ละราย ถึงขั้นคิดจะฆ่าน้องชายตัวเองให้หมดสิ้นเสี้ยนหนามกันไปเลยถึงขั้นนั้น…
แต่อาจจะเป็นเพราะบรรดาพี่ๆ ของโยเซฟนั้น ยังมีบางรายที่จิตใจไม่ถึงกับหยาบกระด้างไปซะทั้งหมด แทนที่จะร่วมมือกันฆ่าน้องชายหมกทะเลทรายตามที่ได้คิดๆ กันเอาไว้ ก็กลับโน้มน้าวเกลี้ยกล่อมกันเอง ให้หันไปใช้วิธีขายน้องชายให้เป็นทาสของ “คนอิชมาเอล” ที่เมื่อมาถึงยุคนั้นก็ได้ถูกกล่าวถึงในฐานะพ่อค้าชาวอาหรับกันไปแล้วแทน…
แต่ก็ด้วยจุดเปลี่ยนในชีวิตของโยเซฟตั้งแต่เด็กๆ นี่แหละ ที่ได้กลายมาเป็นจุดเปลี่ยนของชาวอิสราเอลทั้งเผ่าไปจนได้ เพราะหลังจากที่โยเซฟได้ถูกขายไปเป็นทาสแล้ว พ่อค้าอาหรับก็นำเอาโยเซฟไปขายต่อให้กับข้าราชสำนักของฟาโรห์ในอียิปต์อีกทอดหนึ่ง
บุคลิกลักษณะของโยเซฟตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลได้บรรยายไว้นั้น นอกจากจะเป็นคนฉลาด ช่างคิด ช่างฝัน มีพรสวรรค์พิเศษในการทำนายฝัน หรือหยั่งรู้เหตุการณ์ล่วงหน้ามาตั้งแต่ยังเป็นเด็กแล้ว โตขึ้นมายังรูปหล่ออีกต่างหาก จนทำให้เมียของข้าราชสำนักฟาโรห์คิดจะไล่ปล้ำตั้งหลายครั้งหลายหน แต่เมื่อไม่สามารถเผด็จศึกทาสหนุ่มรายนี้ได้ ก็เลยกลับไปกล่าวหาโยเซฟว่าคิดจะข่มขืนตัวเอง อันเป็นเหตุให้โยเซฟต้องซวยไม่เสร็จ ถูกจับไปขังคุกกันอีกหลายต่อหลายปี…
แต่การที่ต้องเข้าไปอยู่ในคุกนี่เอง ได้กลับกลายเป็นช่องทางที่ทำให้โยเซฟพุ่งผงาดขึ้นมาเป็นผู้มีอำนาจในอาณาจักรของฟาโรห์อียิปต์ ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นอภิมหาอำนาจของโลกในยุคนั้น นั่นก็คือว่า…หลังจากที่เป็นนักโทษอยู่ได้ซักพัก ข้าราชบริพารที่ใกล้ชิดกับฟาโรห์ก็ได้ถูกลงโทษ ถูกจับมาขังคุกเดียวกัน ทำให้โยเซฟได้มีโอกาสแสดงศักยภาพของการเป็นผู้ทำนายฝันที่แม่นยำราวตาเห็น ให้เป็นที่ประจักษ์แก่ข้าราชบริพารรายดังกล่าว จนในท้ายที่สุดกิตติศัพท์เหล่านี้ก็ทำให้โยเซฟมีโอกาสไปทำนายฝันให้กับองค์ฟาโรห์จนได้…
ในการทำนายฝันให้กับฟาโรห์นั้น… ไม่เพียงแต่โยเซฟจะแสดงให้เห็นถึงศักยภาพในการทำนายที่แม่นยำเหนือกว่าบรรดาโหรในราชสำนักทั้งหลายเท่านั้น แต่ยังได้แสดงออกถึงความเฉลียวฉลาด ความสามารถทางสติปัญญา อันอาจจะได้รับการถ่ายทอดผ่านมาทางดีเอ็นเอของยาโคปหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่มันได้ทำให้โยเซฟกลายเป็นผู้มีอำนาจในอาณาจักรอียิปต์รองจากฟาโรห์ หรือเป็นเสมือนหนึ่งนายกรัฐมนตรีของประเทศระดับอภิมหาอำนาจในชั่วเวลาข้ามคืนกันเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เนื่องจากในความฝันของฟาโรห์ที่ถูกโยเซฟถอดความออกมาว่าจะหมายถึงเหตุการณ์การกันดารอาหารครั้งใหญ่ในช่วงอีก ๗ ปีข้างหน้า ได้ถูกนำเสนอวิธีคลี่คลายปัญหาโดยตัวของโยเซฟเองด้วยกรรมวิธีที่แยบยลไม่น้อย นั่นก็คือเสนอให้เร่งสะสมเสบียงอาหารไว้ในยุ้งฉางของฟาโรห์ตลอดระยะเวลา ๗ ปีก่อนหน้าที่เหตุการณ์การกันดารอาหารจะมาถึง และเมื่อเหตุการณ์ที่ว่าเกิดเป็นจริงขึ้นมาก็จะได้นำอาหารเหล่านั้นมาแจกจ่าย ก็จะคลี่คลายปัญหาต่างๆ ได้หมดสิ้น
ข้อเสนอของโยเซฟครั้งนี้นอกจากจะทำให้ตัวเองได้รับความไว้วางใจจากฟาโรห์ให้มีอำนาจจัดการบริหารกิจการบ้านเมืองแทนแล้ว เมื่อเกิดเหตุการณ์กันดารอาหารขึ้นมาจริงๆ โยเซฟยังสามารถ “พลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส” ใช้ภาวะดังกล่าวเป็นตัวเพิ่มอำนาจให้กับฟาโรห์ในแบบที่แทบไม่ต่างอะไรไปจากชาวยิวที่ถูกเรียกว่า “ยิวราชสำนัก” ในยุโรป ได้ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับอำนาจของกษัตริย์ยุโรปในยุคฟิวดัลในอีกหลายพันปีต่อมานั่นเอง…???
นั่นก็คือ นอกจากโยเซฟจะนำอาหารที่สะสมไว้ในคลังของฟาโรห์ในช่วงตลอดระยะ ๗ ปีออกมาแจกจ่ายบรรเทาความเดือดร้อนให้กับชาวอียิปต์ระหว่างเกิดเหตุการณ์การกันดารอาหารแล้ว ในระยะต่อมาโยเซฟยังได้ทำการต่อรองกับราษฎรอียิปต์ที่ยังคงเดือดร้อนอยู่ ให้นำที่ดินของตัวเองมาแลกกับอาหารของฟาโรห์ จนที่ดินในอียิปต์ที่เคยเป็นของราษฎรแต่ละรายมาก่อน ต้องตกเป็นของฟาโรห์ไปทั่วกันทั้งหมด องค์ฟาโรห์ซึ่งเคยมีฐานะเป็นเสมือน “ตัวแทนแห่งความมีระเบียบ ความยุติธรรม และสัจจะ” หรือเป็นจุดศูนย์รวมทางจิตวิญญาณของชาวอียิปต์แต่เพียงเท่านั้น ก็ได้กลายมาเป็นกษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างสมบูรณ์เบ็ดเสร็จ หรือกลายเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมดในแผ่นดินอียิปต์ ในขณะที่ราษฎรอียิปต์ได้กลายสภาพมามีสถานะดังที่พระคัมภีร์ไบเบิลบรรยายไว้ว่า “ส่วนประชาชนอียิปต์นั้น โยเซฟให้เป็นทาสทั่วบ้านทั่วเมือง”
ไม่เพียงแต่จะปรับเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์ระหว่างราษฎรชาวอียิปต์กับฟาโรห์เท่านั้น โยเซฟยังได้คิดค้นสิ่งที่จะมารองรับระบบความสัมพันธ์ดังกล่าวด้วยสิ่งที่เรียกว่า “ระบบภาษี” อีกด้วย หรือหลังจากที่ที่ดินของราษฎรทั้งหมดตกเป็นของฟาโรห์แล้ว โยเซฟก็ได้นำเอาเมล็ดพันธุ์พืชที่ตัวเองเก็บไว้ในยุ้งฉางของฟาโรห์ในช่วงระยะเวลา ๗ ปี ออกมาแจกจ่ายให้กับราษฎรพร้อมกับระบุเอาไว้ด้วยว่า… “เราจะให้พันธุ์ข้าวแก่เจ้าเอาไปหว่านเถิด เมื่อได้ผลแล้ว จงถวายส่วนหนึ่งในห้าส่วนแก่ฟาโรห์ เก็บสี่ส่วนไว้เป็นของตน สำหรับใช้เป็นพันธุ์ข้าวบ้าง เป็นอาหารสำหรับเจ้าและครอบครัวกับเด็กเล็กบ้าง…และคนทั้งหลายก็ได้ตอบว่า ท่านช่วยชีวิตของข้าพเจ้าไว้ ข้าพเจ้ายอมเป็นทาสของฟาโรห์ โยเซฟจึงตั้งเป็นกฎหมายในประเทศอียิปต์ตราบเท่าทุกวันนี้ว่า ให้ฟาโรห์ได้ส่วนหนึ่งในห้าส่วน เว้นแต่ที่ดินของปุโรหิตเท่านั้นไม่ตกเป็นของฟาโรห์…”
ในพระคัมภีร์ไบเบิลนั้นไม่ได้บอกเราไว้ชัดๆ ว่า โยเซฟไปค้นคิดกรรมวิธีอันแยบยลเหล่านี้มาจากไหน และก็ไม่ได้กล่าวถึงบทบาทของพระเจ้าว่าได้เข้ามาช่วยค้นคิดกรรมวิธีเหล่านี้ให้กับโยเซฟด้วยหรือไม่? อย่างไร? แต่บรรดาสติปัญญา ความชาญฉลาดในลักษณะทำนองนี้ ดูๆ แล้วมักจะกลายมาเป็นบุคลิกภาพประจำตัวชาวยิวทั้งหลายในยุคต่อๆ มา จนแทบจะเรียกได้ว่ากลายเป็นลายพิมพ์ดีเอ็นเอกันไปเลยก็ว่าได้ ความเจนจัดในการจัดการบริหารสินทรัพย์ในรูปแบบต่างๆ ความสามารถในการเพิ่มพูนเงินทองและทรัพย์สมบัติของตัวเองหรือของผู้ที่ตัวเองรับใช้ได้อย่างแยบยล และอย่างเป็นระบบ สติปัญญาอันหลักแหลมในการคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไม่น่าเชื่อ…ฯลฯ คุณสมบัติต่างๆ ที่มีอยู่ในตัวของโยเซฟ ซึ่งอาจจะถูกถ่ายทอดมาจากยาโคปอีกต่อหนึ่ง ได้ถูกถ่ายทอดให้กับลูกหลานชาวยิวในรุ่นต่อๆ มาอย่างไม่ขาดสาย และสิ่งเหล่านี้นี่แหละที่จะทำให้ชาวยิวแต่ละรุ่นแต่ละยุคสมัยได้เข้าไปมีบทบาทต่ออำนาจการเมือง อำนาจเศรษฐกิจ ในแทบทุกแห่งทุกพื้นที่ที่ชาวยิวได้ย่างกรายไปถึง…ดังที่จะได้ยกตัวอย่างให้เห็นในบทต่อๆ ไป…
แต่นอกเหนือไปจากสติปัญญา และความชาญฉลาดที่ทำให้โยเซฟกลายมาเป็นผู้มีอำนาจรองลงมาจากฟาโรห์ดังที่กล่าวไปแล้ว บุคลิกลักษณะพิเศษของความเป็นยิว อันได้แก่การยึดมั่นอยู่ในความเป็นเผ่าพันธุ์ตัวเอง หรือลักษณะ “เผ่าพันธุ์นิยม” ในตัวของโยเซฟก็ดูจะไม่ได้ลดหายคลายจางลงไปเลยแม้แต่น้อย แม้นว่าตัวเองจะถูกพี่ชายซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน ครอบครัวเดียวกัน จับมาขายเป็นทาสตั้งแต่เด็กๆ เพราะเมื่อโยเซฟได้มีโอกาสพบกับพี่ชายซึ่งประสบความเดือดร้อนจากภาวการณ์กันดารอาหารเหมือนกับผู้คนทั้งหลาย และได้เดินทางมาขอความช่วยเหลือจากฟาโรห์หรือจากตัวเขากันถึงราชสำนักอียิปต์ นอกจากจะไม่ได้คิดถือโทษพี่ชายที่ก่อเวรก่อกรรมให้กับตัวเองแล้ว เขายังได้อ้าแขนรับบรรดาชาวยิวทั้งหมด ซึ่งยังมีฐานะเป็นคนบ้านป่าเมืองเถื่อน ยังร่อนเร่พเนจร ไม่ได้มีแผ่นดินที่จะลงรากปักฐานได้อย่างมั่นคงแน่นหนา ให้เข้ามาเป็นพสกนิกรขององค์ฟาโรห์ โดยขออนุญาตฟาโรห์ให้ยก “เมืองที่ดีที่สุดในอียิปต์” หรือเมือง “โกเชน” ให้เป็นที่อยู่อาศัยของครอบครัวอิสราเอลหรือชาวยิวทั้งมวลนับตั้งแต่นั้นมา
แม้นว่าวิถีชีวิตแบบผู้เลี้ยงสัตว์ของบรรดาเผ่าพันธุ์อิสราเอลในยุคนั้น จะเป็นอะไรที่ค่อนข้างขัดๆ กับชาวอียิปต์ที่มีวิถีชีวิตแบบกสิกรรมอยู่ไม่น้อย แต่โยเซฟก็ยังพยายามที่จะช่วยเหลือดูแลเผ่าพันธุ์ของตัวเองอย่างถึงที่สุด โดยไม่ได้คำนึงถึงความแปลกแยกระหว่างราษฎรชาวอียิปต์ที่ตัวเองปกครองกับชาวอิสราเอลที่เป็นเผ่าพันธุ์ตัวเองกันซักเท่าไหร่นัก โดยโยเซฟได้กล่าวกับพี่น้องในครอบครัวไว้แต่เพียงว่า “เมื่อฟาโรห์รับสั่งให้ท่านเข้าเฝ้าและจะถามว่า พวกเจ้าเคยทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างไร ท่านทั้งหลายจงทูลว่า ผู้รับใช้ของฝ่าพระบาทเคยเลี้ยงสัตว์ตั้งแต่เป็นเด็กๆ มาจนทุกวันนี้ ทั้งข้าพระบาทและบรรพบุรุษของข้าพระบาท เพื่อท่านทั้งหลายจะได้อาศัยอยู่ในเมืองโกเชน เหตุว่าชาวอียิปต์เกลียดคนที่เลี้ยงแพะ แกะ ยิ่งนัก…”
ด้วยสติปัญญาความสามารถ และด้วยความยึดมั่นต่อเผ่าพันธุ์ตัวเองของโยเซฟ…จึงทำให้ชนเผ่าอิสราเอลที่ร่อนเร่เลี้ยงสัตว์อยู่ในฐานะคนเถื่อนมานานเต็มที ได้มีโอกาสกลายมาเป็นคนเมืองนับตั้งแต่บัดนั้น ด้วยการยกครอบครัวอิสราเอลทั้งหมด อันประกอบไปด้วย ยาโคป และครอบครัวของบุตรชายอีก ๑๒ คน คือ ๑) รูเบน ๒) สิเมโอน ๓) เลวี ๔) ยูดาห์ ๕) เศบูลุน ๖) อิสสาคาร์ ๗) ดาน ๘) กาด ๙) อาเชอร์ ๑๐) นัฟทาลี ๑๑) ครอบครัวโยเซฟเอง และ๑๒) เบนยามิน…เข้ามารวมตัวอาศัยอยู่ในเมืองที่ดีที่สุดของอียิปต์นับตั้งแต่นั้น…และบรรดาครอบครัวแต่ละครอบครัวเหล่านี้นี่เองที่ได้กลายมาเป็นต้นตระกูลของชาวอิสราเอลทั้งหมดในเวลาต่อมา…
แต่แน่นอนนั่นแหละว่า…แม้นว่านวนิยายที่มีโยเซฟเป็นพระเอกในช่วงระยะนี้ จะจบลงในแบบแฮบปี้เอนดิ้งไปทั่วทั้งหมู่ชาวยิวทั้งหลาย แต่ในวิถีชีวิตจริงของชาวยิว…ย่อมไม่ได้เป็นไปตามสูตรสำเร็จของนวนิยายแต่เพียงแค่นั้น วิถีทางของชนชาติแต่ละชนชาติที่มีล้วนแล้วแต่มีความยืดยาวเยิ่นเย้อกันมานับเป็นพันๆ ปี ย่อมต้องมีทุกข์มีโศก และมีภาคพิสดารสืบเนื่องต่อกันไปเรื่อยๆ แม้นว่าจะยกระดับตัวเองจากคนเถื่อนมาเป็นคนเมืองกันแล้วก็แล้วแต่ แต่สิ่งที่ยังเป็นอุปสรรคท้าทายชาวยิวอีกต่อไปในวันข้างหน้า ก็คือการที่จะต้องพัฒนายกระดับตัวเองให้กลายมาเป็น “ชนชาติ” กันต่อไป…ซึ่งอุปสรรคในขั้นตอนที่ว่านี้ นอกจากมันจะต้องอาศัยทั้งเลือด และน้ำตาของชาวยิวจำนวนมากมายมหาศาลแล้ว มันยังต้องเกี่ยวพันไปถึงบทบาทของ “พระผู้เป็นเจ้า” ที่ได้ทำพันธสัญญากับชาวยิวเอาไว้อีกต่างหาก ว่าจะแสดงบทบาทของพระองค์ออกมาในแนวไหน ถึงสามารถทำให้ความเชื่อถือ-ศรัทธาของชาวยิวที่มีต่อพระองค์…กลายมาเป็น “อุดมการณ์แห่งชาติ” กันในระยะเวลาต่อมา…????



