Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


นวนิยายที่มี พ.ศ. (ตอนที่ 1)


“ในประเทศไทย ความเข้าใจในเรื่องของประวัติศาสตร์ของมหาชนยังคลุมเครืออยู่ว่าประวัติศาสตร์คือการลำดับเวลาและเหตุการณ์ให้สอดคล้องกัน เมื่อมีคนนึกถึงประวัติศาสตร์ เขามักจะนึกถึงการจำศักราชและเหตุการณ์ ในมหาวิทยาลัย ยังมีการปลูกฝังความเชื่อกันว่า ประวัติศาสตร์ที่ขาด พ.ศ. คือ นวนิยาย ด้วยเหตุดังนั้น การศึกษาประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเรา จึงคงอยู่ในขั้น การเล่าเรียนจดจำนวนิยายที่มี พ.ศ. เท่านั้น” (1)

จากที่ได้มีการพูดคุยอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการอยู่หลายครั้ง (2) จนแทบนับจำนวนครั้งไม่ได้เกี่ยวกับโครงการทำหนังสือในวาระที่ “อาจารย์นิธิ” อายุครบ ๖๐ ปี จนได้ข้อสรุปที่ลงตัวอยู่หลายครั้ง และจนข้อสรุปที่ลงตัวเหล่านั้นก็ได้กลายเป็นเรื่องไม่ลงตัวไปอีก เพราะยังไม่ได้มีการแปลงความคิดให้เป็นรูปธรรมเสียที การหารือที่ว่านี้ได้กระทำขึ้นทั้งก่อนอาจารย์นิธิจะมีอายุครบ ๖๐ เป็นเวลานานและหลังจากอาจารย์นิธิครบ ๖๐ แล้วก็ตาม

จากการหารือหลายครั้งที่ผ่านมา (3) ก็ดูจะได้หัวเรือและลูกเรือที่พร้อมจะลงเรือลำเดียวกัน และเป้าหมายปลายทางของเรือลำที่ว่านี้คือ หนังสือเล่มนี้นี่เอง (4) การหารือแต่ละครั้งมักจะมีการสถาปนาหัวเรือกันขึ้นมาต่างกรรมต่างวาระกันไป แม้ว่าหัวเรือจะถูกเปลี่ยนไปตามวงสนทนา แต่ลูกเรือก็ยังเป็นกลุ่มคนหน้าเดิมๆอยู่ เพียงแต่จะมีการสลับตำแหน่งกันไป เช่น ลูกเรือบางคนกลายไปเป็นหัวเรือบ้าง หรือผู้ที่เป็นหัวเรือกลายมาเป็นลูกเรือบ้าง เป็นต้น และในแต่ละครั้งที่ได้สถาปนาหัวเรือขึ้นมา ก็ดูจะบังเกิดความคึกคักกระตือรือร้นขึ้น แล้วต่อมา ก็จางหายไป

มาจนวันหนึ่ง ณ ห้องอาหารแห่งหนึ่ง ราวๆเดือนธันวาคมอันเป็นช่วงรอยต่อของพุทธศักราช ๒๕๔๕–๒๕๔๖ การเอ่ยเอื้อนเรื่องการทำหนังสือก็เกิดขึ้นอีกเหมือนหลายครั้งที่ผ่านในรอบหลายปี (5) แต่คราวนี้ มีบุรุษผู้หนึ่งที่แสดงความเซ็งสุดขีดกับความไม่แน่นอนฟอนเฟะที่ผ่านมา ทั้งๆที่บุรุษผู้นี้มักจะยืนยันถึงความไม่แน่นอน ความไม่มีแก่นแท้สาระของความจริงแท้ ซึ่งความจริงที่ว่านี้ อาจารย์นิธิเรียกว่า “ความจริงเนื้อแท้” (6) เพราะในการอภิปรายถกเถียงทางวิชาการ บุรุษผู้นี้มักจะเป็นผู้มาพร้อมกับความคิดภายใต้ทฤษฎีที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า “conspiracy theory” และมักจะกระทำในสิ่งที่อาจารย์สุวิมล รุ่งเจริญแห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบรรยายว่าเป็น “การโยนลูกระเบิด” ใส่วงอภิปรายทางวิชาการ และยังตีตราบุรุษผู้นี้ว่ามีพฤติกรรมละม้ายคล้ายคลึงกับ “โสกราติสแห่งเอเธนส์” (7) ยิ่งนัก

เราสามารถกล่าวอีกในนัยหนึ่งเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองโลกและการเมืองภายในในช่วงสามสี่ปีหลังเหตุการณ์ถล่มตึกเวิร์ลเทรดหรือ “๙–๑๑“ บุรุษผู้นี้คือ ถ้าจะมีตำแหน่งทางวิชาการ ก็น่าจะมีฉายาว่า “วินาศกรรมศาสตราจารย์” (Terrorism Professor) นอกจากนี้ เขายังมีฉายาว่า “เจ้าพ่อโพสท์โมเดิร์น” หรือ “มนุษย์ที่จัดประเภทไม่ได้” อีกด้วย (8)

เมื่อถึงที่ความ “คับข้องหนอ” กับความไม่แน่นอนของโครงการทำหนังสือฯสามารถเกิดขึ้นกับคนพรรค์นี้ได้ ผู้คนที่เป็นลูกเรือต่างก็รู้สึกว่า “มันคงถึงเวลาแล้วกระมัง !?” ที่จะต้องทำให้โครงการฯนี้สำเร็จเสียที

ในสถานการณ์คราวนั้น หลายคนยืนยันในลักษณะออกตัวและแก้ต่างในเวลาเดียวกันว่า ได้เขียนต้นฉบับเสร็จเรียบร้อยนานแล้ว บางคนที่ไม่สามารถยืนยันได้เช่นนั้นก็ออกตัวว่า คิดหัวเรื่องได้แล้วบ้าง หรือเขียนไปได้บางส่วนแล้วบ้าง หรือเขียนเสร็จแล้วบ้างแต่เหลือเพียงใส่เชิงอรรถและตกแต่ง (retouch) บ้าง

แต่จะอย่างไรก็ตาม บุรุษผู้นั้นก็กำหนดเงื่อนเวลาแห่งประวัติศาสตร์ขึ้นมาว่า ทุกคนจะต้องส่งต้นฉบับให้ตามเงื่อนเวลาที่ถูกกำหนดไว้ในราวกลางปีพุทธศักราช ๒๕๔๖ หลังจากนั้นทุกอย่างก็ดูจะดำเนินไปตามนั้น


I


การที่เงื่อนเวลาได้ถูกกำหนดขึ้นโดยมนุษย์ ก็คงเป็นสิ่งที่เป็นไปตามที่อาจารย์นิธิได้เขียนไว้นานแล้วเป็นเวลากว่าสามทศวรรษตั้งแต่พุทธศักราช ๒๕๐๙ (9) ซึ่งเป็นอยู่ในช่วงรอยต่อของเผด็จการ ส-ถ-ป (10) ว่า

“เวลาคืออะไรไม่มีใครรู้ (นั่นหมายความว่าเวลาอาจจะมี แต่ไม่มีใครรู้จัก หรือเวลาไม่มีก็ได้เหมือนกัน) แต่เวลาที่เรารู้จักกันนั้น คืออาการเคลื่อนไหวของโลก เวลา ๑ ปี คืออาการที่โลกหมุนรอบดวงอาทิตย์ ๑ รอบโดยประมาณ และจากเวลา ๑ ปีนี้เราก็อาจแบ่งออกเป็นเวลาย่อยๆได้มากมาย เช่น ๑ เดือน ๑ วัน ๑ ชั่วโมง ฯลฯ ซึ่งอาจจะใช้แบ่งโดยตามใจเราหรือโดยอาศัยโลกเป็นหลักได้ทั้งสองอย่าง เพราะฉะนั้น เวลาจึงเป็นแต่เพียงสิ่งที่มนุษย์ในสังคมกำหนดขึ้น โดยอาศัยการเคลื่อนไหวของโลกเป็นหลักเท่านั้น” (11)

จากคำอธิบายเรื่องเวลาดังกล่าวของอาจารย์นิธิ ได้ก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า การกำหนดเวลาในการทำหนังสือในโอกาสที่ท่านสิริอายุครบ ๖๐ ให้ท่านโดยมนุษย์ในสังคมกลุ่มหนึ่งนั้นได้เป็นไป “ตามใจเราหรือโดยอาศัยโลกเป็นหลัก” ?

ที่ผ่านมาก่อนช่วงรอยต่อระหว่างพุทธศักราช ๒๕๔๕–๒๕๔๖ ดูเหมือนจะเข้าลักษณะ “ตามใจเรา” โดยไม่ “อาศัยโลกเป็นหลัก” ขณะเดียวกัน แม้ว่าจะกำหนด “ตามใจเรา” แต่ “เวลาของเรา” ที่ว่านี้ ก็ยังหาได้สอดคล้องต้องตามกันไม่ แม้ว่าจะไม่สอดคล้องกัน มันก็หาได้ขัดแย้งกับคำอธิบายเรื่องเวลาของอาจารย์นิธิไม่ เพราะดูเหมือนท่านจะเล็งเห็นความเป็นไปของ “พวกเรา” ไว้ล่วงหน้ากว่าสามทศวรรษแล้ว ดังที่คำที่ท่านได้อธิบายต่อทันทีจากข้อความที่เพิ่งยกอ้างไปในเชิงอรรถที่ ๔ ว่า

“มนุษย์ในฐานะของคนเพียงคนเดียวก็หาได้ใช้เวลาเหมือนเวลาที่สังคมใช้ไปทุกอย่างไม่ เพราะฉะนั้น จึงจะเห็นได้ว่า เวลา ๑ ชั่วโมงมีความยาวนานผิดกันในระหว่างคนสองคน” (12)

ดังนั้น ยิ่ง “เรา” หมายถึงคนหลายคน เวลา ๑ ชั่วโมง ๑ วัน ๑ เดือน ๑ ปี ฯลฯ จึงย่อม “มีความยาวนานผิดกัน” ตามคำท่านว่าไว้

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้ว การที่ “บุรุษผู้นั้นก็กำหนดเงื่อนเวลาแห่งประวัติศาสตร์ขึ้นมาว่า ทุกคนจะต้องส่งต้นฉบับให้ตามกำหนดในราวกลางศกนี้” มันจะผิดแผกไปจาก การกำหนดเวลาการทำหนังสือ “ก่อนช่วงรอยต่อระหว่างพุทธศักราช ๒๕๔๕–๒๕๔๖” อย่างไรได้ ? บุรุษผู้นี้จะวิเศษวิโสมาจากไหน “เป็นใคร ชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใคร เรียนหนังสือที่ไหน และกินเหล็กกินไหลมาหรือยังไง” (13) ถึงจะสามารถกำหนดเวลาของ “คนหลายคน” ให้เป็นไปตามเวลาโลกเหมือนๆกันกับมนุษย์ในสังคม โดยเฉพาะมนุษย์คนหนึ่งอย่างตัวบุรุษนั้น ?

แน่นอนว่า บุรุษผู้นี้ เป็นคน มีชื่อต่างๆนานา มีพ่อมีแม่ที่คนรู้จัก เรียนหนังสือที่โรงเรียนที่มีชื่อ แต่ไม่ได้กินเหล็กกินไหล เพียงแต่ได้กินเนื้อสิงโตและม้าลายมาแล้ว (14) แต่การรับประทานเนื้อสิงโตและม้าลายนั้นมิจำเป็นว่าจะต้องส่งให้เขานั้นมีอำนาจบาตรใหญ่เพียงพอที่จะมากำหนด “เวลาของเรา” เท่ากับอาการทนไมได้ของ “คนประเภทเขา” ต่อเรื่อง “ความยาวนานผิดกัน” ในเรื่อง “ของเวลาของเรา”

จากนั้นเป็นต้นมาจนเมื่อไม่นานมานี้ เมื่อมีการทวงถามถึงต้นฉบับบทความสำหรับการพิมพ์หนังสือวาระครบ ๖๐ ปีของอาจารย์นิธิ ก็มีการย้อนถามกลับไปว่า มีของใครเสร็จแล้วบ้าง ? บุรุษผู้นั้นก็ได้ตอบด้วยน้ำเสียงเผด็จการและไล่เรียงรายชื่อของ “ผู้อยู่ในกาลเวลาเดียวกันกับเขา” สมาชิกคนหนึ่งเมื่อได้ยินเช่นนั้น ก็ตอบกลับไปอย่างไว้ลายว่า ของตนนั้นก็เสร็จเหลือแต่เพียงใส่เชิงอรรถบ้าง บางรายกล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า ของเขาเหลือเพียงเติม น หนู ในคำบางคำเท่านั้น (15) ส่วนบุรุษอีกนายหนึ่งก็เกทับด้วยอาการสงบว่า ของตนนั้นก็เสร็จแล้ว เหลือเพียงแต่เติมสระ อิ ในคำบางคำเท่านั้น (16) แต่การเกทับระดับโลกที่ประวัติศาสตร์จะต้องจารึกไว้ก็คือสำนวนของ “บุรุษคนสุดท้าย” ที่ว่า “เพียงเติม จุด เข้าไปท้ายคำว่า ‘เสรีประชาธิปไตย’ เท่านั้น !” ประวัติศาสตร์ก็จะเดินมาถึงจุดหมายปลายทางของมัน (17)

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ดูเหมือนว่า บุรุษผู้กำหนดเงื่อนเวลาแห่งประวัติศาสตร์การทำหนังสือฯ จะไม่สามารถกำหนดเวลาได้อย่างแท้สมบูรณ์ แต่ก็ดูจะสามารถก้าวข้ามพ้น “เวลาของเรา” ไปสู่ “เวลาของโลก” แต่ก็ทำได้ในลักษณะสัมพัทธ์ เพราะ “เวลาของโลก” ก็หาได้มีความ “สัมบูรณ์” ไม่ สมดังคำของอาจารย์นิธิเมื่อสี่สิบปีที่แล้ว ที่ท่านได้อธิบายเกี่ยวกับเรื่องความรู้ความจริงเนื้อแท้ โดยยกเรื่องราวของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งมาในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ นี้ได้กลายเป็นมหากาพย์ภาพยนตร์ไทยอีกเรื่องหนึ่งต่อจาก “สุริโยทัย” ไว้ว่า

“สมเด็จพระนเรศวรมหาราชอาจจะไม่ได้ทรงทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาเลย แต่หลักฐานที่เหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบันอันเป็นเครื่องมือของนักประวัติศาสตร์เพื่อสืบค้นความจริงในอดีต และระบบเหตุผลที่มนุษย์เลือกใช้เพราะเห็นว่าเป็นของดีที่สุด พิสูจน์ให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่า สมเด็จพระนเรศวรได้ทรงทำยุทธหัตถีจริง และนี่คือสิ่งที่นักประวัติศาสตร์ถือว่าเป็นความจริง แต่เป็นความจริงของโลก หรือความจริงสัมพัทธ์ อันมีลักษณะผูกพันกับความจริงข้ออื่นๆ และเมื่อสืบสาวไปเรื่อยๆ จะพบว่าความจริงสัมพัทธ์ทุกอันจะต้องมีรากฐานอยู่บน ‘สมมติฐาน’ อันใดอันหนึ่ง ผิดกับความจริงเนื้อแท้ซึ่งเราคาดหวังว่ามันจะต้องเป็นอิสระ เป็นความจริงโดยตัวของมันเอง ถึงไม่มีความจริงข้ออื่น ความจริงเนื้อแท้ก็คือความจริงอยู่นั่นเอง และไม่ว่าจะสืบสาวไปอย่างไรก็จะไม่พบสมมติฐานเลย อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้ว่าความจริงเนื้อแท้เป็นอย่างไร เพราะยังไม่เคยมีใครพบตัวมัน สิ่งที่กล่าวเป็นเพียงแต่การ ‘เก็ง’ อย่างหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้น คำกล่าวที่ว่าโลกเรานี้หาความจริงไม่ได้ จึงถูกต้องในแง่นี้ เพราะสิ่งที่เราถือว่าเป็นความจริงทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งสิ้น” (18)


II


จากคำกล่าวข้างบนนี้ ทำให้เราสามารถตั้งสมการทางตรรกะเหตุผลได้ว่า

ถ้าเรามีข้อมูลว่า

บุรุษผู้จัดประเภทไม่ได้ เป็นคนกำหนดเงื่อนไขของเวลา

และอาจารย์นิธิกล่าวว่า ความจริงทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นทั้งสิ้น

ความจริงที่มนุษย์สร้างขึ้นเป็นความจริงของโลก

ความจริงของโลกเป็นความจริงสัมพัทธ์

ดังนั้น

ถ้า เงื่อนไขของเวลาหรือเวลาเป็นสิ่งที่มนุษย์กำหนดขึ้น

และ ถ้า บุรุษผู้กำหนดประเภทไม่ได้ เป็นมนุษย์

เพราะฉะนั้น บุรุษผู้กำหนดประเภทไม่ได้ จึงกำหนดเงื่อนไขเวลาได้เพียงในลักษณะสัมพัทธ์ ! และการกำหนดเงื่อนไขเวลาจะสัมบูรณ์ได้ก็ต่อเมื่อบุรุษผู้กำหนดประเภทไม่ได้ไม่ใช่มนุษย์

แต่กระนั้น การกำหนดได้อย่างสัมพัทธ์ย่อมมิได้หมายความขนาดว่าจะกำหนดไม่ได้เลย เพราะถ้ากำหนดไม่ได้เลยทุกกาลเทศะ ก็จะเท่ากับเป็นการกำหนดไม่ได้อย่างสัมบูรณ์ ซึ่งย่อมเป็นไปไม่ได้อีกเช่นกันตามคำอธิบายเรื่องความรู้ความจริงเนื้อแท้ของอาจารย์นิธิ เพราะการกำหนดเงื่อนไขเวลาไม่ได้อย่างสัมบูรณ์ย่อมจะกระทำได้โดยสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์เท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏิกิริยาต่อการถึงกำหนดของเงื่อนเวลาก็คือ มีบทความบางส่วนที่เสร็จสัมบูรณ์ (!?) ก็ได้ถูกทยอยส่งไปให้บุรุษผู้นั้น และมีบางส่วนที่ใกล้เสร็จ แต่ยังไม่สัมบูรณ์ และอีกบางส่วนที่อยู่ระหว่างทางสองแพร่งของการเสร็จกับการไม่เสร็จที่ไม่สัมบูรณ์ ซึ่งโดยรวมแล้ว ก็นับว่าสถานการณ์ครั้งนี้ยังดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา

แม้ว่า สถานการณ์ครั้งนี้จะดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถ้ายังไม่ได้บทความในจำนวนข้างมากที่ “เขา” พอใจจาก “เรา” สถานการณ์มันก็จะไม่ต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมาอยู่ดีนั่นเอง เพราะมันไม่สามารถทำให้หนังสือวาระครบ ๖๐ ปีของอาจารย์นิธิคลอดออกมาได้สักที แม้ว่าจะสามารถแปลงความคิดให้เป็นรูปธรรมได้บ้างแล้วก็ตาม

บุรุษผู้กำหนดประเภทไม่ได้ แต่เป็นผู้กำหนดเงื่อนเวลาย่อมตระหนักดีว่า การออกตัว คำแก้ต่างและการเกทับจาก “เรา” นั้นย่อมมิได้มีสาระความหมายที่เป็นแก่นหรือความจริงเนื้อแท้แต่ประการใด และนอกจากนี้ “การออกตัว คำแก้ต่าง การเกทับและวางกับดัก” ยังเป็นคุณสมบัติของคนที่ไหลลื่นประดุจปลาไหลอีกด้วย (19) ในการจัดการกับสภาวการณ์ลื่นไหลดังกล่าวนี้ ถ้าหากบุรุษผู้นี้ “ไม่กระทำในสิ่งซึ่งกระทำกัน เพื่อสิ่งซึ่งควรกระทำ ก็ได้เรียนรู้รสพินาศของเขา” (20) แทนการรักษากำหนดเวลาการออกหนังสือครบวาระ ๖๐ ปีของอาจารย์นิธิไว้ได้ ดังนั้น ในการที่จะบรรลุเป้าหมายและรอดพ้นจากความพินาศ เขาจึงจำต้องทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับคำกล่าวนั้น นั่นคือ ต้อง “กระทำในสิ่งซึ่งกระทำกัน เพื่อสิ่งซึ่งไม่ควรกระทำ” (21)

ตามปรกติแล้ว ยามที่บุคคลผู้ตามทวงหนี้หรือสิ่งของที่เป็นสิทธิของเขาถูกปฏิเสธด้วยการ “ออกตัว แก้ต่าง เกทับและวางกับดัก” บุคคลผู้เป็นเจ้าหนี้ย่อมจะต้องหาทางที่จะได้สิ่งของที่เป็นสิทธิของเขา แต่เจ้าหนี้ที่ทรงศีลและคุณธรรมก็มักจะใช้วิธีการที่เชื่อใจและเฝ้ารอบุคคลผู้เป็นลูกหนี้เหล่านั้นให้มาใช้หนี้ตามกำหนดเวลาพร้อมดอกเบี้ย ซึ่งก็มักจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะการรอลูกหนี้ในลักษณะนั้นจะเป็นผลได้ก็ต่อเมื่อลูกหนี้มีมโนสำนึกและยางอาย หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เป็นคนดีนั่นเอง แต่ลูกหนี้ที่ดีเช่นนั้นคือ “ลูกหนี้ในจินตนาการ” เท่านั้น ดังนั้นการคิดถึงลูกหนี้แบบนี้จึงเท่ากับเป็น “การจินตนาการถึงลูกหนี้” มากกว่าจะเข้าถึงธรรมชาติของการเป็นลูกหนี้จริงๆ ไม่ต่างจากการร้องเพลง “Imagine” ของจอห์น เลนนอน (22) ซึ่งมักไม่ค่อยจะได้ผลเท่าไรนักเมื่อเทียบกับ “Imagined Community” หรือ “การสร้างรัฐหรือชุมชนในจินตนาการ” ของเบน แอนเดอร์สัน (23)

มาคิอาเวลลีได้กล่าวเตือนสติบรรดาเหล่าผู้เป็นเจ้า-(หนี้)-ไว้เป็นเวลาเกือบห้าศตวรรษแล้ว โดยเขาได้เขียนไว้ตั้งแต่คริสต์ศักราช ๑๕๑๓ ว่า “ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า การเข้าไปเบื้องหลังให้ถึงความจริงที่มีผลของเรื่องนี้ เป็นการได้ประโยชน์มากยิ่งกว่าการไปถึงจินตนาการของสิ่งนั้น” (24) เพราะหลายคนได้เคยจินตนาการถึงลูกหนี้ที่ดีมีสำนึกที่ไม่เคยมีใครเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ในความจริง (25)

ดังนั้น ในการทวงหนี้ต้นฉบับ บุรุษผู้สมมติตัวเองเป็นเจ้าหนี้จึงจำต้อง “กระทำในสิ่งซึ่งกระทำกัน เพื่อสิ่งซึ่งไม่ควรกระทำ ก็ได้เรียนรู้รสความสำเร็จของเขา” ได้

การทวงหนี้อย่างที่เขากระทำกัน อันเป็นการทวงหนี้ที่ไม่บังควร (โดยเฉพาะในสายตาของลูกหนี้และบุคคลที่สาม) ก็มักจะพบเห็นได้ทั่วไปในวิถีชีวิตแบบไทยๆ นั่นคือ เจ้าหนี้ตามจิกตามตื๊อตามด่าเป็นที่เอิกเกริกให้ลูกหนี้ได้อายในที่สาธารณะ หรือไม่ก็หาทางยึดข้าวของทรัพย์สินหรือลูก/เมีย/ผัวที่ลูกหนี้ยังพอมีเหลือติดตัวมาขัดดอกออกผลหรือเป็นหลักประกันไว้ คล้ายดั่งกรณีของชูชกกับบิดามารดาของนางอมิตดานั่นเอง ซึ่งถือว่าเป็นตัวอย่างหนึ่งในการศึกษาประวัติศาสตร์เจ้าหนี้-ลูกหนี้ (A History of Creditor-Debtor) นอกเหนือไปจากกรณีของไชล๊อกใน “เวนิสวานิช” ของเชคสเปียร์แล้ว (26)

แต่ถ้าจะใช้วิธีดังกล่าว ก็ดูจะไม่เป็นผลสำหรับกรณีหนี้ต้นฉบับ ด้วยเหตุผลสามประการ ดังนี้คือ

ประการแรก บุรุษผู้สมมติตัวเป็นเจ้าหนี้มักจะพบว่า บรรดาลูกหนี้ต้นฉบับมักจะรวมตัวเกาะกลุ่มกันอยู่เสมอ มิได้ไปปะปนกับผู้คนทั่วไป หรือมิฉะนั้น ก็จะแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังภายในห้องส่วนตัว ดังนั้น ถ้าจะใช้วิธีการตามจิกตามตื๊อตามด่าลูกหนี้เหล่านี้ ก็จะพบว่า ไม่มีใครจะต้องอับอายแต่อย่างใด เนื่องจากทุกคนในที่นั้นต่างเป็นลูกหนี้กันหมด หรือไม่มีคนอื่นที่จะต้องอาย

ประการที่สอง หากบังเอิญ มีคราใดที่ลูกหนี้คนใดคนหนึ่งจับผลัดจับผลูอยู่ปะปนกับผู้คนอื่นๆที่มิใช่ผู้ที่มีหัวอกลูกหนี้เดียวกัน และบุรุษเจ้าหนี้นั้นก็บังเอิญให้เจอะเจอลูกหนี้ผู้นั้น การจิกด่าตื๊อตามต้นฉบับก็บังเกิดขึ้นอย่างเอิกเกริกต่อหน้าฝูงชน สถานการณ์มันก็กลับกลายเป็นว่า ลูกหนี้ผู้กลับมิได้อับอายแต่ประการใด หากจะภาคภูมิใจและเป็นเกียรติเสียด้วยซ้ำ เนื่องจากผู้คนทั่วไปจะรับรู้ว่า เขาเป็นคนหนึ่งที่ได้รับเกียรติในการเขียนบทความลงหนังสือวาระครบรอบ ๖๐ ปีของท่านอาจารย์นิธิ และการถูกทวงต้นฉบับนั้นก็มักจะเกิดขึ้นกับคนที่มีภูมิมีความรู้ และยิ่งยังเขียนไม่เสร็จหรือยังไม่ได้เขียน ก็ยิ่งแสดงความเฮี้ยนแลขลังของเจ้าตัวว่า คงจะยุ่งมากจนไม่มีเวลาหรืออะไรทำนองนั้น ที่มักจะพบเห็นได้ในบรรดาปรมาจารย์ซือแป๋ผู้เป็นนักคิดนักเขียนทั้งหลาย

ประการที่สาม ลูกหนี้แต่ละรายเมื่อถูกทวงหนี้ มักจะย้อนถามเจ้าหนี้ถึงบรรดาลูกหนี้คนอื่นๆ เมื่อได้รับคำตอบว่า คนอื่นๆยังไม่ได้ส่ง ก็ทำให้ลูกหนี้ผู้นั้นย่ามใจ และกลับวางกับดักโดยแนะนำให้เจ้าหนี้ไปทวงลูกหนี้คนอื่นๆให้ได้เสียก่อน แล้วตนจึงจะใช้หนี้ให้

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บุรุษเจ้าหนี้ย่อมไม่สามารถใช้วิธีการ “กระทำในสิ่งซึ่งกระทำกัน” ตามแบบการทวงหนี้สามัญธรรมดา เพราะหนี้ที่ว่านี้มิใช่เงิน ซึ่งเป็นเรื่องกระจอก แต่หนี้ต้นฉบับนั้นยิ่งใหญ่และมีคุณลักษณะพิเศษกว่าหลายเท่า การจิกด่าให้ได้อายกลับกลายเป็นการเพิ่มเกียรติยศให้กับลูกหนี้ไปเสียอีก

มาคิอาเวลลีคงจะสอนไว้ว่า หากเจ้า(หนี้)ปรารถนาจะคงรักษาโครงการหนังสือครบรอบ ๖๐ ปีอาจารย์นิธิไว้ ก็ “จำเป็นที่เขาจะต้องเรียนรู้ให้สามารถ ไม่เป็นคนดีได้ และใช้หรือไม่ใช้มัน สุดแล้วแต่ความจำเป็น” (27) แม้ว่าคำสอนดังกล่าวจะฟังดูแล้วให้เกิดอาการสยอง แต่มาคิอาเวลลีก็ย้อนให้ต้องกลับไปคิดว่า “ถ้ามนุษย์ทั้งปวงเป็นคนดี คำสอนนี้ก็คงจะไม่ดี” (28)

จะเห็นได้ว่าลูกหนี้ต้นฉบับโดยส่วนใหญ่เป็นคนลื่นไหลชอบ “ออกตัว แก้ต่าง เกทับ และวางกับดัก” กับเจ้าหนี้

ดังนั้น ในกรณีนี้ บุรุษเจ้าหนี้จึงจำต้องใช้วิธีการของ “จิ้งจอก” (29) เข้าแก้สถานการณ์ เพราะมาคิอาเวลลีสอนไว้ว่า “โดยความจำเป็นแล้ว เจ้า(หนี้)จะต้องรู้เป็นอย่างดีว่าจะใช้สัตว์ป่าอย่างไร ในส่วนของสัตว์ป่าเขาจึงควรจะเลือกสุนัขจิ้งจอกและสิงโต เพราะสิงโตไม่สามารถป้องกันตนเองจากกับดัก และสุนัขจิ้งจอกไม่สามารถป้องกันตนเองจากหมาป่าได้ ดังนั้นเราจึงต้องเป็นสุนัขจิ้งจอกเพื่อที่จะได้รู้จักกับดัก” (30) และแน่นอนว่า ผู้ที่สามารถหลีกเลี่ยงกับดักได้ ย่อมเป็นผู้ที่มีความรู้ในเรื่องกับดักเป็นอย่างดี และผู้ที่มีความรู้ในเรื่องกับดักเป็นอย่างดีย่อมสามารถทั้งหลีกเลี่ยงและวางกับดักได้ด้วย เช่นเดียวกันกับนายแพทย์ผู้รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องการใช้ยารักษา ก็ย่อมเป็นผู้รอบรู้เชี่ยวชาญในเรื่องการใช้ยาให้เป็นพิษด้วย (31)

บุรุษผู้เป็นเจ้าหนี้สมมติจึงจำเป็นต้องไม่พูดความจริง ไม่รักษาสัญญา ถ้าหากการพูดความจริงและการรักษาสัญญาของเขาจะนำไปสู่ความพินาศโดยเฉพาะในหมู่คนส่วนใหญ่ที่ไม่พูดความจริงและไม่รักษาสัญญา เพราะความยุติธรรมที่กำหนดให้คน “ต้องพูดความจริง และให้ในสิ่งที่คนๆหนึ่งควรจะได้” (32) นั้นย่อมไม่สามารถใช้ได้กับผู้คนที่ไม่เชื่อหรือไม่ได้ประโยชน์จากหลักการความยุติธรรมที่ว่านี้ (33) และบัดเดี๋ยวนั้นเองที่การใช้วิธีการของสุนัขจิ้งจอกจึงได้เริ่มบังเกิดขึ้น

และวิธีการสุนัขจิ้งจอกที่ว่านี้จะเป็นอย่างไรในรายละเอียด ไม่มีผู้ใดทราบได้ แต่ที่แน่ๆก็คือ บุรุษสมมติเจ้าหนี้ก็สามารถทำให้ลูกหนี้ที่ยังค้างชำระต้นฉบับที่เหลือเกือบทั้งหมดสามารถออกมายืนยันได้ว่า ต้นฉบับของพวกเขานั้นได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์แล้ว เหลือแต่เพียงเติม น หนู และ สระอิ เท่านั้น เพียงแต่จะยังไม่ยอมส่งจนกว่าลูกหนี้ที่เหลืออีกสองคน (34) จะยืนยันว่าเสร็จ พูดง่ายๆก็คือ เป็นการตั้งแง่และสร้างเงื่อนไขบีบบังคับลูกหนี้ที่เหลือสองคนให้กลายเป็นบุคคลผู้กระทำตนเป็นสิ่งกีดขวางกงล้อประวัติศาสตร์ที่พร้อมจะขับเคลื่อนไปข้างหน้า ณ บัดเดี๋ยวนี้ นอกจากจะสร้างเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ลูกหนี้ผู้ยังไม่สิ้นลายก็ยังทำตัวคล้ายกับจะเมตตาอาทรกับลูกหนี้ที่เหลือ นัยว่า ไม่ต้องการจะให้กงล้อประวัติศาสตร์เคลื่อนไปข้างหน้าโดยทิ้งลูกหนี้ที่เหลือไว้ข้างหลัง หรือไม่ก็จะต้องให้กงล้อประวัติศาสตร์บดขยี้ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี (35)

และเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ ๑๕ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๖ หนึ่งในลูกหนี้ที่ผู้ไร้เดียงสาอย่างอาจารย์เวียงรัฐพูดด้วยความสัตย์จริงต่อหน้าลูกหนี้อีกรายผู้กลายเป็นผู้ที่ไร้เดียงสาเสียยิ่งกว่าว่า ได้เขียน “บทความให้อาจารย์นิธิ” ไปกว่ากึ่งหนึ่งแล้ว ……………………

< โปรดติดตามตอนต่อไป>


เชิงอรรถ


(1) เรื่อง “นวนิยายที่มี พ.ศ.” ของผู้เขียนได้แรงบันดาลใจจากข้อความข้อความข้างต้นนี้ ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙) ใน ปรัชญาประวัติศาสตร์ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ สุชาติ สวัสดิ์ศรี บรรณาธิการ กองบรรณาธิการสังคมศาสตร์ปริทัศน์ จุฬาซอย ๒ ถนนพญาไท กรุงเทพฯ ๕ โทรศัพท์ ๕๒๗๖๕๒ ตีพิมพ์ครั้งแรก ๓,๐๐๐ เล่ม พ.ศ. ๒๕๑๘ ราคา ๑๕ บาท พิมพ์ที่โรงพิมพ์พิฆเนศ ๙๙–๙๗ แพร่งสรรพศาสตร์ ถนนตะนาว กรุงเทพมหานคร โทรศัพท์ ๒๒๒๘๕๐, ๒๒๘๓๖๙ นายสุจิตต์ วงศ์เทศ ผู้พิมพ์ผู้โฆษณา, หน้า ๑๓๐:

(2) การหารือเกิดขึ้นตามร้านอาหารหลายแห่ง

(3) เพิ่งอ้าง

(4) ตกลงในที่สุด บทความนี้ก็ล่าช้าจนไม่ได้ตีพิมพ์ในหนังสือเล่มดังกล่าว

(5) ร้านอาหารหลายแห่ง, อ้างแล้ว.

(6) นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙), อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๕–๑๑๖.

(7) อาจารย์สุวิมลได้บอกเล่ากับผู้เขียนทางวาจา เมื่อประมาณไม่เกินสิบห้าปีมานี้ ไม่เชื่อให้ไปสืบค้นประวัติศาสตร์บอกเล่าดังกล่าวนี้ได้กับตัวท่านเองที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาคารบรมราชกุมารี ชั้นสิบเอ็ด

(8) ไชยันต์ ไชยพร, โพสท์โมเดิร์น (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเพน: มกราคม ๒๕๕๐), หน้า

(9) ในปีพุทธศักราช อาจารย์นิธิยังทำปริญญาโท สาขาวิชาประวัติศาสตร์อยู่ที่คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทราบจากข้อเขียนของ ส. ศิวรักษ์ ดังว่า “ข้าพเจ้าออกจะนับถือนิธิ เอียวศรีวงศ์ มาแต่เมื่อได้อ่านบทความที่เขาเขียนให้ลงพิมพ์ใน สังคมศาสตร์ปริทัศน์ (ฉบับนิสิตนักศึกษา) ที่ออกวางจำหน่ายเป็นครั้งแรกแต่ พ.ศ. ๒๕๐๙ เพราะเมื่อคณะบรรณกรของนิตยสารดังกล่าวได้รับข้อเขียนชิ้นนี้แล้ว ได้พากันมาหาข้าพเจ้า ขอความเห็นว่าจะลงพิมพ์ได้หรือไม่ เพราะมีข้อความที่วิจารณ์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เขากำลังทำปริญญาโทอยู่ค่อนข้างจะเปิดเผยและตรงไม่ตรงมา ซึ่งยากที่จะรับกันได้ในเวลานั้น (และในเวลานี้)” ดู ส. ศิวรักษ์ “คนนอกคอก” ในหนังสือรวมบทความของอาจารย์นิธิในเรื่อง พุทธศาสนาในความเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย โดย อรศรี งามวิทยาพงศ์ เป็นบรรณาธิการ มูลนิธิโกมลคีมทอง กรุงเทพฯ ๒๕๔๓, หน้า ๑๒๙.

(10) เผด็จการ ส-ถ-ป หมายถึงเผด็จการสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส ดู นิธิ เอียวศรีวงศ์ “หน้าว่างในประวัติศาสตร์” ในหนังสือรวบรวมบทความของอาจารย์นิธิในเรื่อง ว่าด้วยการเมืองของประวัติศาสตร์และความทรงจำ สำนักพิมพ์มติชน กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่สอง ๒๕๔๕, หน้า ๕๔.

(11) นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙) อ้างแล้ว, หน้า ๑๒๗.

(12) เพิ่งอ้าง

(13) นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ศิวลึงค์กลางสวน” ใน มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับ ๙๘๗ ประจำวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๔๒. ถ้าท่านไม่สามารถค้นหาคำตอบต่อคำถามที่ว่าบุรุษผู้นี้ “เป็นใคร ชื่ออะไร พ่อแม่เป็นใคร เรียนหนังสือที่ไหน และกินเหล็กกินไหลมาหรือยังไง” จาก “ศิวลึงค์กลางสวน” ได้ ให้สอบถามได้จาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธเนศ วงศ์ยานนาวา คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เป็นบรรณาธิการหนังสือ จักรวาลวิทยา: บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์มติชน: พฤศจิกายน ๒๕๔๙).

(14) ดู ไชยันต์ ไชยพร, โพสท์โมเดิร์น (กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์โอเพน: มกราคม ๒๕๕๐), หน้า (ยังไม่ทราบ !)

(15) โปรดดูพยัญชนะตัวสุดท้ายของคำสุดท้ายในบทความ “จีนสยามในความสัมพันธ์ไทย-จีน” ของ วรศักดิ์ มหัทธโนบล, ใน จักรวาลวิทยา: บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์, เพิ่งอ้าง, หน้า ๓๑๗.

(16) โปรดดูสระตัวสุดท้ายในคำสุดท้ายในบทความ “สื่อกับสิทธิเสรีภาพภายใต้โลกาภิวัตน์” ใน จักรวาลวิทยา: บทความเพื่อเป็นเกียรติแก่ นิธิ เอียวศรีวงศ์, เพิ่งอ้าง, หน้า ๔๑๙.

(17) Francis Fukuyama, The End of History and The Last Man (Penguin Books: London: 1992).

(18) นิธิ เอียวศรีวงศ์ “ข้อคิดเกี่ยวกับวิชาประวัติศาสตร์” (๒๕๐๙), อ้างแล้ว, หน้า ๑๑๕–๑๑๖.

(19) ผู้ที่เคยผ่านการศึกษาในทางปรัชญาตะวันตกมาบ้างแม้แต่เพียงเล็กน้อย ก็คงจะมีความคิดรางๆพอที่จะให้คำตอบแก่ปัญหานี้ได้ว่า บุรุษที่ชอบ “ออกตัว แก้ต่าง เกทับและลื่นไหล” ย่อมมิใช่ใครอื่นนอกจากโสกราติสที่ชอบออกตัวว่า “ข้าพเจ้าไม่รู้อะไร นอกจากว่าข้าพเจ้ารู้ว่าข้าพเจ้าไม่รู้อะไร” และแก้ต่างว่า “คนอย่างเขาเพียงคนเดียวนั้น จะสามารถมอมเมาเยาวชนให้เสียคนได้อย่างไร” และเกทับว่า “ถ้าเยาวชนจะเสียคนได้ ก็ด้วยเพราะคนส่วนใหญ่ในสังคมเองต่างหาก” และวางกับดักว่า “ช่วยบอกข้าพเจ้าทีเถิดว่า สิ่งที่ท่านรู้ดีนั้นมันคืออะไรกันแน่ ?” ซึ่งรายละเอียดเกี่ยวกับการออกตัวและเกทับของเขานั้นสามารถดูได้จาก บทสนทนาของเพลโตเรื่อง “อโปโลเกีย” ส่วนความลื่นไหลปรากฏอยู่ในบทสนทนาส่วนใหญ่

(20) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli ผู้เขียน สมบัติ จันทรวงศ์ ผู้แปลและเขียนคำนำ สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กรุงเทพฯ ๒๕๓๘, บทที่ ๑๕ หน้า ๒๒๑. โปรดเทียบดู “However, how men live is so different from how they should live that a ruler who does not do what is generally done, but persists in doing what ought to be done, will undermine his power rather than maintain it.” Machiavelli, The Prince edited by Quentin Skinner and Russell Price, (Cambridge: Cambridge University Press: 1988), p. 54.

(21) เพิ่งอ้าง

(22) คำร้องในเพลง “Imagine” ที่เป็นอมตะของ John Lennon เรียกร้องให้ผู้ฟังพากันร่วมจินตนาการไปกับเขาในเรื่องของการยกเลิกความเชื่อในประเทศชาติ ศาสนา กรรมสิทธิ์ทรัพย์สินส่วนบุคคล และอื่นๆเพื่อจะได้นำไปสู่การมีชีวิตร่วมกันฉันพี่น้องร้องเพลงอย่างสันติสุขในโลกใบเดียวกันนี้

(23) Benedict O. Anderson, Imagined Communities: Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (London: Verso: 1983).

(24) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, เพิ่งอ้าง, หน้าเดียวกัน. โปรดเทียบดู “….it seemed more suitable to me to search after the effectual truth of the matter rather than its imagined one.” The Portable Machiavelli edited and translated by Peter Bondanella and Mark Musa, (New York: Penguin Books: 1979), The Prince: Chapter XV, p. 126.

(25) ประยุกต์จาก “และหลายคนได้เคยจินตนาการถึงมหาชนรัฐและรัฐโดยเจ้าผู้ปกครองที่ไม่เคยมีใครเห็นหรือรู้ว่ามีอยู่ในความจริง” ดู เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, เพิ่งอ้าง, หน้าเดียวกัน โปรดเทียบดู “For many have imagined republics and principalities that have never been seen or known to exist.” Machiavelli, The Prince edited by Quentin Skinner and Russell Price, opcit..

(26) สองตัวอย่างในประวัติศาสตร์เจ้าหนี้-ลูกหนี้ (A History of Creditor-Debtor) ที่เป็นที่รู้จักกันดี เรื่องที่มักรู้จักกันดีในโลกตะวันตกคือ “The Merchant of Venice” (แต่งในช่วงปี ค.ศ. 1594-1597) ของมหากวีชาวอังกฤษ “วิลเลียม เชคสเปียร์ (1564-1616)” เรื่องมีอยู่ว่า ในเมืองเวนิส อิตาลี มีบุรุษสองคนที่เป็นสหายรักกัน คือ อันโตนิโยและบัสสานิโย อันโตนิโยเป็นคนใจดีชอบช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ประสบเคราะห์กรรมจากการแสวงหากำไรจากความทุกข์ยากของเศรษฐีชาวยิวที่ชื่อ ไชล็อก มีครั้งหนึ่งที่บัสสานิโยต้องการใช้เงินก้อนหนึ่ง แต่บังเอิญอันโตนิโยก็ไม่มีเงินติดตัวมา จึงขอยืมเงินจากไชล็อก จำนวน 3 พัน เหรียญ กำหนดระยะเวลา 3 เดือน โดยมีเงื่อนไขให้ อันโตนิโย เป็น นายประกัน แต่โดยที่ อันโตนิโย ยึดถือเรื่อง การไม่กู้ หรือ ให้ใครยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยเกินกว่าที่ควร จึงถูกไชล็อก นำมาเป็นประเด็นเพื่อวางแผนชำระแค้นที่เคยถูก อันโตนิโย ด่าว่าเรื่องการปล่อยเงินกู้ เป็นมิจฉาทิฐิพาล เป็นหมา ไชล็อก เสนอว่าจะไม่คิดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้ แต่ให้ทำสัญญากันที่อำเภอ มีพยานรู้เห็น ว่า หากไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ตามเงื่อนไข จะขอเชือดเนื้อหนัก 1 ปอนด์ จากส่วนไหนของร่างกายก็ได้ของ อันโตนิโย เป็นการชำระหนี้ จาก http://www.rta.mi.th/chukiat/story/antoniyo.htm ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งของเจ้าหนี้-ลูกหนี้ที่เป็นที่รู้จักกันในหมู่คนไทยคือเรื่อง “พระเวสสันดร” ซึ่งแสดงไว้ในหมวดขุททกนิกาย พระสุตตันตปิฎก ในพระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๘ เรื่องมีอยู่ว่า ชูชกพราหมณ์เฒ่าขอทานจอมงก เอาเงินไปฝากกับสหายสองผัวเมีย เพราะกลัวเงินหาย แล้วก็เที่ยวตระเวนขอทานไป เวลาผ่านไปนาน สองผัวเมียก็แอบเอาเงินที่ชูชกฝากไว้มาใช้ทีละนิดจนหมด วันหนึ่งชูชกกลับมาทวงถาม สองผัวเมียนั้นจึงกลายเป็นลูกหนี้ชูชกโดยปริยาย จวนตัวเข้าจึงยอมยกลูกสาวแสนสวยและดีชื่อ นางอมิตดา ให้ชูชกไปใช้สอยขัดดอกหนี้สิน จาก http://www.geocities.com/pravatesundorn และ http://www.larnbuddhism.com/buddha/pravesh4.html

(27) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, อ้างแล้ว, บทที่สิบห้า, หน้าเดียวกัน โปรดเทียบดู “Hence it is necessary for….who wishes to maintain his position to learn how not to be good, and to use this knowledge or not to use it according to necessity.” The Portable Machiavelli, opcit.. p. 127.

(28) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, อ้างแล้ว, บทที่สิบแปด โปรดเทียบดู “And if men were all good, this rule would not be good.” The Portable Machiavelli, opcit.. p. 134.

(29) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, บทที่สิบแปด, อ้างแล้ว.

(30) เจ้าผู้ปกครอง Niccolo Machiavelli, บทที่สิบแปด, อ้างแล้ว, โปรดเทียบดู “Since, then, a prince must know how to make good use of the nature of the beast, he should choose from among the beasts the fox and the lion; for the lion cannot defend itself from traps and the fox cannot protect itself from wolves.” The Portable Machiavelli, opcit.. p. 134.

(31) ดูการตีความ “Plato’s Pharmacy” ในบทสนทนาเรื่อง “เฟดรัส” (Phaedrus) ของเพลโต โดยแดริดา ใน Jacques Derrida, Dissemination translated , with an introduction and additional notes, by Barbara Johnson, (London: the Athlone Press: 1981), pp. 65-133.

(32) Plato, Republic, Book I.

(33) ไชยันต์ ไชยพร, “ความยุติธรรม ตอนที่หนึ่ง” รัฐศาสตร์สาร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, ปีที่ ๒๐ ฉบับที่ ๒ ๒๕๔๑: หน้า ๕๗-๙๖.

(34) ลูกหนี้ผู้น่าสงสารและไร้เดียงสาสองคนที่เหลือก็คือ ตัวผู้เขียนกับอาจารย์เวียงรัฐ เนติโพธิ์ !

(35) ในที่สุด กงล้อประวัติศาสตร์ก็ได้บดขยี้-ลูกหนี้ทั้งสอง—ทิ้งไปอย่างไม่ใยดี ดังประจักษ์จากการที่ไม่มีชื่อของลูกหนี้ทั้งสองในรายชื่อของผู้ร่วมเสนอบทความในหนังสือ จักรวาลวิทยา



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter