Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


คาร์บอนสมดุล: สู่วิถีชีวิตใหม่แห่งศตวรรษที่ 21

หลังจากที่ปรากฏการณ์โลกร้อน (global warming) ได้กลายเป็นศัพท์คุ้นหูสาธารณชนทั่วโลกตั้งแต่ประมาณปี 2520 เป็นต้นมา ปัจจุบันโลกร้อนก็เริ่มเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็นหนึ่งในปัญหาเร่งด่วนที่สุดของโลกยุคโลกาภิวัตน์ที่กำลังส่งผลกระทบต่อชีวิตคนทั้งโลก

สาเหตุหลักของโลกร้อนคือการสะสมของก๊าซเรือนกระจก (greenhouse gas) โดยเฉพาะคาร์บอนไดออกไซด์ (ร้อยละ 72 ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด) และมีเทน (ร้อยละ 18) ในชั้นบรรยากาศโลก ซึ่งกักแสงอาทิตย์ไว้ ทำให้อุณหภูมิพื้นผิวโลกสูงขึ้น การสะสมของก๊าซเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผลพวงจากกิจกรรมของมนุษย์ เช่น โรงไฟฟ้าพลังถ่านหิน รถยนต์ และการตัดไม้ทำลายป่า (เพราะเมื่อไม่มีต้นไม้ช่วยกักคาร์บอนเอาไว้จากกระบวนการสังเคราะห์แสง คาร์บอนก็ทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในชั้นบรรยากาศกลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์) โลกร้อนส่งผลให้ภาวะอากาศแปรปรวนมากขึ้น เกิดพายุหมุนและน้ำท่วมถี่ขึ้นและรุนแรงกว่าเดิม โรคระบาดแพร่กระจายรวดเร็วขึ้น ผลผลิตจากหยาดเหงื่อแรงงานของเกษตรกรลดลงจากปัญหาฝนแล้งและอากาศร้อน คนตายมากขึ้นจากคลื่นความร้อน (heat wave) ฯลฯ

ก่อนที่ปัญหานี้จะกลายเป็นหัวข้อสนทนาของคนทั่วไป ก็ได้ผ่านการปะทะทางความคิดในหมู่นักวิทยาศาสตร์และนักสิ่งแวดล้อมมากมายในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การถกเถียงกันว่าโลกร้อนเป็นปัญหาจริงๆ หรือไม่ เกิดจากน้ำมือมนุษย์หรือไม่ ไปจนถึงคำถามล่าสุดในวิวาทะปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นคำถามที่สำคัญที่สุด นั่นคือ มนุษย์ช่วยบรรเทาปัญหาโลกร้อนได้หรือไม่?

คำตอบของคำถามทั้งหมดนี้คือ “ใช่” อย่างสิ้นสงสัย ปัจจุบันรัฐบาลต่างๆ กำลังหาวิธีบรรเทาปัญหานี้ รวมทั้งการส่งเสริมแหล่งพลังงานทดแทนที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง เช่น พลังลมและแสงอาทิตย์ และการแลกเปลี่ยน “สิทธิ” ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ภายใต้สนธิสัญญาเกียวโต (Kyoto Protocol)

แล้วปัจเจกชนคนธรรมดาอย่างเราล่ะ ทำอะไรได้บ้าง?

แนวคิด “คาร์บอนสมดุล” (Carbon Neutral) ซึ่งกำลังก่อตัวเป็นขบวนการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้าในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศ เป็นคำตอบใหม่ที่ตอบปัญหาอย่างตรงจุดและเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุดเท่าที่เคยมีการรณรงค์เพื่อสิ่งแวดล้อมกันมา

“คาร์บอนสมดุล” หมายถึง ภาวะที่ผลลัพธ์ของการกระทำโดยรวมไม่ก่อให้เกิดคาร์บอนสุทธิ (net carbon) ขึ้นในชั้นบรรยากาศ เช่น ถ้าเราปลูกต้นไม้ใหม่หนึ่งต้นทุกครั้งที่เราตัดต้นไม้ไปใช้เป็นเชื้อเพลิง ก็นับเป็นคาร์บอนสมดุลเพราะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ดูดซึมตอนมีชีวิตอยู่ด้วยการสังเคราะห์แสง มีปริมาณใกล้เคียงกันกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่มันปล่อยออกมาเมื่อถูกคนเผาไหม้ตอนตายไปแล้ว

ในทำนองเดียวกัน คนเราก็สามารถใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุลได้ด้วยการคำนวณว่า ในแต่ละปีเราปล่อยคาร์บอนสู่ชั้นบรรยากาศเท่าไหร่ จากการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น ขับรถ ใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า ทำกับข้าว ฯลฯ นักวิทยาศาสตร์เรียกปริมาณคาร์บอนที่เราปล่อยทั้งทางตรงและทางอ้อมว่า “ร่องรอยคาร์บอน” (carbon footprint) ซึ่งแต่ละคนย่อมมีไม่เท่ากัน หลังจากนั้น เราต้องลดการกระทำเหล่านั้นลงเท่าที่ทำได้ และสุดท้ายก็พยายาม “ชดเชย” คาร์บอนส่วนที่เหลือด้วยการทำกิจกรรมที่ดูดซึมคาร์บอนหรือบริจาคเงินให้คนอื่นไปทำแทน เช่น ด้วยการปลูกต้นไม้ หรือใช้ “เทคโนโลยีสีเขียว” ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังลมและแสงอาทิตย์

เนื่องจากเราไม่มีทางใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุลได้ ถ้าเราไม่รู้ว่าเรามีส่วนในการปล่อยคาร์บอนปีละเท่าไหร่ ปัจจุบันจึงมีนักสิ่งแวดล้อมและองค์กรมากมายที่หาวิธีคำนวณปริมาณคาร์บอนที่คนปล่อยในแต่ละกิจกรรม อย่างละเอียดขึ้นเรื่อยๆ เช่นรายการต่อไปนี้:

คนธรรมดา (ทั่วโลก): ปล่อยคาร์บอน 4 ตันต่อปีโดยเฉลี่ย

คนอเมริกันเฉลี่ย: 22 ตันต่อปี

คนจีน: 2.25 ตันต่อปี

ขับรถ SUV: 5 ตันต่อปี (บนสมมุติฐานว่าขับรถปีละ 16,000 กิโลเมตร ใช้น้ำมัน 7.6 กิโลเมตรต่อลิตร)

ปัจจุบันมีเว็บไซด์มากมายที่ช่วยคำนวณร่องรอยคาร์บอนของเราแต่ละคน เช่น เว็บ Carbon Footprint (http://www.carbonfootprint.com/calculator.html) มีเครื่องคิดเลขให้ใส่รายละเอียดของเชื้อเพลิงและการเดินทางชนิดต่างๆ ในแต่ละปี แล้วคำนวณให้ดูว่ากิจกรรมเหล่านั้นคิดเป็นร่องรอยคาร์บอนเท่าไหร่

จริงๆ แล้ว หลักการของแนวคิดเรื่องคาร์บอนสมดุล อาจดูไม่ต่างกันเท่าไหร่กับการรณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันประหยัดพลังงาน โดยเฉพาะในภาวะน้ำมันแพง เช่น ปิดไฟเมื่อไม่ได้ใช้ ใช้น้ำอย่างประหยัด และขับรถให้น้อยลง แน่นอน เราทุกคนเคยได้ยินแคมเปญเหล่านี้มาก่อน

แต่แนวคิดคาร์บอนสมดุลเป็นพัฒนาการที่ล้ำหน้าแนวคิดเรื่องการประหยัดพลังงานไปอีกก้าวหนึ่ง เพราะชี้ให้เห็นก่อนว่า เราแต่ละคนมีส่วนร่วมในการสร้างปัญหาโลกร้อนเท่าไหร่ จะได้หาคำตอบได้ตรงจุดว่า เราควรประหยัดพลังงาน “เท่าไหร่” จึงจะชดเชยร่องรอยคาร์บอนของเราได้หมด

เพราะถ้าสมมุติว่าเราใช้ชีวิตแบบสิ้นเปลืองพลังงานมาก ซึ่งแปลว่าร่องรอยคาร์บอนของเราก็สูงมากตามไปด้วย เช่น ขับรถไปทุกหนทุกแห่งทั้งๆ ที่ถ้าเดิน 10-15 นาทีก็ถึงที่หมาย เปิดแอร์เย็นฉ่ำวันละ 20 ชั่วโมง คาร์บอนที่เราช่วยชดเชยด้วยการปิดไฟนอนเร็วกว่าเดิมวันละครึ่งชั่วโมง ก็อาจมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับคาร์บอนทั้งหมดที่เราปล่อยในแต่ละปี จนกลายเป็นว่าเราแทบไม่ได้ช่วยอะไรเลย

แต่ถ้าเรารู้ข้อมูลว่า การขับรถน้อยลง 1 สัปดาห์ต่อปี อาจช่วยลดร่องรอยคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 5 เราอาจหันมาเดิน หรือใช้จักรยานกันมากขึ้น

แนวคิดคาร์บอนสมดุล จึงช่วยให้เราสามารถคำนวณ “ต้นทุน” ต่อโลกของวิถีชีวิตเราได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น และมีสำนึกมากขึ้น

เพราะกิจกรรมทุกอย่างที่ตั้งอยู่บนตัวเลข “สุทธิ” คือรายได้หักต้นทุน ย่อมดีกว่าการกระทำที่มองแต่ตัวเลขรายได้เพียงอย่างเดียว โดยไม่คำนึงถึงต้นทุนที่ใช้ไป

……

เนื่องจากร่องรอยคาร์บอนของประชาชนในประเทศพัฒนาแล้วย่อมสูงกว่าในประเทศกำลังพัฒนาหลายเท่า เพราะวิถีชีวิตสมัยใหม่อันแสนสะดวกสบายคือวิถีชีวิตที่สิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล จึงไม่น่าแปลกใจที่การรณรงค์ให้คนใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุล กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศพัฒนาแล้วส่วนใหญ่ ตั้งแต่อเมริกาและยุโรป ไปจนถึงญี่ปุ่น และเป็นที่สนับสนุนของรัฐบาลประเทศเหล่านั้น

คนดังหลายคนในประเทศโลกตะวันตกอย่าง อัล กอร์ (Al Gore) อดีตรองประธานาธิบดีอเมริกัน ผู้โด่งดังไปทั่วโลกจากหนังสารคดีเรื่อง The Inconvenient Truth รูเพิร์ต เมอร์ด็อค (Rupert Murdoch) เจ้าพ่อวงการสื่อ และวงดนตรีร็อค The Rolling Stones กำลังช่วยรณรงค์ให้คนหันมาใช้ชีวิตแบบคาร์บอนสมดุล

วงดนตรีดังอีกหลายวง เช่น Coldplay, Pink Floyd และ Atomic Kitten ได้ออกอัลบั้มที่เป็นคาร์บอนสมดุล ด้วยการปลูกต้นไม้หลายต้นเพื่อชดเชยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตซีดีอัลบั้มของพวกเขา

การประชุมผู้นำกลุ่มประเทศมหาอำนาจ หรือที่เรียกว่า G8 ประจำปี พ.ศ. 2548 ที่ประเทศสก็อตแลนด์ ซึ่งได้หารือกันเรื่องปัญหาโลกร้อนด้วย ได้ถูกออกแบบให้เป็นการประชุมที่คาร์บอนสมดุลตั้งแต่แรก โดยผู้จัดได้คำนวณว่าร่องรอยคาร์บอนที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน (ที่ยังเหลืออยู่หลังจากที่ใช้วิธีต่างๆ ที่ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนให้น้อยที่สุดไปแล้ว) มีปริมาณเท่ากับคาร์บอนที่ปล่อยจากการใช้ไฟฟ้าและก๊าซในบ้านคนเฉลี่ยจำนวน 800 ครัวเรือนต่อปี

ผู้จัดงาน G8 จึงตัดสินใจชดเชยร่องรอยคาร์บอนของงาน ด้วยการให้เงินสนับสนุนการติดตั้งเครื่องทำน้ำร้อนพลังแสงอาทิตย์ ฝ้ากันความร้อน และหลอดไฟฟ้าประหยัดพลังงานในหมู่บ้านยากจนหลายร้อยหลังคาเรือนในประเทศแอฟริกาใต้ ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ “กลไกพัฒนาสะอาด” (Clean Development Mechanism Project – http://cdm.unfccc.int/) ของสหประชาชาติ

สัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าคาร์บอนสมดุลอาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตยุคศตวรรษที่ 21 คือการเลือกคำว่า Carbon Neutral เป็น “ศัพท์ Oxford ประจำปี” ของ The New Oxford American Dictionary โดย อีริค แม็คคีน (Eric McKean) บรรณาธิการพจนานุกรมยอดนิยมเล่มนี้อธิบายเหตุผลที่เลือกศัพท์คำนี้ไว้ว่า:

“การที่คำว่า “คาร์บอนสมดุล” กำลังกลายเป็นศัพท์ที่ติดปากคนอเมริกัน แสดงให้เห็นความสำคัญของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมในอเมริกา ผลสำรวจร่วมของ CBS News และ New York Times ในเดือนพฤษภาคม 2549 ระบุว่า ผู้ตอบกว่าร้อยละ 66 เห็นด้วยว่าปรากฏการณ์โลกร้อนเป็นปัญหาที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรง ปี 2549 ยังเป็นปีที่เราเห็นการเปิดตัวของนิตยสารเล่มใหม่ชื่อ Plenty (แปลว่า “ความมั่งคั่ง” ซึ่งแน่นอนว่าเป็นนิตยสารที่คาร์บอนสมดุลด้วย) เกี่ยวกับการใช้ชีวิตแบบเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (eco-living) พระเอกหนุ่ม ลีโอนาร์โด ดีคาปริโอ (Leonardo DiCaprio) กำลังจะออกเรียลลิตี้โชว์เรื่องใหม่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งใช้ “หมู่บ้านสีเขียว” (eco-village) เป็นสถานที่ถ่ายทำ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในมลรัฐเมน (Maine) ไปจนถึงวิสคอนซิน (Wisconsin) ได้ปฏิญาณว่าจะเป็นคาร์บอนสมดุลภายใน 5 ปี คาร์บอนสมดุลตอนนี้เป็นมากกว่ากระแส หากเป็นขบวนการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในอเมริกา”

......

คนที่มองโลกในแง่ร้ายบางคนอาจมองว่า คาร์บอนสมดุลเป็นเพียงเล่ห์กลแบบใหม่ที่จะ “หลอก” คนจนให้ยอมอดออม ใช้แต่เทคโนโลยีสีเขียวที่คนรวยสร้างให้ คนรวยจะได้ใช้ชีวิตแบบสิ้นเปลืองพลังงานต่อไป หรือที่แย่กว่านั้นคือ คนรวยอาจใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยยิ่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะคิดเข้าข้างตัวเองว่า เดี๋ยวพอฉันไปบริจาคเงินให้เอ็นจีโอด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ก็เป็นคาร์บอนสมดุลได้เหมือนเดิม (นักเศรษฐศาสตร์เรียกปัญหานี้ว่า moral hazard)

ซึ่งนั่นเป็นความคิดที่ผิด เพราะแนวคิดคาร์บอนสมดุลจะได้ผลจริงก็ต่อเมื่อเราพยายามลดร่องรอยคาร์บอนของเราให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ก่อน เช่น ด้วยการประหยัดพลังงานหรือใช้พลังงานทดแทน แล้วค่อยหาทางชดเชยร่องรอยคาร์บอนที่เหลือด้วยวิธีอื่น

และเมื่อพูดถึงผู้ยากไร้ในโลก การสร้างเทคโนโลยีสีเขียวให้เขาใช้เพื่อชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ยังไงๆ ก็ย่อมดีกว่าภาวะปัจจุบันที่เขาไม่มีอะไรเลย

แม้ว่าจะมีความเสี่ยงจากปัญหา moral hazard แนวคิดเรื่องคาร์บอนสมดุลก็นับเป็นก้าวสำคัญของขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพราะอย่างน้อยที่สุด แนวคิดนี้ก็สอนให้เรารู้จักนึกถึงคนอื่นที่เราไม่รู้จักบ้าง แทนที่จะคิดถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองและคนใกล้ชิดอย่างเดียว

ซึ่งเป็นเรื่องน่ายินดี เพราะจิตสำนึกทางสังคมนั้น หาได้ยากยิ่งในโลกยุคปัจเจกนิยมเต็มขั้น

เมื่อไหร่ที่คาร์บอนสมดุลกลายเป็นวัฒนธรรมสากล เมื่อนั้นโลกเราคงน่าอยู่ขึ้นอีกหลายเท่า.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 7 ธันวาคม 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter