วิกฤตการณ์ค่าเงินดอลลาร์ ?
- ณ พัฒน์ -
ช่วงนี้หลายๆ คนกำลังให้ความสนใจต่ออัตราแลกเปลี่ยนกันมาก เพราะค่าเงินบาทของเรากำลังแข็งเอาๆ แบบไม่เกรงใจใคร คงยังจำกันได้ว่า เมื่อปลายปีที่แล้วเรายังเห็นค่าเงินบาทอยู่ที่ประมาณสี่สิบบาทกว่าๆ ต่อดอลลาร์สหรัฐ ตอนต้นปี ค่าเงินก็ยังอยู่แถวๆ สามสิบแปดบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เผลอแว้บเดียวเราได้เห็นค่าเงินบาทวิ่งขึ้นไปเหลือไม่ถึงสามสิบเจ็ดบาทแล้ว
คนที่มีรายได้เป็นเงินสกุลดอลลาร์ (เช่น ผู้ส่งออก หรือคนที่ทำงานต่างประเทศ) เห็นแล้วคงปาดเหงื่อ เพราะรายได้ (และมูลค่าทรัพย์สิน) หายไปกว่าร้อยละสิบในระยะเวลาแค่ปีเดียว ส่วนคนที่ชอบใช้ของนอก หรือมีหนี้สินสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ คงกำลังยิ้มหวาน เพราะได้ประโยชน์จากค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
แต่ไม่ใช่ว่าค่าเงินดอลลาร์จะอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินบาทเท่านั้นนะครับ เมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่นๆ อย่างยูโร หรือปอนด์อังกฤษ ค่าเงินดอลลาร์ก็อ่อนไปไม่น้อยทีเดียว อย่างเมื่อหลายวันก่อน (24 พ.ย.2546) ค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลงไปถึงร้อยละ 1.2 ภายในวันเดียว เมื่อเทียบกับเงินยูโร
แต่ค่าเงินไทยก็ยังแข็งค่าขึ้นเร็วกว่าเงินสกุลหลัก เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว
เงินเยนญี่ปุ่นที่ช่วงหลังๆ นี่อ่อนตามเงินดอลลาร์ไปด้วย ก็ยังอุตส่าห์แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ในช่วงไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา
เกิดอะไรขึ้นหรือครับ ทำไมค่าเงินดอลลาร์ถึงได้อ่อนเอาๆ แบบนี้ ? แล้วดอลลาร์จะอ่อนค่าต่อไปอีกหรือไม่ และถ้าค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวไปมากๆ จะเกิดวิกฤตการณ์ค่าเงินแบบที่เกิดกับบ้านเราหรือไม่ แล้วจะส่งผลต่อระบบเศรษฐกิจขนาดไหน ? ลองมาดูกันครับว่า นักวิเคราะห์เขาว่ากันยังไงครับ
จริงๆ แล้วภาวะค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวไม่ใช่เรื่องใหม่ นักเศรษฐศาสตร์หลายๆ คนคาดกันไว้สักพักแล้วว่า เงินดอลลาร์มีค่า “สูงเกินไป” และน่าจะอ่อนค่าลงไปอีก
ทำไมเหรอครับ ? สัญญาณบอกเหตุก็คือ ตัวเลขการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดกว่าร้อยละ 6 ของ GDP สหรัฐ แม้จะฟังดูจิ๊บจ๊อย แต่ถ้าเทียบเป็นตัวเงินแล้ว เป็นมูลค่ามหาศาลทีเดียว แสดงให้เห็นว่าทุกๆ ปีจะต้องมีคนเอาเงินเกือบแปดแสนล้านดอลลาร์สหรัฐเข้ามาพยุงค่าเงินดอลลาร์เอาไว้
อย่างที่รู้ๆ กันดีครับ ที่ผ่านมาประเทศที่เกินดุลการค้า อย่างเช่น หลายๆ ประเทศในเอเชียและประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน นำเงินสำรองจำนวนไม่น้อยกลับเข้าไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ และหลักทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐอื่นๆ ทั้งๆ ที่มีผลตอบแทนต่ำเหลือเกิน
สหรัฐอเมริกาจึงเป็นประเทศหนึ่งในบรรดาประเทศที่แบกหนี้ต่างประเทศมากที่สุด แต่ไม่มีประเทศไหนในโลกที่สามารถสะสมหนี้ไปได้เรื่อยๆ แบบไม่มีที่สิ้นสุดหรอกครับ
วิธีการชะลอการสะสมหนี้ต่างประเทศก็คือการลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และวิธีจะลดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดได้เร็วที่สุดคือการปรับตัวทางด้านราคา (เช่น การอ่อนค่าลงของเงินนั่นเอง)
แล้วยิ่งช่วงนี้สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐไม่ค่อยจะดี ตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่เคยเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาเป็นระยะเวลานาน เริ่มส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ากำลังชะลอตัว ทำให้หลายๆ คนเริ่มจะคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะชะลอตัวลง (แต่แปลกที่ตลาดหุ้นสหรัฐขึ้นเอาๆ) ความเชื่อมั่นในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐก็เริ่มลดลง แล้วยิ่งมีข่าวว่าธนาคารกลางบางแห่ง (เช่น เวเนซุเอลา) เริ่มขยับเงินทุนสำรองออกจากดอลลาร์สหรัฐไปถือสินทรัพย์สกุลเงินอื่นแทน ทำให้เกิดความกดดันต่อค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมากขึ้น
นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยสหรัฐอยู่ในระดับต่ำเป็นระยะเวลานาน (เมื่อเทียบกับประเทศกำลังพัฒนา) ทำให้มีสภาพคล่องในระบบล้นเหลือ เกิดขบวนการค้นหาขุมทรัพย์สุดขอบฟ้า เงินทุนจำนวนมากไหลออกจากประเทศเพื่อไปลงทุนในทรัพย์สินในต่างประเทศ ไล่ซื้อสินทรัพย์แทบจะทุกประเภท มีส่วนทำให้ค่าเงินสหรัฐอ่อนตัวในระยะเวลาสองสามปีที่ผ่านมา
คำถามต่อมาคือ แล้วอย่างนี้ถ้ามีการคาดกันว่าค่าเงินสหรัฐจะอ่อนตัวลงไปอีก มันจะไม่ทำให้เกิดปัญหาวิกฤตการณ์ค่าเงินที่ส่งผลรอบสองต่อระบบเศรษฐกิจแบบที่เกิดในเมืองไทย เกาหลี หรืออาร์เจนตินาหรือ ?
คงยังจำกันได้ว่า ตอนที่บ้านเราเกิดวิกฤต มีความไม่มั่นใจเกิดขึ้น ว่าธนาคารกลางจะมีเงินตราต่างประเทศพอที่จะจ่ายคืนแก่นักลงทุน ถ้าเขาต้องการเอาเงินออกจากประเทศ และถ้าค่าเงินอ่อนตัวลง ลูกหนี้ทั้งหลายคงไม่มีปัญญาจ่ายคืนแน่ๆ เพราะมูลค่าหนี้จะสูงขึ้น ทำให้เจ้าหนี้รีบเรียกหนี้คืน นักลงทุนอื่นๆ รีบชิงเอาเงินออกจากประเทศ ทำให้เกิดวิกฤตขึ้นในที่สุด มูลค่าหนี้ที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธนาคารและบริษัททั้งหลายเจ็บตัวไปตามๆ กัน จนไม่มีสภาพคล่องพอที่จะดำเนินธุรกิจ ยิ่งทำให้เศรษฐกิจยิ่งชะลอตัวกันไปใหญ่
หลายๆ คนบอกว่า ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนั้นขึ้น
แม้ว่าอาจจะมีโอกาสที่นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นในเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และพากันทิ้งดอลลาร์ไปหาเงินสกุลอื่น แต่ความโชคดีอันหนึ่งของสหรัฐคือ ความสามารถที่จะกู้ยืมเงินในสกุลเงินของตัวเอง (และในต้นทุนที่ต่ำ) ทำให้หนี้ต่างประเทศของสหรัฐเกือบจะทั้งหมดอยู่ในเงินสกุลของตัวเอง ในขณะที่ทรัพย์สินต่างประเทศที่คนสหรัฐถืออยู่ ส่วนใหญ่อยู่ในสกุลเงินต่างประเทศ นอกจากนี้ทรัพย์สินเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ในรูปตราสารทุนซึ่งได้รับผลตอบแทนสูงกว่าต้นทุนหนี้ต่างประเทศที่กู้มา
เพราะฉะนั้นถ้าค่าเงินดอลลาร์อ่อนตัวลง จะเป็นผลดีต่อฐานะการลงทุนของสหรัฐเสียด้วยซ้ำ เพราะทรัพย์สินต่างประเทศจะมีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อเทียบกลับไปเป็นดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่ยอดหนี้ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามไปด้วย
นอกจากนี้การอ่อนค่าลงของเงินจะมีผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะจะทำให้การส่งออกสุทธิสูงขึ้น (ถ้าสหรัฐสามารถย้ายทรัพยากรการผลิตไปสู่ภาคการส่งออกได้นะครับ) และน่าจะช่วยลดผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจที่หลายๆ คนกำลังคาดกันไว้
สรุปแล้วมีการคาดการณ์กันว่า เงินดอลลาร์น่าจะอ่อนค่าลงไปอีก เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐน่าจะกำลังจะชะลอตัว (แต่อย่าลืมนะครับว่า ไม่มีใครรู้อนาคตที่แน่นอน)
นอกจากนี้การอ่อนตัวลงของเงินดอลลาร์ไม่น่าจะส่งผลร้ายแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐ เพราะสหรัฐน่าจะได้ประโยชน์จาก balance sheet effects ที่เกิดจากการอ่อนตัวของค่าเงิน
โลกทุกวันนี้เชื่อมโยงกันอย่างน่าทึ่ง สิ่งที่น่าระวังคือการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ที่หลายๆ คนคาดไว้ อาจจะส่งผลทำให้เกิดการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และอาจจะกระทบต่อสภาพดีเกินจริงที่หลายๆ ประเทศกำลังได้รับประโยชน์อยู่ทุกวันนี้
น่าจับตาดูครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ ‘มองซ้ายมองขวา’ หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 4 ธันวาคม 2549



