Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


อิสราเอล ผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า

“ยาโคป” ผู้เป็นลูกชายคนที่สองของ “อิสอัค” และนาง “เรเบคาห์” เป็นน้องชายของ “เอซาว” รายที่ว่าเอาไว้ในบทที่แล้วนั่นแหละ ที่อาจจะถือได้ว่าเป็นต้นตระกูลและเป็นบรรพบุรุษที่แท้จริงของชาวอิสราเอล หรือเป็นผู้ที่ทำให้คำว่า “อิสราเอล” ปรากฏขึ้นมาจนกลายเป็นชื่อของชนชาติและกลายเป็นชื่อของประเทศอิสราเอลในทุกวันนี้

บุคลิกภาพของยาโคปที่ได้มีการบรรยายเอาไว้ในพระคัมภีร์ไบเบิลอย่างละเอียดพอสมควรนั้น คงต้องสรุปว่าเป็นบุคลิกของผู้ที่มีไหวพริบ สติปัญญาที่ค่อนข้างจะเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็กๆ แม้ว่าในบางครั้งบางคราความชาญฉลาดที่ว่าอาจจะออกไปทาง “ฉลาดแกมโกง” อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน แต่ด้วยลักษณะอาการที่ว่า “ยาโคป” ก็สามารถเอาตัวรอดจากเหตุการณ์ต่างๆ มาได้อย่างแนบเนียน ลื่นไหล จนกลายเป็นหัวหน้าครอบครัวที่ใหญ่โต มั่งคั่งอันได้กลายเป็นต้นรากของตระกูลต่างๆของชาวอิสราเอลในเวลาต่อมา

ไหวพริบปฏิภาณที่ถูกแสดงให้เห็นตั้งแต่ยังเป็นเด็กๆ ก็คือการที่เขาได้หลอกล่อพี่ชายให้เอ่ยคำสาบานว่าจะยก “สิทธิความเป็นบุตรคนหัวปี”ให้กับตัวเองเพียงเพื่อแลกกับการได้รับประทาน” ขนมปังและถั่วแดงต้ม “ในระหว่างที่ “เอซาว” กำลังหิวกระหายเป็นต้น หรือในตอนที่อิสอัคผู้เป็นบิดาเริ่มชราภาพจนตามัวมองไม่เห็นอะไรชัดเจน ยาโคปก็ร่วมคบคิดกับนางเรเบคาห์ผู้เป็นแม่ ซึ่งไม่ค่อยชอบใจสะใภ้ของลูกชายคนโตอยู่เป็นทุนเดิม ปลอมตัวเป็นพี่ชายเข้าไปรับคำอวยพรจากบิดา อันเป็นเสมือนหนึ่งการทำสัญญาพินัยกรรมกองมรดกตัดหน้าพี่ชายกันดื้อๆ จนเมื่อผู้เป็นบิดามารับทราบความจริงในภายหลังถึงกับต้องอุทานต่อหน้าลูกชายคนโตว่า… “น้องของเจ้าเข้ามาหลอกพ่อ เอาพรของเจ้าไปเสียแล้ว…”

และแม้กระทั่งหลังจากที่ยาโคปต้องหลบหนีพี่ชาย เพราะกลัวถูกเล่นงานในกรณีดังกล่าว ด้วยการหนีไปอยู่กับลุงหรือพี่ชายของแม่ที่ชื่อว่า “ลาบัน” ยาโคปก็ได้แสดงให้เห็นถึงความแคล่วคล่องในการใช้อุบาย ไหวพริบ ปฏิภาณในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ ทำให้ตัวเองสามารถได้ลูกสาวของลุงมาเป็นภรรยาตัวเองถึง ๒ คน และโดยความเป็นคนช่างสังเกต สามารถเรียนรู้จับกฎเกณฑ์ความเป็นไปในธรรมชาติได้อย่างละเอียดลึกซึ้ง ยังทำให้ยาโคปสามารถยักย้ายถ่ายเทสมบัติของลุง อันได้แก่ฝูงสัตว์เลี้ยงทั้งหลายที่ตัวเองรับจ้างลุงเป็นผู้เฝ้าดูแล ให้กลายมาเป็นของตัวเองด้วยกรรมวิธีที่แยบยลเอามากๆ ทั้งๆ ที่ลักษณะท่าทางของ “ลาบัน” ลุงของยาโคปตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลได้บรรยายเอาไว้นั้นก็ออกมาในทาง “เขี้ยวสุดขีด” ไม่แพ้กัน…

แต่โดยสรุปรวมความแล้ว…จะด้วยปัญญา, อุบาย, ความฉลาด หรือเล่ห์เหลี่ยมก็แล้วแต่จะเรียก สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่นำมาซึ่งความขัดแย้งระหว่างตัวเองกับพี่ชายจนไม่อาจอยู่ร่วมกันได้เท่านั้น แต่ยังทำให้เกิดความกระทบกระทั่งระหว่างตัวเองกับครอบครัวของลุง จนสุดท้ายยาโคปก็ต้องตัดสินใจหนีจากลุงกลับมาหาพี่ชายตัวเองกันอีกครั้ง หลังจากที่ได้ยินเสียงลูกชายของลาบันบ่นเข้าหูว่า…”ยาโคปแย่งทรัพย์บิดาเราไปหมด เขาได้ทรัพย์สมบัติทั้งหมดนี้มาจากทรัพย์สมบัติของบิดาเรา…”

เมื่อถึงจังหวะนี้…”พระผู้เป็นเจ้า”…ซึ่งจะโปรดปรานยาโคปอย่างเป็นพิเศษ ด้วยเหตุผลที่ยาโคปได้หลอกเอาสิทธิลูกชายคนหัวปีจากพี่ชายมาเป็นของตัวเองไปแล้ว หรือจะด้วยเหตุผลอื่นๆประการใดก็ไม่อาจทราบได้ ก็ได้ลงมาบอกหรือลงมาสั่งให้ยาโคปหอบลูกเมียและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่ได้มาจากลุง ข้ามแม่น้ำกลับไปยังดินแดนที่เรียกว่า”คานาอัน”อีกครั้ง หรือ…“จงกลับไปยังดินแดนบิดาและญาติพี่น้องของเจ้าเถิด…เราจะอยู่กับเจ้า…”

ในระหว่างที่อพยพหลบหนีจากลุง ย้อนกลับมาง้อขอคืนดีกับพี่ชายอีกครั้งนั่นเอง ในค่ำคืนหนึ่งหลังจากที่ได้ส่งครอบครัวข้ามแม่น้ำไปก่อนล่วงหน้า เพื่อให้นำเอาของขวัญไปมอบให้กับพี่ชายเพื่อหวังจะช่วยบรรเทาความโกรธที่เคยมีต่อตัวเองในอดีตให้ซาๆลงไปบ้าง ยาโคปก็กลับมานอนอยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำลำพังตัวคนเดียว ในช่วงจังหวะนี้นี่เองที่ได้เกิดเหตุการณ์ประหลาดๆขึ้นมากับยาโคป อันจะกลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้เกิดการอุบัติขึ้นมาของชนชาติที่เรียกตัวเองว่า”อิสราเอล”มาตราบเท่าทุกวันนี้…???

พระคัมภีร์ไบเบิลได้บรรยายถึงเหตุการณ์ดังกล่าวเอาไว้ว่า… “ยาโคปอยู่ที่นั่นแต่ผู้เดียว มีบุรุษผู้หนึ่งมาปล้ำกับเขาจนเวลารุ่งสาง เมื่อบุรุษผู้นั้นเห็นว่าจะเอาชนะยาโคปไม่ได้ ก็ถูกต้องที่ข้อต่อตะโพกของยาโคปขณะที่ปล้ำสู้กัน ข้อต่อสะโพกของยาโคปก็เคล็ด บุรุษผู้นั้นจึงว่า ปล่อยเราไปเถิดเพราะใกล้สว่างแล้ว แต่ยาโคปบอกว่า ข้าพเจ้าไม่ยอมให้ท่านไป นอกจากท่านจะอวยพรแก่ข้าพเจ้า บุรุษผู้นั้นจึงถามยาโคปว่า เจ้าชื่ออะไร ยาโคปจึงตอบว่า ข้าพเจ้าชื่อยาโคป บุรุษนั้นจึงว่า เขาจะไม่เรียกเจ้าว่ายาโคปต่อไป แต่จะเรียกว่า…อิสราเอล..เพราะเจ้าสู้กับพระเจ้าและมนุษย์และได้ชัยชนะ…” ??? ??? ???


คำว่า “อิสราเอล” นั้นได้รับการแปลความว่าหมายถึง”เขาผู้ปล้ำสู้กับพระเจ้า” ซึ่งการที่พระเจ้ามาปล้ำสู้กับยาโคปในคราวนี้ ก็คงต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่แปลกพิสดารอยู่พอสมควรทีเดียว คือนอกจากพระคัมภีร์จะไม่ได้บอกเหตุผลเอาไว้ให้ชัดๆว่า เพราะเหตุใดพระเจ้าถึงคิดจะมาออกแรงกอดรัดฟัดเหวี่ยงกับยาโคปกันในลักษณะเช่นนี้ พระเจ้ายังเป็นอะไรที่ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชแตกต่างไปจากมนุษย์ปุถุชนคนธรรมดาเอาเลย พละกำลังเรี่ยวแรงยังน้อยกว่ายาโคปจนถึงกับต้องยอมมอบคำอวยพรเพื่อแลกเปลี่ยนกับการขอให้ปล่อยตัวพระองค์ไปเถิด…“เพราะใกล้สว่างแล้ว” ??? ???

ลักษณะอาการของพระเจ้าในลักษณะที่ว่านี้ คงต้องยอมรับว่าดูจะไม่ได้ออกมาในทาง “ความเป็นพระเจ้า” ในแบบฉบับดั้งเดิมกันซักเท่าไหร่นัก และยิ่งพระเจ้าแสดงอาการคล้ายๆกับว่ากลัวแสงสว่างกันพอสมควร ก็ยิ่งทำให้ความเป็นพระเจ้าที่ถูกบรรยายเอาไว้ในช่วงยุคของยาโคป หรือยุคเริ่มต้นของความเป็นชาวอิสราเอล…ค่อนข้างจะออกไปในทางแปร่งๆ ไม่น้อย..??? หรือนอกจากจะต่างไปจากพระเจ้าในยุคอับราฮัมที่แม้นว่าจะปรากฏกายในรูปร่างลักษณะแบบปุถุชนคนธรรมดาล้วนๆ แต่ก็ยังพอมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชในระดับสามารถทำลายเมือง “โสโดมและโกโมราห์” กันในชนิดราบเป็นหน้ากลอง แล้วก็ยังแตกต่างไปจากพระเจ้าในยุคต่อๆ มาอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้าในยุคโมเสสที่ปรากฏตัวออกมาในรูปแสงสว่าง หรือลูกไฟที่ลุกโพลงอยู่ในพุ่มไม้ หรือพระเจ้าของชาวคริสต์ที่ทรงดำรงอยู่ในฐานะแสงสว่างอันไม่มีความมืดเจือปนอยู่แม้แต่อณูเดียว หรือพระเจ้าของชาวอิสลามที่แม้นว่าจะทำการต่อสู้กับพระนบีมูฮัมหมัดอยู่ในถ้ำฮีรัมคล้ายๆกับที่ต่อสู้กับยาโคปก็ตาม แต่พระองค์ก็สามารถทำให้พระนบีฯหมดเรี่ยวแรงที่คิดจะต่อสู้กับพระเจ้า หรือต้องยอมรับต่อพระเจ้าจนก่อให้เกิดคำว่า “อิสลาม” อันหมายถึง “ผู้ที่ยอมจำนนต่อพระผู้เป็นเจ้า” ซึ่งเป็นความหมายที่แทบจะต่างอย่างเป็นตรงกันข้ามกับคำว่า “อิสราเอล” อันหมายถึงผู้ที่สามารถต่อสู้และเอาชนะพระผู้เป็นเจ้าอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว…

แต่เอาเป็นว่า…ไม่ว่าเหตุการณ์ประหลาดๆที่เกิดขึ้นกับยาโคปในลักษณะที่ว่า จะแอบแฝงเอาไว้ด้วยความหมายให้ต้องตีความออกไปในลักษณะใดก็ตาม แต่ท้ายที่สุดแล้ว ยาโคปผู้ซึ่งกลายมาเป็นอิสราเอลในคราวนี้นี่เองที่ได้เป็นผู้ให้กำเนิด หรือเป็นบิดาของ “ชาวอิสราเอล ๑๒ เผ่า” ที่จะกลายมาเป็นต้นตระกูลของชาวยิวทั้งหลาย ผู้ได้ร่วมมือกันสร้างชาติอิสราเอลในเวลาต่อมา หรือผู้ที่ได้รับกรรมสิทธิ์แห่งดินแดนตามพันธสัญญาที่พระเจ้าได้ทำเอาไว้กับอับราฮัมตั้งแต่แรก ส่วนเชื้อสายอับราฮัมรายอื่นๆ หรือเชื้อสายของอิสอัคอย่างเอซาวนั้นล้วนแล้วแต่ถูกได้ตัดขาดออกไปจากความเป็นชนชาติที่มีสัญญากับพระเจ้า หรือได้หมดสภาพความเป็นชาวยิวหรือชาวอิสราเอลจนกระทั่งต้องกลายมาเป็นผู้แย่งชิงดินแดนกับชาวอิสราเอลอยู่ในพื้นที่แถบตะวันออกกลางจนทุกวันนี้…???

อย่างไรก็ตาม…แม้นว่าพระเจ้าของยาโคปหรือพระเจ้าของอิสราเอลจะดูแปร่งๆแปลกๆไปจากแบบฉบับของพระเจ้าดั้งเดิมอยู่พอสมควร แต่สิ่งที่ยาโคปได้สืบทอดจากบรรพบุรุษและถ่ายทอดต่อมาให้กับลูกหลานชาวอิสราเอลทั้ง ๑๒ ตระกูลอย่างไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงใดๆเลยก็คือ…ลักษณะของความเป็นครอบครัวนิยมหรือเผ่าพันธุ์นิยมที่ยังคงเข้มข้นเอามากๆ

เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่สามารถใช้เป็นข้อพิสูจน์ถึงลักษณะอาการดังกล่าวได้อย่างชัดเจน และได้มีการบันทึกเอาไว้อย่างละเอียดพอสมควรในพระคัมภีร์ไบเบิล ก็คือเหตุการณ์หลังจากที่ยาโคปได้กลับมาอาศัยอยู่ในดินแดน “คานาอัน” อีกครั้ง ในขณะที่เอซาวผู้เป็นพี่ชายชักจะเห็นว่าดินแดนแห่งนี้เริ่มเล็กเกินไปกว่าจะรองรับขนาดของครอบครัวทั้งสองที่ต่างก็ต้องอาศัยทุ่งหญ้าสำหรับเลี้ยงสัตว์ของครอบครัวตัวเองด้วยกันทั้งคู่ และได้ตัดสินใจที่จะอพยพลงมาทางตะวันออกเฉียงใต้ไปอาศัยอยู่ในเขตเมืองโบราณที่เรียกกันว่าเมือง “เอโดม” ที่อยู่แถวๆตอนเหนือของอาระเบียกันแทนที่…

แต่ครอบครัวของยาโคปที่ยังคงปักหลักอยู่ในดินแดนคานาอัน หรืออาศัยอยู่นอกเมืองเล็กๆที่ชื่อว่าเมือง “เชเคม” ก็ได้สร้างวีรกรรมที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเผ่าพันธุ์นิยมของชาวอิสราเอลเอาไว้อย่างชัดเจน นั่นก็คือ…เมื่ออยู่มาวันหนึ่ง ลูกสาวคนหนึ่งของยาโคปชื่อว่านางสาว”ดีนาห์”ได้ไปเที่ยวเล่นอยู่ในเมือง และถูกลูกชายของเจ้าเมืองซึ่งหลงรักนางสาวดีนาห์อยู่ไม่น้อย ตัดสินใจรวบหัวรวบหางหรือฉุดเอานางสาวดีนาห์มาทำมิดีมิร้าย แต่เมื่อสำเร็จลุล่วงไปตามอารมณ์หมาย ข้อความในพระคัมภีร์ได้บรรยายให้เห็นว่าลูกชายของเจ้าเมืองรายนี้ก็ไม่ได้คิดจะทิ้งขว้างหรือกระทำการมิดีมิร้ายไปเพียงเพราะอารมณ์หื่นแต่เพียงเท่านั้น แต่กลับแสดงความลุ่มหลงอาลัยอาวรณ์ต่อนางดีนาห์ จนถึงขั้นขอให้เจ้าเมืองผู้เป็นพ่อเดินทางมาสู่ขอนางดีนาห์กันถึงบ้านของยาโคป ประกาศขอขมาและยื่นข้อเสนอว่ายอมที่จะยกทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นค่าทำขวัญและเป็นสินสอดเพื่อที่จะให้ลูกชายตัวเองได้แต่งงานกับนางดีนาห์ แม้นกระทั่งยอมเปิดประตูเมืองให้ครอบครัวอิสราเอลของยาโคปเข้ามาทำมาค้าขายได้แบบชาวเมืองปกติ หรือกลายสภาพมาเป็นชาวเมืองเชเคมในแบบเป็นทองแผ่นเดียวกันไปเลยก็ยังได้

แต่ถึงแม้นจะแสดงการขมาลาโทษและแสดงความจริงใจกันแบบใดก็แล้วแต่ ลูกหลานของยาโคปก็ได้แสดงออกถึงความเป็นเผ่าพันธุ์นิยมออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน ด้วยการไม่สนใจต่อคำขมาลาโทษหรือการคิดเป็นทองแผ่นเดียวกันกับชาวเมืองเชเคมกันเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม…กลับได้วางแผนการที่แสดงให้เห็นถึงความอำมะหิตเลือดเย็นไม่น้อย นั่นก็คือแกล้งทำทีว่ายอมรับข้อเสนอของเจ้าเมืองเชเคม แต่ได้ตั้งเงื่อนไขเอาไว้ว่า จะต้องให้ชาวเมืองทั้งหลายนับตั้งแต่ตัวเจ้าเมืองลงมา ลูกชายของเจ้าเมือง ตลอดไปจนถึงชายชาวเชเคมทุกรายต้อง “เข้าสุหนัต” ก่อน เพื่อที่จะให้เป็นไปตามแบบแผนที่ชาวอิสราเอลได้เคยสืบทอดเอกลักษณ์เหล่านี้มาตั้งแต่ยุคพระเจ้าได้ทำสัญญาเอาไว้กับอับราฮัม…

และแม้นว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขที่ทำให้ชาวเมืองเชเคมต้องปรับตัวให้กลมกลืนกับชาวอิสราเอลทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นเจ้าของแผ่นดินดั้งเดิม แต่ตัวเจ้าเมือง,ลูกชาย และชาวเมืองก็พาซื่อ ยินดีรับเงื่อนไขที่ว่าโดยทันที ป่าวประกาศให้ผู้ชายชาวเชเคมทุกคนทำการเข้าสุหนัต ตัดปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศเพื่อที่จะเป็นทองแผ่นเดียวกับชาวอิสราเอลและเพื่อที่ลูกชายเจ้าเมืองจะได้แต่งงานกับลูกสาวผู้อพยพเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์กันได้ซะที…

แต่หลังจากที่ชาวเชเคมทั้งหลายได้ยอมเข้าพิธีสุหนัตกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระคัมภีร์ไบเบิลก็บรรยายต่อมาว่า…

“ครั้นอยู่มาถึงวันที่สาม คนเหล่านั้นกำลังเจ็บอยู่ (จากการทำสุหนัต) บุตรชายทั้งสองคนของยาโคปชื่อสิเมโอนและเลวี เป็นพี่ชายของดีนาห์ก็ถือดาบแอบเข้าไปในเมือง ฆ่าผู้ชายในเมืองเสียสิ้น เขาฆ่าฮาโมร์และเชเคมบุตรชายเสียด้วยดาบ พาดีนาห์ออกจากบ้านเชเคมไปเสีย พวกลูกชายของยาโคปเข้าไปตามบ้านคนตาย และปล้นเมืองนั้น เพราะคนเมืองนั้นทำลายความบริสุทธิ์ของน้องสาว เขาริบฝูงแพะ, แกะ, ฝูงโค, ฝูงลา และข้าวของทั้งปวงในเมืองและในนาไป เอาทรัพย์สมบัติไป และจับบุตรภรรยาของคนเหล่านั้นไปเป็นเชลย และริบของในบ้านไปเสียทั้งสิ้น”

การแสดงออกถึงความสูงส่งแห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีของครอบครัวอิสราเอลกันในลักษณะเช่นนี้ ทั้งๆที่ตัวเองอยู่ในสภาพชนเผ่าร่อนเร่และน่าจะมีสถานะด้อยกว่าชาวเมืองอย่างชาวเชเคมนั้น ก็คงต้องเรียกว่าสะท้อนให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับความเป็นเผ่าพันธุ์และความเข้มข้นในสายเลือดของตัวเองในแบบที่เหี้ยมโหดและดุร้ายเอาเรื่องกันเลยทีเดียว


แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…ก็ใช่ว่าการให้ความสำคัญกับครอบครัวตัวเอง สายเลือดและเผ่าพันธุ์ตัวเองกันอย่างเข้มข้นเช่นนี้ จะทำให้ความสัมพันธ์ภายในหมู่ชาวอิสราเอลเต็มไปด้วยความรักใคร่กลมเกลียว ผูกพันกันแนบแน่นในระหว่างคนสายเลือดเดียวกันหรือในระหว่างพี่ๆ-น้องๆ จนไม่เกิดการกระทบกระทั่งกันเลยก็หาไม่ เหตุการณ์ในแบบชิงดีชิงเด่นระหว่างพี่ๆ-น้องๆ อิจฉา-ริษยากันเองภายในครอบครัว ที่เคยปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่ครั้งยาโคปพยายามแย่งสิทธิความเป็นบุตรคนหัวปีจากพี่ชายตัวเอง การใช้เล่ห์เหลี่ยมกลอุบายกับลุงของตัวเอง…หรืออะไรต่อมิอะไรทำนองนี้ ก็ยังถูกสืบทอดต่อมาในหมู่ชาวอิสราเอลอย่างไม่ขาดสายกันเลยก็ว่าได้ และที่ปรากฏให้เห็นในยุคของยาโคปหรือยุคเริ่มต้นของความเป็นชาวอิสราเอลนั้น…ก็ได้กลายมาเป็นเหตุปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนเผ่าผู้อพยพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ไปตามดินแดนต่างๆ อย่างชาวอิสราเอล ได้กลายสภาพมาเป็น “ชาวเมือง” กันในเวลาต่อมาและกลายเป็นจุดเริ่มต้นตำนานของการสร้างชาติไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงบุคลิกลักษณะและสถานภาพของพระผู้เป็นเจ้าของชาวอิสราเอลให้กลายเป็นพระเจ้าที่มีความสูงส่งและมีอิทธิปาฏิหาริย์ไม่น้อยไปกว่า “พระเจ้าแห่งรัฐ” ของบรรดาอาณาจักรต่างๆ ที่ตั้งมั่นอยู่ก่อนหน้าที่ชาติอิสราเอลจะอุบัติขึ้นมาในประวัติศาสตร์…



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter