สายเลือดบริสุทธิ์และเผ่าพันธุ์นิยม
“ลักษณะพิเศษ” ที่ปรากฏอยู่ในประวัติความเป็นมาของชาวยิว และสามารถไล่เรียงให้เห็นมาตั้งแต่ยุคอับราฮัมกันเลยก็ว่าได้ ก็คือลักษณะอาการที่ให้ความสำคัญอย่างเป็นพิเศษกับความเข้มข้นของสายเลือด หรือความเป็นเผ่าพันธุ์ ในระหว่างการส่งมอบมรดกของคนแต่ละรุ่นๆอย่างเอาจริงเอาจังและอย่างเข้มงวดกันมาโดยตลอด ซึ่งลักษณะอาการในแบบที่ว่านี้…อันที่จริงอาจจะดูเป็นเรื่องปกติธรรมดาสำหรับผู้คนในยุคโบราณ ที่หน่วยความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนแต่ละกลุ่มแต่ละเหล่าล้วนแต่มีที่มาเริ่มต้นมาจากความเป็นครอบครัวเป็นเบื้องแรก กว่าที่จะได้ขยับขยายระบบความสัมพันธ์ออกไปเป็นชุมชนและชนชาตินั้น ก็ล้วนแล้วแต่จะต้องอาศัยครอบครัวหรือความเป็นสายเลือดเดียวกันเป็นจุดยึดเหนี่ยว หรือเป็นพื้นฐานในการสร้างความกลมกลืนระหว่างกันและกันมาด้วยกันทั้งสิ้น...
แต่โดยวิถีทางความเป็นไปของประวัติศาสตร์ ที่มักจะเป็นตัวบีบบังคับให้แต่ละครอบครัว แต่ละชุมชน หรือแม้กระทั่งแต่ละชนชาติ จำเป็นจะต้องผสมผสาน หรือต้องหาทางสร้างความกลมกลืนกับครอบครัวอื่น ชุมชนอื่น หรือชนชาติอื่นๆ กันเสมอๆ สิ่งเหล่านี้มักจะกลายเป็นตัวละลายความเข้มข้นของการยึดมั่นอยู่กับความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ให้ต้องค่อยๆ เจือจางลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้คนที่มีสถานภาพในระดับปุถุชนคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีอำนาจจะไปบังคับผู้อื่นให้ต้องมากลมกลืนกับตัวของตัวเองกันได้ง่ายๆ การปรับตัว การผสมผสานความแตกต่างระหว่างสายเลือด ไปจนถึงทัศนะคติ ค่านิยม ประเพณี มักจะเป็นวิถีทางที่ไม่อาจปฏิเสธได้ ความเอาจริงเอาจังต่อความเข้มข้นของสายเลือดบริสุทธิ์ ที่สืบทอดกันมาจากความเป็นครอบครัว ชุมชน ชนเผ่าก็แล้วแต่ จึงมักจะพอรักษาหรือให้ความสำคัญกันจริงๆ จังๆ ก็แต่เฉพาะในหมู่คนที่มีอำนาจในการบังคับหรือควบคุมผู้อื่นกันเป็นส่วนใหญ่ เช่นการสืบทอดมรดกอำนาจกันในหมู่ผู้ปกครองอย่างกษัตริย์, พระราชา, ฟาโรห์ ฯลฯ หรือการสร้างระบบสืบทอดอำนาจของชนชาติบางชนชาติที่มีอำนาจเหนือกว่าอีกชนชาติอันทำให้เกิดการแบ่งแยกผู้คนออกเป็นชนชั้น, วรรณะ ดังที่ได้เคยพบเห็นในประวัติศาสตร์ความเป็นมาของอาณาจักรทั้งหลาย…
แต่สำหรับประวัติความเป็นมาของชาวยิวแล้ว…แม้นว่าในขณะที่ยังไม่ได้มีสถานะความเป็นชนชาติ หรือยังคงเป็นแค่ครอบครัว ชุมชน หรือชนเผ่าที่ร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ไปในสถานที่ต่างๆ ไม่ได้มีอำนาจมากมายมหาศาลพอที่จะบีบบังคับให้ใครต่อใครต้องหันมาปรับตัวให้กลมกลืนกับตัวเอง หรือไม่ได้มีมรดกทางอำนาจมากมายใหญ่โตในระดับที่จะต้องหาทางสร้างระบบขึ้นมากีดกันปกป้องไม่ให้ใครเข้ามายื้อแย่งทำลายการสืบทอดสิ่งเหล่านี้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ก็ปรากฏว่า…นับตั้งแต่อับราฮัมเป็นต้นมา ตลอดไปจนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ความเอาจริงเอาจังกับเรื่องความเข้มข้นของสายเลือดบริสุทธิ์นั้นกลับสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ต้น จนเรียกได้ว่า ได้กลายเป็น”ลักษณะพิเศษ”ของความเป็นชาวยิวไปเลยก็ว่าได้
สำหรับอับราฮัมนั้น…ว่ากันว่าภรรยาคนแรกที่ชื่อว่านาง “ซาราห์” นั้น ไปๆ มาๆ แล้วก็ไม่ใช่ใครอื่น หรือจริงๆ แล้วก็คือ “น้องสาวต่างมารดา” ของอับราฮัมนั่นเอง หลายต่อหลายครั้งเมื่อย่างกรายเข้าไปในถิ่นคนแปลกหน้า อับราฮัมมักจะแนะนำตัวนางซาราห์ว่าเป็นน้องสาวตัวเองกันเสมอๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวเองถูกปองร้ายโดยใครต่อใครที่เกิดมารักใคร่ชอบพอนางซาราห์แล้วอาจจะคิดเล่นงานตัวเองในแบบ “ฆ่าผัวมันเสีย…แล้วเอาเมียมันมา” อะไรประมาณนั้น และเพราะการแนะนำตัวนางซาราห์กันในลักษณะเช่นนี้ ก็เคยทำให้อับราฮัมได้รับค่าทำขวัญมาแล้วหลายครั้งหลายหนจากกษัตริย์หรือ ฟาโรห์ที่เข้าใจผิดคิดจะเอานางซาราห์ไปเป็นเมียหรือเป็นนางสนมโดยไม่รู้ว่านางมีสามีเป็นตัวเป็นตนอยู่แล้ว ซึ่งก็คือคนที่แนะนำตัวว่าเป็นพี่ชายนางซาราห์หรืออับราฮัมนั่นเอง
แต่ไม่เพียงอับราฮัมจะเอาน้องสาวต่างมารดามาเป็นภรรยาเท่านั้น อับราฮัมยังได้แสดงให้เห็นถึงการให้ยึดมั่นอยู่กับความเป็นสายเลือดเดียวกันถึงขนาดที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับลูกชายคนหัวปี อันเป็นผู้ที่ควรจะได้รับการสืบทอดมรดกของครอบครัวเป็นรายแรกตามค่านิยมของผู้คนในยุคนั้น จะเป็นเพราะลูกชายคนแรกที่ชื่อว่า “อิชมาเอล” นั้นเป็นแค่ “ลูกคนใช้” หรือลูกที่เกิดนาง “ฮาการ์” สาวใช้ที่นางซาราห์ยกให้กับสามีตัวเอง เพื่อจะได้มีบุตรแทนตัวเองในขณะที่ตัวเองเริ่มแก่ชราลงไปแล้ว หรือจะเป็นเพราะว่านางฮาการ์นั้นเป็นทาสชาวอียิปต์ไม่ใช่เป็นสายเลือดภายในครอบครัวเดียวกันเองก็แล้วแต่ แต่ก็ได้ทำให้ “อิชมาเอล” และบรรดาลูกหลานที่สืบเชื้อสายมาจากลูกคนโตของอับราฮัมรายนี้ ไม่ได้ถูกนับญาติให้เป็นสายเลือดเดียวกันกับชาวอิสราเอลมาจนกระทั่งตราบเท่าทุกวันนี้ รวมทั้งไม่ได้ถูกนับให้เป็น”ชนชาติของพระเจ้า” ไม่ถูกนับให้เป็นผู้ที่ควรได้รับกรรมสิทธิ์จากดินแดนแห่งพันธสัญญา ทั้งๆที่ต่างก็ได้ทำเครื่องหมายสัญลักษณ์แสดงความผูกพันกับพระเจ้า (สุหนัต) กันมาโดยตลอด แต่บรรดาผู้ที่ได้สืบเชื้อสายมาจากอิชมาเอลทั้งหลาย ก็ได้กลายไปเป็น”ชนชาติอาหรับ”ที่ต้องทำสงครามแย่งยื้อดินแดนกับอิสราเอลจนกลายเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอยู่ในขณะนี้นั่นเอง ส่วนบุตรคนอื่นๆที่เกิดกับภรรยาคนอื่นที่ไม่ใช่นางซาราห์ก็ไม่ต่างกันมากนัก อับราฮัมได้มอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับคนเหล่านี้ก่อนที่จะขอให้แยกย้ายไปอยู่ “ทางทิศตะวันออก” ซึ่งจะกลายไปเป็นชนชาติมีเดียน หรือจะไปผสมผสานกับชนชาติอิหร่านเปอร์เซียไปเลยหรือไม่ก็ไม่ทราบได้ แต่บรรดาคนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่ได้ถูกตัดขาดออกไปจากความเป็นชาวยิว หรือความเป็นชาวอิสราเอล ความเป็นชนชาติผู้ที่มีพันธสัญญากับพระเจ้านับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เหลือแต่เพียง “อิสอัค” บุตรที่เกิดกับนางซาราห์อันเนื่องมาจากอิทธิปาฏิหาริย์ที่พระเจ้าได้ได้ดลบันดาลให้นางมีลูกได้ทั้งๆ ที่ชราภาพแล้วนั่นเอง ที่ได้ถูกสถาปนาให้เป็น “สายเลือดที่แท้จริงของอับราฮัม” เป็นบุตรหลานของอับราฮัมที่สมควรจะได้รับดินแดนพันธสัญญาจากพระเจ้า เนื่องจากเป็นผู้ที่อับราฮัมได้ยกมรดกทั้งหมดเอาไว้ให้
และนอกจากอับราฮัมจะเจาะจงสืบมรดกแห่งสายเลือดผ่านบุตรชายคนนี้แล้ว ในประวัติความเป็นมาของชาวยิวที่ปรากฏอยู่ในพระคัมภีร์ไบเบิลยังได้เน้นย้ำให้เห็นถึงความเอาจริงเอาจังต่อความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการระบุถึงช่วงที่อับราฮัมได้แก่ตัวลงไป และอาจจะไม่ได้มีโอกาสอยู่ดูแลลูกชายคนนี้แต่งงานมีบุตรหลานสืบทอดมรดกต่อไป บันทึกในพระคัมภีร์ได้แสดงออกถึงความเป็น”เผ่าพันธุ์นิยม”ของอับราฮัมเอาไว้อีกว่า…เขาได้เรียกคนสนิทที่รับใช้ใกล้ชิดมาพบ และให้สาบานต่อหน้าตัวเองว่า…
“เจ้าจงสาบานว่า จะไม่หาภรรยาให้บุตรชายของเราจากบุตรหญิงของคนคานาอัน ที่เราอาศัยอยู่ท่ามกลางเขาเหล่นี้ แต่จะไปยังประเทศและหมู่ญาติของเรา เพื่อหาภรรยาคนหนึ่งให้กับอิสอัคบุตรชายของเรา…”
หรือคาดคั้นให้คนรับใช้เดินทางข้ามแม่น้ำยูเฟรติสกลับไปยังดินแดนเมโสโปเตเมียที่ตัวเองจากมานานแสนนานแล้ว เพื่อที่จะแสวงหาผู้ที่มีสายเลือดเดียวกันกับตัวเองมาให้เป็นภรรยาของบุตรชายสืบต่อไป…
และสุดท้าย…ก็เป็นไปตามเจตนารมณ์ของอับราฮัมจริงๆ เมื่อ”อิสอัค”ได้ถูกจับให้แต่งงานกับนางสาว”เรเบคาห์”ผู้ที่เป็นหลานสาวของน้องชายแท้ๆของอับราฮัมนั่นเอง…
ลักษณะแบบ “สายเลือดนิยม” หรือ “เผ่าพันธุ์นิยม” ที่ว่านี้…ก็ไม่ได้แสดงอาการแต่เฉพาะกับอับราฮัมเท่านั้น แต่ยังถูกสืบทอดมาอย่างเอาจริงเอาจังตลอดการลำดับ “พงศ์พันธุ์อิสราเอล” ในแต่ละยุคแต่ละสมัย ดังเช่น “อิสอัค” เมื่อถูกจับแต่งงานกับนาง”เรเบคาห์”ผู้เป็นหลานสาวของอา จนคลอดลูกออกมาเป็นฝาแฝด หรือเป็นพี่น้องท้องเดียวกันที่เกิดจากพ่อ-แม่เดียวกันแท้ๆ แต่เมื่อฝาแฝดคนพี่ที่ชื่อว่า “เอซาว” นั้น เกิดไปแต่งงานกับชนเผ่าอื่น หรือแต่งงานกับสตรีชาว “ฮิตไทต์” ซึ่งเป็นชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิมที่อาศัยอยู่ในดินแดนคานาอันขณะนั้น เชื้อสายของ “เอซาว” ก็ถูกตัดขาดไปจากความเป็นชนชาติอิสราเอลและชนชาติผู้มีพันธสัญญากับพระเจ้าไปโดยทันที…???
พระคัมภีร์ไบเบิลได้อ้างถึงลักษณะความเป็น “เผ่าพันธุ์นิยม” ที่ไปปรากฏให้เห็นจากอากัปกริยาของนาง”เรเบคาห์”ผู้ที่กระทั่งเป็นแม่แท้ๆ ของ “เอซาว” เอาไว้ดังนี้ว่า…
“เมื่อเอซาวมีอายุสี่สิบปี ท่านรับยูดิธบุตรหญิงของเบเออรีคนฮิตไทต์ และบาเสมัทบุตรหญิงของเอโลนคนฮิตไทต์เป็นภรรยา หญิงเหล่านั้นทำให้ชีวิตของอิสอัคและเรเบคาห์ขมขื่น” และ “เรเบคาห์พูดกับอิสอัคว่า ฉันเบื่อชีวิตของฉันเหลือเกิน เพราะหญิงฮิตไทต์ ถ้ายาโคป (ลูกชายคนรอง) แต่งงานกับหญิงฮิตไทต์หรือหญิงในดินแดนนี้อีก ชีวิตฉันจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ฉันเล่า..” ???..???..???
ด้วยเหตุนี้ “อิสอัค” ก็จึงได้เรียกลูกชายคนรองที่ชื่อว่า “ยาโคป” มาสั่งเสียเอาไว้ว่า… “เจ้าอย่าแต่งงานกับหญิงคานาอัน แต่จงไปยังเมืองปัดดานอารัม ไปยังบ้านเบธูเอลผู้เป็นบิดาของแม่เจ้า ที่นั่นเจ้าจงแต่งงานกับบุตรหญิงคนหนึ่งของลาบัน ผู้ซึ่งเป็นพี่ชายของแม่เจ้า ขอพระเจ้าผู้ทรงมหิทธิฤทธิ์ทรงอวยพระพรแก่เจ้า และโปรดให้เจ้ามีลูกดกทวียิ่งขึ้น จนได้เป็นมวลชนชาติทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงประทานพรของอับราฮัมแก่เจ้าและแก่เชื้อสายของเจ้าด้วย เพื่อเจ้าจะได้กรรมสิทธิ์ดินแดนซึ่งเจ้าอาศัยอยู่นี้…”
การที่อับราฮัมแต่งงานกับน้องสาวตัวเอง อิสอัคต้องไปหาเจ้าสาวที่เป็นเครือญาติใกล้ชิดกับตัวเอง และยาโคปถูกกำชับกำชาให้ต้องแต่งงานกับลูกสาวของลุงแท้ๆ..ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่สะท้อนให้เห็นถึงลักษณะ “เผ่าพันธุ์นิยม” ที่เข้มข้นกันมาตั้งแต่ความเป็นชนชาติยังไม่ได้ปรากฏตัวขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ หรือแม้นว่ายังเป็นเพียงผู้อพยพ ร่อนเร่ ไปในแผ่นดินต่างๆ ความเข้มข้นในความเป็นเผ่าพันธุ์นิยมหรือความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์ที่ตกทอดสืบต่อมาสู่ชาวอิสราเอลจนกลายเป็น “ลักษณะพิเศษ” เช่นนี้นี่แหละ ที่มันน่าจะมีส่วนทำให้ “พระเจ้าของชาวอิสราเอล” ที่ได้รับการยกระดับพัฒนาขึ้นมาภายหลังให้กลายมาเป็นพระเจ้าผู้สร้างจักรวาล,สร้างโลก,สร้างสรรพสิ่งต่างๆ และสร้างมนุษย์คนแรกของโลกไม่ต่างไปจากพระเจ้าของชนชาติอื่นๆ ที่อาศัยอยู่ในดินแดนใกล้ชิดติดกันหรือในดินแดนเดียวกัน จึงได้กลายเป็นพระเจ้าที่โปรดปรานกันแต่เฉพาะชาวอิสราเอล หรือเป็นพระเจ้าที่ทรงสัญญาจะให้ชนชาติอิสราเอลปกครองดินแดนต่างๆ รวมทั้งปกครองโลกในเวลาต่อมาอีกด้วย…??? ??? ???
และนอกจากความเข้มข้นในความเป็นเผ่าพันธุ์นิยมหรือความเป็นสายเลือดบริสุทธิ์จะถูกส่งมอบสืบต่อกันมาในลักษณะเช่นนี้แล้ว ผู้ที่ทำให้ “ความเป็นอิสราเอล” หรือ “ความเป็นยิว” เริ่มปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนและเป็นจริงเป็นจังและดำเนินควบคู่ไปกับลักษณะพิเศษดังกล่าว ก็คงเริ่มต้นมาจากบุตรชายคนรองของอิสอัคที่ชื่อว่า “ยาโคป” รายนี้นี่แหละ ที่นอกจากเขาจะแสดงให้เห็นถึงการรักษาเจตนารมณ์ในความเป็นเผ่าพันธุ์นิยมของบรรพบุรุษเอาไว้อย่างเต็มที่แล้ว พฤติกรรมและบุคลิกภาพของยาโคปที่ถูกเล่าขานเอาไว้ในคัมภีร์ไบเบิล ก็ยังได้สะท้อนถึงลักษณะพิเศษอีกอย่างหนึ่ง ที่มักจะถูกกล่าวขานควบคู่มากับ “ความเป็นยิว” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้….ซึ่งสิ่งที่ว่านี้จะเรียกว่า ความฉลาด ความมีไหวพริบ สติปัญญา หรือความมากไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ในการดิ้นรนเอาตัวรอด..???? ก็คงต้องขึ้นอยู่กับทัศนคติและมุมมองของแต่ละกลุ่มแต่ละราย ที่มีทั้งฝ่ายที่เป็นมิตร-เป็นศัตรูต่อชาวอิสราเอล และปรากฏตัวให้เห็นมาโดยตลอด นับตั้งแต่ชาวอิสราเอลได้เริ่มต้นสร้างความเป็นชาติขึ้นมาบนพื้นฐานความรู้สึกระหว่างตัวเองกับพระผู้เป็นเจ้ากันในลักษณะเช่นนี้ …..????



