Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
With Words That Appear Like Bats
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์


โปรดหยุดการร่างรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้มาจากประชาชน

ถ้าเราเชื่อว่า “สภาวะปรกติ” ทางการเมืองของไทยนั้น “มีจริง” และจำเป็นจะต้อง “กลับคืน” อย่างรวดเร็ว เหมือนกับการกล่าวอ้างของคณะรัฐประหาร และคณะผู้ปกครองของระบอบภายหลังการรัฐประหาร ผมเห็นว่าเราไม่มีความจำเป็นจะต้อง “เงียบ” และ “รอ” ให้คณะรัฐประหารและคณะผู้ปกครองหลังรัฐประหารครอบงำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “คล้ายๆ 2540”

ผมมีเหตุผลสองประการ

1. คณะรัฐประหารและคณะผู้ปกครองภายหลังการทำรัฐประหารไม่ให้ความสำคัญกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างจริงจัง กลับใช้กลไกรัฐสภาแบบปลอมๆ ในการลากตั้งพรรคพวกของตัวเองและหยิบยื่นอำนาจให้กับกลุ่มพลังที่คัดค้านทักษิณ เข้ามาอยู่ในสภาแต่งตั้ง และครอบงำกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแสวงหาความชอบธรรมในการรัฐประหารและการปกครองภายหลังรัฐประหารไปเรื่อยๆ

2. การคัดค้านการทำรัฐประหารจำต้องดำเนินต่อไปไม่มีการประนีประนอม เพราะเป็นการละเมิดหลักการการปกครองระบอบประชาธิปไตยขั้นพื้นฐานด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องความเห็นที่มีต่อประสิทธิภาพและความเลวร้ายของระบอบทักษิณนั้นเป็นเรื่องของอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละคนที่จะมีมุมมองต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขภายใต้รัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ผมยอมรับว่าระบอบทักษิณนั้นทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอ แต่การสนับสนุนหรือการยอมให้คณะรัฐประหารปกครองประเทศนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่ทำให้ประชาธิปไตยเข้มแข็งขึ้นแต่อย่างใด

อย่างไรก็ตาม การคัดค้านการทำรัฐประหารนั้นไม่ควรจะเกิดขึ้นโดยการรอคอยให้เกิดการทำรัฐประหารซ้อน หรือใช้ความรุนแรงในการต้านรัฐประหาร เพราะจะนำไปสู่วังวนของการสนับสนุนการทำ “รัฐประหารที่ดี” เพื่อหยุดยั้งการทำ “รัฐประหารที่เลว” โดยไม่สนใจว่าการทำรัฐประหารเป็น “วิธีการที่ผิด” และเป็น “บาปกรรม” ต่อการพัฒนาประชาธิไตยอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความผิดพลาดประการสำคัญของการสถาปนา “ระบอบการเมืองสมานฉันท์ที่ไร้การตรวจสอบด้วยมนุษย์ด้วยกัน” ภายหลังการทำรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน (1) ก็คือการผลักดันให้เกิดการใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมาแทนรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยที่รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าว “ไม่มีความรัดกุมและยืดหยุ่น” ต่อสภาวะทางการเมืองในปัจจุบันที่มีพัฒนาการในทางสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งการตรวจสอบอำนาจระหว่างองค์กรทางการเมืองอยู่โดยนัยสำคัญ (2)

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมีเงื่อนปัญหาที่สำคัญสองประการ

1. ไม่มีบทบัญญัติว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวจึงเป็นเพียง “คำสั่งของคณะรัฐประหาร” ที่ต้องการกำหนดทิศทางการเมืองไปตามที่ตัวเองต้องการ รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่สามารถที่จะกำหนดทิศทางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รองรับต่อสภาวะทางการเมืองได้ หากไม่รวมถึงการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญอาทิ การยกเลิกกฏอัยการศึกและประกาศ/คำสั่งคณะรัฐประหาร ที่ยังอยู่ในมือของคณะรัฐประหาร

2. รีบร้อนนำพาสังคมไปสู่การปฏิรูปการเมืองด้วยการกำหนดทิศทางและตัวแทนคณะผู้ร่างรัฐธรรมนูญด้วยตัวคณะรัฐประหารเอง ซึ่งแม้ว่าจะกำหนดว่าให้มีการลงประชามติในขั้นสุดท้าย แต่ก็ไม่ได้มีหลักประกันใดๆว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะ “ศักดิ์สิทธิ์และไม่ถูกย่ำยี” ทั้งจากทหารและนักการเมืองทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวดังกล่าวไม่มีหลักการและเหตุผลใดๆ เลยที่จะยืนยันว่าคณะรัฐประหารนั้นมีความรู้และความสามารถในการคัดเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ รวมทั้งบทบัญญัติที่ว่าด้วยการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองที่ทำให้คณะรัฐประหารสามารถกุมสภาพการนำต่อไปเรื่อยๆ ด้วยการแสวงหาพันธมิตรมาแบ่งปันอำนาจและผลประโยชน์ที่ยึดจากประชาชนไปอีกหนึ่งปี และนับวันยิ่งจะมีการพูดถึงการอิงกรอบรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มากขึ้น ก็ยิ่งชี้ให้เห็นว่ากระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้นไม่ได้มีความศักดิ์สิทธิ์หรือมีเนื้อหาสาระอันใด และยิ่งลดทอนความศักดิ์สิทธิ์และความชอบธรรมในการทำรัฐประหารด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 มากขึ้นเรื่อยๆ

ทางออกต่อสถานการณ์ที่เป็นอยู่คือการยุติบทบาทของคณะรัฐประหารโดยเร็วเพื่อให้สมเจตนารมณ์ของคณะรัฐประหารเองที่ประการไว้กับทุกๆฝ่าย และทำให้การเมืองไทยกลับเข้าสู่สภาวะปรกติ ดังนั้นสิ่งที่จะต้องรีบกระทำก็คือการผลักดันให้ศาลรัฐธรรมนูญ สถาบันตุลาการ คณะกรรมการเลือกตั้ง และตัวแทนประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับระบอบทักษิณและระบอบสมานฉันท์ที่ไร้การตรวจสอบด้วยมนุษย์ด้วยกัน เข้ามาเสนอทางออกในการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนี้ให้เปิดกว้างขึ้นโดย

1. เรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความสถานะและการใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันให้เป็นไปตามครรลองของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของ/มาจากปวงชนชาวไทย โดยมีสถาบันหลักที่เกี่ยวข้องทางการปกครองได้แก่ รัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรี ศาล และพระมหากษัตริย์ เท่านั้น ทั้งนี้ภารกิจแรกก็คือการตีความรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวให้มีบทบัญญัติให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าวได้โดยองค์กรที่ไม่ใช่คณะรัฐประหาร และให้สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชน และกระบวนการได้มาซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยเร็วโดยไม่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของคณะรัฐประหารเหมือนที่เป็นอยู่

2. การมีบทบัญญัติที่ว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวจะเป็นการระงับกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเริ่มขึ้นซึ่งเป็นกระบวนการที่ตกอยู่ภายใต้การครอบงำของคณะรัฐประหาร ซึ่งถือเป็นการแทรกแซงกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไม่มีที่สิ้นสุดต่อเนื่องจากการล้มล้างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540

3. รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดปัจจุบันควรตระหนักว่าตนเป็นรัฐบาลรักษาการณ์ และไม่สามารถริเริ่มนโยบายใหม่ได้ตราบใดที่การเลือกตั้งและรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ยังไม่ถูกประกาศใช้

ถ้าอยากทำงานเพื่อบ้านเมืองก็ให้ลงเลือกตั้ง หรือควรใช้บารมีและอิทธิพลเพื่อกดดันให้นักเลือกตั้งไปเชิญมาเป็นภายหลังการเลือกตั้งในครั้งหน้า

เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เพราะสามารถใช้กรอบทางกฏหมายเดียวกับรัฐบาลรักษาการณ์ในระบอบประชาธิปไตยที่ผ่านมาได้ และจะมีความเหมาะสมยิ่งเพราะรัฐธรรมนูญที่มีลักษณะชั่วคราว ควรจะทำงานกับรัฐบาลรักษาการณ์ ไม่ใช่รัฐธรรมนูญชั่วคราวทำงานกับรัฐบาลที่ริเริ่มนโยบายใหม่ๆโดยไม่มีกรอบแห่งการรับผิดใดๆดังที่เป็นอยู่ นอกจากทำงานไปด้วยความหวังดีและความเชื่อว่ายิ่งมีอำนาจยิ่งแก้ปัญหาได้

ถึงเวลาที่สังคมควรจะถกเถียงกันถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ในฐานะส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการเมือง ไม่ใช่ปล่อยให้กระบวนการปฏิรูปการเมืองตกอยู่ภายใต้ความกลัวและการใช้อำนาจของคณะรัฐประหารอีกต่อไป การปฏิรูปทางการเมืองต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้ไม่ใช่รอปีหน้า

ถ้าไม่กล้าคิดอะไรซับซ้อนบนแนวทางรัฐสภาและรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ปัญหาที่สร้างขึ้นมา ก็แค่ออกประกาศคณะรัฐประหารสักสองฉบับ ฉบับแรก ยกเลิกสัญชาติของทักษิณ แล้วฉบับที่สองระบุว่าอีกหนึ่งปีจะนำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้ก็แล้วกัน ... (3)

ตอนนี้ก็แค่ขำๆกันไป ... เพราะอย่าว่าแต่จะพูดถึงประชาธิปไตยในอนาคตเลยครับ แค่จะหาทางลงดีๆให้กับคนที่ทำรัฐประหารและฝ่ายสนับสนุนการรัฐประหารและการปกครองภายหลังการทำรัฐประหารนั้นยังยากเต็มที


เชิงอรรถขยายความ:

1. หมายถึงระบอบสมานฉันท์ที่ไม่สนใจว่าผู้ที่มีอำนาจนั้นจำต้องรับผิดต่อประชาชนในประเทศในทางตรง ผ่านสถาบันที่ประชาชนเลือกเขามา รัฐบาลปัจจุบันรับผิดต่อคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ มาตรฐานทางศีลธรรมที่ขาดองค์กรตรวจสอบ (มิฉนั้นก็ควรตั้งพระเถระผู้ใหญ่ในฐานะผู้รู้ในเรื่องศีลธรรมมากำกับดูแล) และประธานองคมนตรีที่ออกมารับรองคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี

รัฐบาลและคณะรัฐประหารไม่ต้องรับผิดชอบต่อสื่อ แต่ขอความร่วมมือจากสื่อให้ประชาสัมพันธ์ผลงานของรัฐบาล และตั้งตัวแทนสื่อไปอยู่ในสภานิติบัญญัติ ดังที่เห็นอยู่

2. ดังที่เคยกล่าวไว้แล้วในงานชิ้นก่อนๆ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ยังทำให้บทบัญญัติในหมวดพระมหากษัตริย์ในเรื่องการสืบราชสมบัติหายไปทั้งหมด

3. จะว่าไปแล้ว การรัฐประหารโดยคณะ รสช เมื่อ 2534 ยังมีความกล้าหาญมากกว่า เพราะมีการระบุชื่อของผู้มีอิทธิพลและมีการยึดทรัพย์ในเบื้องต้น ซึ่งแม้ว่าการยึดทรัพย์จะไม่สำเร็จ แต่การทำรัฐประหารในครั้งนั้นก็มีความชัดเจนในการยึดอำนาจรัฐด้วยวิถีทางนอกประชาธิปไตย โดยไม่ก่อให้เกิดความสับสนในบทบาทของทหารในการเมืองแบบไทยๆ และกระบวนการปกครองด้วยกฏหมาย (rule of law) ที่กฏหมายนั้นไม่สามารถถูกใช้ตามอำเภอใจของคณะรัฐประหารได้ในท้ายที่สุด


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์คมชัดลึก ฉบับวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2549 หน้า 4 ภายใต้ชื่อ “การกลับสู่สภาวะ
ปรกติโดยการไม่ทำรัฐประหารซ้อนและไม่ถูกหุบปากไปอีกหนึ่งปี”



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter