หรือว่าอเมริกา…โง่จริงๆ
ผมไม่ได้เป็นคนถามคำถามข้างบนนี้หรอกครับ แต่เป็นโธมัส ฟริดแมน นักเขียนแห่งนิวยอร์กไทม์ที่ตั้งคำถามถึงท่าทีการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนหลายอย่างของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาชุดท่านประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ตั้งแต่การเฉยเมยต่อการให้ปฏิญาณในพิธีสารโตเกียว หรือข้อตกลงนานาชาติว่าด้วยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงการหมกมุ่นแต่เรื่องการพัฒนาระยะสั้นโดยไม่สนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม
ล่าสุดคือการขึ้นภาษีศุลกากรน้ำมันเอทานอลที่นำเข้าจากบราซิลซึ่งเชื่อว่าเป็นความหวังหนึ่งในการต่อสู้กับปัญหาโลกร้อนและการแก้ปัญหาความยากจนให้กับโลกที่สาม เพียงเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนอเมริกันแถบ Midwest เพียงกลุ่มเดียวที่เป็นเจ้าของอุตสาหกรรมผลิตเอทานอลจากข้าวโพด งานนี้ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฐานเสียงสำคัญของจอร์ช บุชนั้นอยู่แถบไหน
น้ำมันเอทานอลที่ผลิตจากน้ำตาลของบราซิลนั้นให้พลังงานมากกว่าน้ำมันจากเชื้อเพลิงฟอสซิลปกติถึง 8 เท่าในขณะที่น้ำมันเอทานอลข้าวโพดของอเมริกาให้พลังงานมากกว่าเพียง 1.3 เท่า นอกจากนี้เอทานอลจากน้ำตาลยังช่วยลดก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่าเอทานอลจากข้าวโพด และอ้อยซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลก็สามารถปลูกได้ง่ายในประเทศเขตร้อนที่ยากจนเช่นในแอฟริกาและในแคริเบียน ซึ่งเท่ากับเป็นการช่วยแก้ปัญหาความยากจนในประเทศเหล่านั้นไปด้วย และสิ่งที่โธมัสรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่งก็คืออเมริกาเลือกตั้งกำแพงภาษีนำเข้ากับน้ำมันเอทานอลจากน้ำตาลซึ่งเป็นผลผลิตของประเทศเพื่อนบ้าน แต่กลับเปิดเสรีต่อการนำเข้าน้ำมันดิบจากประเทศตะวันออกกลางซึ่งเป็นปฏิปักษ์
โธมัสถาม ดร.โฮเซ่ โกล์เด็มเบิร์ก ปลัดกระทรวงสิ่งแวดล้อมของบราซิล ผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมเอทานอลในประเทศว่า “คุณคิดว่ามันงี่เง่ามั้ยเนี่ยที่รัฐบาลบุชเลือกสนับสนุนกลุ่มต่อต้านอเมริกันแทนที่จะส่งเสริมการแก้ปัญหาความยากจนให้กับหมู่ประเทศที่เป็นมิตร”
“มันงี่เง่าสุดๆ” ดร.โกล์เด็มเบิร์กตอบอย่างตรงไปตรงมา
ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาและสิ่งแวดล้อมจำนวนมากต่างค้นหาแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จะช่วยบรรเทาปัญหาความยากจนโดยเฉพาะชุมชนท้องถิ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศเขตร้อนเช่นบราซิล เพราะถ้าคนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกก็เป็นไปได้สูงที่จะเลือกโค่นป่าอเมซอนหรือเปลี่ยนสภาพป่าเขตร้อนดั้งเดิมเป็นพื้นที่เกษตรเลื่อนลอยต่อไปเรื่อยๆ แม้ว่าแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในป่าเขตร้อนจะฟังดูดีแต่ปัญหาก็คือแนวทางดังกล่าวไม่สามารถทำในระดับมหภาคได้ ดังนั้นชาวบ้านจึงมักหวนกลับไปตัดไม้ทำลายป่าและบุกเข้าไปทำเกษตรในพื้นที่ธรรมชาติเหมือนเดิม
อุตสาหกรรมผลิตเอทานอลจึงเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากเพราะสามารถพัฒนาได้ในระดับประเทศ และเป็นตัวเลือกที่มีความยั่งยืนถ้ามีการส่งเสริมอย่างจริงจังและไม่มีการตั้งกำแพงภาษีบ้าบอ ในขณะเดียวกันประเทศอย่างบราซิลก็ต้องเริ่มคิดอย่างจริงจังด้วยว่าจะพัฒนาอุตสาหกรรมผลิตไบโอดีเซลจากอ้อยอย่างไรให้เกิดความยั่งยืนและไม่เป็นการทำลายสิ่งแวดล้อม
ข้อดีของการปลูกอ้อยก็คือไม่ต้องมีการพัฒนาระบบชลประทาน และมันไม่สามารถปลูกในพื้นที่ส่วนใหญ่ของอเมซอนหรือป่าเขตร้อนได้เนื่องจากมีสภาพชื้นแฉะเกินไป ดังนั้นการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยในอนาคตจึงไม่เป็นการคุกคามพื้นที่ป่าเขตร้อนเหมือนกับพืชเศรษฐกิจอย่างปาล์มน้ำมันหรือยางพารา อย่างไรก็ตามการวางแผนการขยายพื้นที่ปลูกอ้อยก็ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะไม่เป็นการคุกคามระบบนิเวศแบบอื่น ในกรณีของบราซิลพื้นที่ป่าฝนเขตแอตแลนติกซึ่งมีสภาพแห้งแล้งกว่าและเหมาะสมต่อการปลูกอ้อย กาแฟและสวนส้มเป็นระบบนิเวศที่อยู่ในสภาพน่าเป็นห่วงไม่แพ้ป่าฝนในเขตอเมซอน
ปัจจุบันประเทศเขตร้อนหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยต่างมีแผนการที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมไบโอดีเซลจากผลผลิตทางการเกษตรซึ่งในทางทฤษฎีนับว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจมาก เพราะเป็นยุทธศาสตร์การแก้ปัญหาความยากจนที่มีอนาคต มีตลาดขนาดใหญ่เนื่องจากเป็นคำตอบหนึ่งในการแก้ปัญหาวิกฤติพลังงาน ในขณะเดียวกันก็เท่ากับเป็นการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน แต่หนทางข้างหน้าก็ไม่ได้สดใสไปทั้งหมด
“ก็อย่างที่คุณเห็น ตอนนี้พื้นที่ธรรมชาติถูกบุกรุกทำลายจนแทบไม่เหลือหรออยู่แล้ว ป่าถูกตัดโค่น แม่น้ำขุ่นข้นไปด้วยหน้าดินที่ถูกชะล้าง มองไปทางไหนก็เห็นแต่คน คน คน และสิ่งก่อสร้างเต็มไปหมด” กุสตาโว ฟอนเซก้า รองประธานองค์กรอนุรักษ์นานาชาติกล่าวกับโธมัส ระหว่างที่ทั้งสองคนบินตรวจการบุกรุกพื้นที่ป่าไม่ไกลจากเซา เปาโล หัวเมืองทางตะวันออกเฉียงใต้ที่แออัดที่สุดในบราซิล
“เมื่อความต้องการไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คุณต้องแน่ใจว่า การขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มผลผลิตจะไม่สร้างปัญหาซ้ำรอยเหมือนกับการปฏิวัติการเกษตรในอดีตที่ผ่านมา แต่ละประเทศต้องวางแผนอย่างระมัดระวังและมีเป้าหมายที่ชัดเจน” กุสตาโวกล่าวทิ้งท้าย
ช่วงห้าปีที่ผ่านมาผืนป่าอะเมซอนถูกทำลายในอัตราเฉลี่ยปีละ 12.5 ล้านไร่ ส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนสภาพไปเพื่อการปลูกหญ้าเลี้ยงวัว ปลูกถั่วเหลืองและปาล์มน้ำมัน การขยายพื้นที่เพาะปลูกอ้อยเพื่ออุตสาหกรรมผลิตเอทานอลอาจเป็นตัวส่งเสริมให้มีการทำลายพื้นที่ทุ่งหญ้าซาวันน่าของบราซิลซึ่งมีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าป่าอเมซอน และในปัจจุบันก็เริ่มมีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณานโยบายขยายพื้นที่ปลูกอ้อยครั้งใหญ่อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน จึงไม่น่าแปลกใจที่องค์กรสิ่งแวดล้อมเริ่มพากันวิตกเกี่ยวกับความต้องการน้ำมันไบโอดีเซลที่อาจกลายเป็นวิกฤติสิ่งแวดล้อมอีกครั้งก็ได้ และเพิ่งมีจัดการประชุมนานาชาติว่าด้วยผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมจากอุตสาหกรรมไบโอดีเซลไปเมื่อเร็วๆนี้ที่ประเทศเยอรมัน
แต่ถึงกระนั้นโธมัสก็คิดว่าเรามีเครื่องมือมากมายที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว เริ่มจากการกำหนดพื้นที่อนุรักษ์ให้มีความชัดเจนและบรรลุข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงพื้นที่ธรรมชาติดั้งเดิม เกษตรกร เจ้าหน้าที่ของรัฐและนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต้องรีบหันหน้าคุยกันตั้งแต่วันนี้เพื่อที่จะร่วมกันกำหนดพื้นที่ที่ควรได้รับการอนุรักษ์อย่างเหมาะสมรวมไปถึงการลงทุนเพื่อให้การปกป้องคุ้มครองพื้นที่ดังกล่าว ไม่เช่นนั้นฝ่ายอนุรักษ์และฝ่ายพัฒนาคงจะต้องต่อสู้แย่งชิงพื้นที่กันไปอีกนาน และทำลายศักยภาพและโอกาสที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมเอทานอล
ที่น่าผิดหวังที่สุดคงจะเป็นยักษ์ใหญ่อย่างอเมริกาที่นอกจากจะทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อนเกี่ยวกับปัญหาร้อนๆ อย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว ยังไม่แม้แต่จะดูดำดูดีกับเพื่อนบ้านของตัวเอง แต่กลับให้ท้ายกลุ่มนายทุนอุตสาหกรรมน้ำมัน และยังพยายามอย่างหนักที่จะเปิดบริสุทธิ์เขตอนุรักษ์สัตว์ป่าอาร์คติกในอะแลสก้าเพื่อขุดเจาะน้ำมัน ดูเหมือนว่านโยบายหลายอย่างของรัฐบาลอเมริกันชุดนี้วนเวียนอยู่กับผลประโยชน์สกปรกของคนไม่กี่คนจริงๆ

ฟังเรื่องนี้จบก็ทำให้นึกถึงฉากหนึ่งในหนัง An Inconvenient Truth ที่อัล กอร์ ล้อเลียนเจ้าหน้าที่นโยบายระดับสูงของรัฐบาลบุชว่าเลือกอธิบายเรื่องความสำคัญของการพัฒนาและการอนุรักษ์ด้วยภาพตาชั่งสองข้าง ด้านหนึ่งคือทองคำแท่งหนึ่งกอง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือโลกทั้งใบ อืม... ถ้าใครที่คิดว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจนั้นสำคัญกว่าความอยู่รอดของโลก ก็น่าคิดเหมือนกันว่าคนคนนั้นโง่หรือบ้า
การทำลายสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อร้อยสองร้อยปีก่อนนั้นยังพอให้อภัยเพราะมนุษย์อาจยังรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่การตั้งหน้าตั้งตากอบโกยผลประโยชน์ในนามของการพัฒนาเศรษฐกิจโดยไม่ใส่ใจอนาคตของโลกในยุคปัจจุบันนั้นเป็นปัญหาความบกพร่องทางจริยธรรมของผู้นำโลกและเผ่าพันธุ์มนุษย์จริงๆ เพราะมันจะต่างอะไรกับคนบ้าที่กำลังจุดไฟเผาบ้านตัวเอง
แล้วถ้าคนอย่างจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ยังสามารถผ่านการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีด้วยเสียงส่วนใหญ่ได้ถึงสองสมัยติดต่อกัน ก็น่าคิดเหมือนกันกับคำถามที่โทมัส ฟริดแมน ตั้งไว้... หรือว่า อเมริกาโง่จริงๆ



