ปฏิรูป อ.ส.ม.ท. อย่าให้มีคนได้ร้อยเสียร้อย
ผมเห็นด้วยและสนับสนุนแนวทางของคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดขององค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย (อ.ส.ม.ท.) โดยมีนายพงษ์ศักดิ์ พยัคฆวิเชียร ทำหน้าที่รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ที่พยายามชูแนวคิด “สัมมาปัญญา” โดยเน้นของการรับผิดชอบต่อสังคมไม่คำนึงถึงผลกำไรด้านเดียวหรือเป็นด้านหลักจนเกินไป แนวคิดนี้แน่นอนกระทบทิศทางของ อ.ส.ม.ท. ในยุคมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ นั่งเป็น ผอ. ไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
เพราะข้อเท็จจริงต้องยอมรับกันว่ายุคสมัยมิ่งขวัญ ทิศทางของ อ.ส.ม.ท. เน้นกำไรเป็นด้านหลักแม้ไม่ใช่ด้านเดียวก็ตาม แต่ในด้านที่สังคมคาดหวังในฐานะสื่อในกำกับของรัฐบาลบทบาทและความรับผิดชอบต่อสังคมน้อยกว่าที่ควรจะเป็น เพราะแม้ อ.ส.ม.ท. จะแปรรูปฯ ไปแล้วก็ตามแต่รัฐบาลยังคงถือหุ้นอยู่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งในสมัยรัฐบาลทักษิณ ได้แปรรูป อ.ส.ม.ท. ทำให้กำไรที่ได้จากกิจการ อ.ส.ม.ท. ต้องนำมาแบ่งปั่นให้กับผู้ถือหุ้นแทนที่จะคืนกำไรให้กับประชาชนและสังคมอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ฉะนั้น บอร์ด อ.ส.ม.ท. ต้องกล้าทบทวนการจัดสรรรายได้เพื่อคืนกำไรแก่สังคม เพราะปัจจุบันรัฐบาลถือหุ้นกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
“ทิศทางใหม่” ของ อ.ส.ม.ท. ถูกต่อต้านทันทีจากพนักงานและสหภาพฯ อ.ส.ม.ท. ที่แสดงความกังวลในประเด็นธรรมาภิบาลขององค์กรและปัญหาที่อาจมีกรณีเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเกิดขึ้นจากผู้บริหารชุดใหม่
ข้อคัดค้านของพนักงาน อ.ส.ม.ท. ถือเป็นข้อกังขาที่บอร์ดและผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. ชุดใหม่ ต้องมีรูปธรรมและคำอธิบายที่จะทำให้สังคมเชื่อมั่นว่าไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหม่กับกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มเดิม แต่เป็นการผลักดันแนวทางสัมมาปัญญาที่สำคัญเป็นสัมมาวิธีอย่างแท้จริงด้วย
จะว่าไปแล้วสัมมาวิธีแม้ไม่ได้หมายความว่าจะคลี่คลายความขัดแย้งครั้งนี้ได้ทั้งหมดก็ตาม แต่อย่างน้อยความคลางแคลงใจของสังคมจะน้อยลงและกลายเป็นแรงสนับสนุนของบอร์ดชุดใหม่ด้วยซ้ำ แน่นอนแรงต้านจากพนักงานอาจดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องแต่อาจหมดน้ำหนักไปในที่สุด ถ้าบอร์ดสามารถแจกแจงและพิสูจน์ให้สาธารณะเห็นว่าสัมมาปัญญา ไม่ใช่โลโก้ของกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มใหม่หรือปราศจากความโปร่งใสอย่างที่สหภาพฯ กล่าวหา
จุดเปลี่ยนที่จะเป็นข้อพลิกผันสู่ความสำเร็จหรืออาจเป็นความล้มเหลวของแนวคิดใหม่ มีอยู่ 2 จุดที่ต้องจับตา
จุดพลิกผันประการแรก แน่นอนคงอยู่ที่การปรับผังรายการใหม่โดยเฉพาะการจัดสรรช่วงเวลาไพร์มไทม์ (Prime Time) คือเวลาตั้งแต่เวลา 16.00 – 21.30 น เพื่อสนองแนวคิดของบอร์ดชุดใหม่จะถูกจัดสรรให้ใคร อย่างไร และถูกนำมารับใช้รายการข่าวสารสาระและเป็นเวทีเปิดให้กับภาคประชาสังคมสามารถเข้าถึงและถกแถลงวาระแห่งชาติได้อย่างเสมอภาคจริงหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาช่วงเวลาดังกล่าวถูกนำสนองผลประโยชน์หรือกำไรของผู้ถือหุ้นเท่านั้น
จุดพลิกผันประการที่สอง บอร์ด อ.ส.ม.ท. จะต้องตอบโจทย์การปฏิรูปสื่อ ที่สังคมเคยวางรากฐานไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 อย่างไร ซึ่งระบุว่าทรัพยากรคลื่นความถี่ถือเป็นทรัพยากรสาธารณะ แม้ คมช. จะฉีกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทิ้งไป แต่ พ.ร.บ.จัดสรรคลื่นความถี่ตามมาตรา 40 ยังคงมีผลอยู่ เพราะทั้ง กทช. และ กสช. ก็ยังคงสถานะไว้ตามกฎหมายดังกล่าว ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลทักษิณลักไก่และฉวยโอกาสกับกลุ่มทุนบางกลุ่มแปรรูป อ.ส.ม.ท. เอาทรัพย์สินของประชาชนไปแปลงเป็นหุ้นขายในตลาดหลักทรัพย์ ทำให้ประชาชนเสียประโยชน์และขัดต่อเจตนารมณ์การปฏิรูปสื่อ และการจัดตั้งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงวิทยุและโทรทัศน์แห่งชาติ หรือ กสช. ที่กำลังจะมีการสรรหาใหม่ในกลางเดือนนี้
ฉะนั้นบอร์ด อสมท.ชุดใหม่จะต้องกล้าปฏิรูป อ.ส.ม.ท. อย่างจริงจัง โดยต้องหาช่องทางหรือมาตรการที่จะวางรากฐานให้ กสช. เข้ามากำกับดูแล อ.ส.ม.ท. ในฐานะที่เป็นทรัพยากรของสาธารณะได้ในอนาคต อย่าลืมว่าสื่อที่อยู่ในการกำกับของ อ.ส.ม.ท. ทั้งระบบมีมากกว่า ช่อง 9 โมเดิร์น ไนน์ เท่านั้น ยังมีคลื่นวิทยุกว่า 62 คลื่น ธุรกิจในเครือยูบีซีกว่า 100 ช่อง และช่อง 3 คุ้มค่าทุกนาทีอีกต่างหาก
หรือกล่าวให้ถึงที่สุดรัฐบาลและบอร์ดชุดใหม่ จะทวงคืน อ.ส.ม.ท. ในฐานะทรัพยากรของชาติมาอยู่ในมือของรัฐร้อยเปอร์เซ็นต์เต็มได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวแม้ผมจะเห็นด้วยกับแนวคิดของบอร์ดชุดใหม่ ที่จะยึดแนวคิดสัมมาปัญญา ซึ่งแน่นอนว่าการปรับตัวตัวในลักษณะปฏิรูปจะต้องมีบางกลุ่มได้รับผลกระทบแต่ไม่ควรให้เกิดความรู้สึกว่ามีผู้ได้ร้อยหรือเสียร้อยจากการปฏิรูปครั้งนี้ และผู้บริหาร อ.ส.ม.ท. ชุดใหม่ควรมีวิธีการจัดการอย่างระมัดระวังและแสวงหาความร่วมมือจากพนักงานในองค์กรให้มากที่สุด ซึ่งควรมีเวทีเวิร์กช็อปหรือสัมมนาเพื่อทบทวนและปรับแนวทางขององค์กรร่วมกันทั้งผู้บริหารและพนักงาน รวมทั้งภาคประชาชนหรือภาคผู้บริโภค
ความขัดแย้งครั้งนี้ควรหาข้อยุติโดยเร็วเพราะสังคมคาดหวังบทบาทของสื่อสูง โดยเฉพาะสื่อในกำกับของรัฐ เพื่อเข้ามาทำหน้าที่สร้างบรรยากาศและความสมานฉันท์ในสังคม เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับกันว่าระบอบทักษิณได้ใช้สื่อในกำกับของรัฐและกลุ่มทุนบริวารรับใช้และขยายผลจนทำให้ระบอบนี้สร้างปัญหาไปทั่ว และผมยังชื่อว่าที่ผ่านมาพนักงาน อ.ส.ม.ท. ก็ไม่ได้เห็นด้วยและพยายามออกมาค้านอยู่บ้างโดยเฉพาะการนำ อ.ส.ม.ท. ไปกระจายเป็นหุ้นขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ
ในขณะเดียวกันการเคลื่อนไหวของสหภาพฯ ก็ต้องมีคำอธิบายหรือมีข้อมูลที่มีน้ำหนักในการเคลื่อนไหวเพื่อให้สังคมเชื่อมั่นว่าไม่ได้คิดแค่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตนหรือเคลื่อนไหวเพราะราคาหุ้นตกอย่างที่สังคมคลางแคลงใจในขณะนี้…



