แอบมองรัฐบาลออสเตรเลีย
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
ช่วงนี้ผมเริ่มมีเวลาว่างนอนดูโทรทัศน์ในออสเตรเลียยาวๆ ครับ สิ่งที่ดึงดูดความสนใจผมได้มากสิ่งหนึ่งไม่แพ้รายการต่างๆ ในโทรทัศน์ก็คือ โฆษณาของรัฐบาลออสเตรเลีย ในหลากหลายโครงการ โฆษณาเหล่านี้ เน้นการประชาสัมพันธ์ตัวโครงการ ให้ประชาชนทั่วไปรับทราบจริงๆ ครับ ไม่ได้เน้นการประชาสัมพันธ์ความเก่งกาจของรัฐบาล
โครงการแรกที่ผมสนใจมากคือ โครงการ “Helping People Move into Work” ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มคน ที่มีความเสียเปรียบในการสมัครงาน ให้สามารถหางานทำได้
จริงๆ แล้วโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Welfare to Work” ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิรูประบบประกันสังคม ของประเทศออสเตรเลีย เนื่องจากในปัจจุบันมีแนวโน้มว่าจะมีคนว่างงาน และเข้ารับสวัสดิการในรูปแบบการประกันการว่างงาน มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดปัญหากับระบบประกันสังคมในอนาคต
กลุ่มเป้าหมายของโครงการ Helping People Move into Work อยู่ที่กลุ่มแรงงานวัยกลางคนขึ้นไป ที่ไม่ได้ทำงานในปัจจุบันจากหลากหลายสาเหตุ ยกตัวอย่างเช่น กลุ่มคุณแม่ที่ลาออกจากงานมาดูแลลูกตอนยังเล็กๆ กลุ่มคนสูงอายุ กลุ่มคนที่ไม่ได้ทำงานมาเป็นระยะเวลาหนึ่งซึ่งทำให้ทักษะในการทำงานลดน้อยลง กลุ่มผู้พิการที่ยังสามารถทำงานได้แต่มักไม่ได้รับความสนใจจากนายจ้าง หรือกลุ่มคนวัยกลางคนที่ถูกให้ออกจากงาน เนื่องจากธุรกิจต้องปิดกิจการลงหรือมีการเปลี่ยนแปลงในเทคโนโลยีการผลิตต่างๆ เป็นต้น
แรงงานกลุ่มนี้มักไม่ได้รับความสนใจจากนายจ้างเหมือนกับกลุ่มเด็กหนุ่มสาว หรือกลุ่มบัณฑิตจบใหม่จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้นทุนในการหางานของแรงงานกลุ่มนี้จึงอยู่ในระดับสูง และทำให้หลายคนเลือกที่จะอยู่ในสถานะว่างงาน และเข้ารับการช่วยเหลือจากระบบสวัสดิการของประเทศ
การช่วยเหลือผู้คนในโครงการ Helping People Move into Work นี้ จะเน้นหนักไปที่การให้ข้อมูลข่าวสาร แก่กลุ่มคนที่กำลังหางานทำ นอกจากนั้นทางโครงการ ยังมีบริการเพิ่มเติม ในการติดต่อประสานงานกับกลุ่มนายจ้าง ให้กับแรงงานในกลุ่มเป้าหมาย บริการพัฒนาระดับทักษะฝีมือแรงงานที่จำเป็นต่อการทำงานในที่ทำงานแห่งใหม่ และรวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือในการปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงานให้เหมาะสม ในกรณีที่ผู้เข้าร่วมโครงการเป็นผู้พิการหรือผู้สูงอายุ
ทางด้านนายจ้างก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน โดยโครงการนี้จะทดสอบสมรรถภาพการทำงาน ของแรงงานผู้เข้ารับบริการ และประเภทของงานที่แรงงานคนดังกล่าวทำได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเป็นข้อมูลให้กับนายจ้าง นอกจากนั้นนายจ้างยังได้รับผลประโยชน์ตอบแทนบางส่วน จากเงินกองทุนสวัสดิการสังคมถ้าหากนายจ้างรับคนกลุ่มนี้
เป็นการลดต้นทุนในการหางานทำให้กับแรงงานกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งน่าจะทำให้แรงงานกลุ่มดังกล่าวหันมาสนใจทำงานกันมากขึ้น โดยสังคมจะได้รับประโยชน์สองต่อ เนื่องจากโครงการนี้เป็นการย้ายแรงงานที่นอนเฉยๆ อยู่กับบ้าน และสร้างภาระให้กับผู้อื่น โดยการกินเงินสวัสดิการ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของกำลังแรงงานที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม
นอกจาก Helping People Move into Work แล้ว อีกโครงการเกี่ยวกับแรงงานที่น่าสนใจคือ “Skills for the Future” โดยโครงการนี้จะมุ่งไปที่การพัฒนาแรงงานมีฝีมือ (skilled labor) ในสาขาที่ขาดแคลนภายในประเทศ
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1999 รัฐบาลออสเตรเลียได้เริ่มสำรวจกลุ่มแรงงานมีฝีมือที่ขาดแคลนภายในประเทศในทุกอุตสาหกรรม และได้มีการจัดทำ “National Skills Shortage Strategy” ขึ้นมา โดยจากการสำรวจพบว่า แรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี วิศวกร ยานบิน เดินเรือ ก่อสร้าง ขนส่ง ช่างซ่อมรถยนต์ ผู้ประกอบการ ฯลฯ กำลังขาดแคลน ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจแต่ประการใด เนื่องจากงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ มักเกี่ยวข้องกับทักษะการคำนวณที่ซับซ้อน การใช้กำลังแรงงาน หรือไม่ก็มีความเสี่ยงในการประกอบอาชีพสูง
National Skills Shortage Strategy มีเป้าหมายหลักในการเพิ่มจำนวนแรงงานมีฝีมือในอุตสาหกรรมเหล่านี้ โดยได้มีความพยายามในการส่งเสริมภาพลักษณ์ ให้ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตัวอุตสาหกรรม รวมไปถึงการส่งเสริมการพัฒนาทักษะฝีมือที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพในกลุ่มสาขาที่ขาดแคลน
Skills for the Future เป็นหนึ่งในโครงการที่เกิดจากยุทธศาสตร์ดังกล่าว โดยกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่บรรดาเด็กหนุ่มสาว ไปจนถึงแรงงานวัยกลางคน ที่กำลังอยู่ในสถานะแรงงานไร้ฝีมือ (unskilled labor) โดยจะจับเอาคนกลุ่มนี้มาพัฒนาทักษะ ความรู้ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพในสาขาที่กำลังขาดแคลน เรียกได้ว่าเป็นการนำเอาแรงงานที่มีประโยชน์ต่อสังคมน้อยมาเพิ่มคุณค่า และย้ายไปอยู่ในจุดที่ทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อย่างเต็มที่
โครงการนี้มีโครงการสนับสนุนที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น โครงการที่นำเอาเยาวชนชั้นมัธยมปลาย เข้าไปลองฝึกทักษะ และฝึกงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย การสร้างศูนย์เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับลักษณะอาชีพ ความเจริญก้าวหน้า และรายได้ผลตอบแทนจากการทำงานในอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมไปถึงการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับสถานฝึกอบรมที่เกี่ยวข้อง
นอกจากนั้น ยังมีโครงการที่นำเอากำลังแรงงานในประเทศมาฝึกทักษะที่เกี่ยวข้องกับสาขาอาชีพขาดแคลนเหล่านี้ด้วย ทั้งกลุ่มแรงงานจบใหม่รุ่นหนุ่มสาว และแรงงานวัยกลางคนที่อาจกำลังคิดจะเปลี่ยนงานหรืออาจอยู่ในสถานะว่างงานในปัจจุบัน โดยมีการจ่ายเงินค่าตอบแทนตามช่วงอายุของแรงงานผู้เข้าร่วมโครงการ
โครงการสุดท้ายที่ผมจะพูดถึงในบทความนี้คือ โครงการ “Understanding Money” ที่มีการออกโฆษณาโทรทัศน์ในความถี่ที่ไม่แพ้โครงการอื่นๆ โดยโครงการนี้มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ของประชาชนทั่วไป ในเรื่องเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณรายรับรายจ่ายส่วนบุคคล
โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งภายใต้ The Financial Literacy Foundation ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นในปี ค.ศ.2005 มีเป้าหมายในการส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับการบริหารเงินส่วนบุคคล โดยกิจกรรมต่างๆ ภายใต้องค์กรนี้ จะเกี่ยวข้องกับการชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ ของการบริหารเงินส่วนบุคคล การสร้างงานวิจัยทางด้านการเงิน การให้ความรู้แก่เยาวชนในสถานศึกษาและบุคคลทั่วไปในที่ทำงาน และการสร้างเครื่องมือสนับสนุนต่างๆ ในการบริหารเงินส่วนบุคคล
แนวคิดที่โครงการ Understanding Money พยายามสื่อถึงผู้คนก็ง่ายๆ นั่นคือ คุณควรที่จะควบคุมรายจ่ายให้น้อยกว่ารายรับ และควรวางแผนล่วงหน้าสำหรับการใช้จ่ายในรายการใหญ่ๆ และการกู้เงิน
กิจกรรมหนึ่งในโครงการนี้คือ การออกเอกสารสิ่งพิมพ์ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญในการจัดทำงบประมาณส่วนบุคคล และยกตัวอย่างง่ายๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่าง ระหว่างผู้คนที่ใช้จ่ายอย่างไม่มีแผนการ และผู้คนที่มีการควบคุม การใช้จ่ายของตนเอ งและมีเงินออม นอกจากนั้นยังนำเสนอวิธีการจัดทำงบประมาณส่วนตัวแบบง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำตามได้ วิธีการในการจัดทำงบประมาณในอนาคตสำหรับการใช้จ่ายรายการใหญ่ๆ เช่น การซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ และวิธีการจัดทำงบประมาณเพื่อการวางแผนกู้เงิน
นอกจากนี้ยังมีการจัดงานสัมมนาส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำงบประมาณ และการสร้างนิสัยในการใช้เงินที่ถูกต้อง ตามสถานศึกษา ที่ทำงาน หรือตามแหล่งชุมชนต่างๆ อีกด้วย
ผมเข้าใจว่าโครงการที่ผมพูดถึงในบทความนี้อาจมีการดำเนินการอยู่แล้ว (อย่างเงียบๆ) โดยรัฐบาลไทยครับ แต่โครงการเหล่านี้มักไม่ค่อยได้รับความสนใจเท่าที่ควร ไม่เหมือนกับโครงการที่มุ่งเน้นการแจกทรัพย์สินเงินทองให้กับชาวบ้าน หรือโครงการบูมระบบเศรษฐกิจในรูปแบบอื่นๆ
ในทางเศรษฐศาสตร์กระแสหลักรัฐบาลเป็นส่วนประกอบที่จำเป็น แต่สิ้นเปลืองของสังคม เราเชื่อกันว่ารัฐบาล ควรมีหน้าที่อย่างจำกัด และไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมที่เอกชนสามารถทำได้ดีอยู่แล้ว โดยหน้าที่หลักๆ ของรัฐบาลอยู่ที่การรักษาไว้ซึ่งกฎหมายและความยุติธรรม กิจกรรมการกุศลและบรรเทาสาธารณภัย การรักษาไว้ซึ่งระบบเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพและการบรรเทาผลกระทบที่เหนือการคาดหมาย การแก้ไขปัญหาที่ทำให้ตลาด และภาคเอกชนทำงานได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เช่น ปัญหาผลกระทบภายนอก (externalities) หรือความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น
รัฐบาลไทยหลายชุดเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลายๆ อย่างมากเกินไป ซึ่งทำให้เกิดความสิ้นเปลืองหลายอย่าง ทั้งการบิดเบือนแรงจูงใจทางเศรษฐกิจที่นำมาซึ่ง deadweight losses การดำเนินกิจกรรมอย่างสิ้นเปลือง จากโครงสร้างที่อุ้ยอ้ายของรัฐบาล และการเปิดช่องทางให้แก่การฉ้อราษฎร์บังหลวง ในขณะที่กิจกรรมหลายอย่างที่รัฐบาลไทยควรทำกลับถูกละเลย
โครงการต่างๆ ที่ผมยกเอามาเล่าให้ฟังในบทความนี้เป็นกิจกรรมที่มุ่งแก้ปัญหาความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ทั้งความไม่สมบูรณ์ในช่วงเวลาปัจจุบันและในช่วงเวลาอนาคต รวมไปถึงการบรรเทาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น กับการเปลี่ยนแปลงของระบบเศรษฐกิจ โดยที่จะสามารถก่อให้เกิดการประหยัด หรือการลดขนาดของรัฐบาลลงได้ในเวลาเดียวกัน
หลายคนอาจเห็นต่างแต่ผมขอสรุปเข้าข้างหลักวิชาของผมว่า การดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในลักษณะของรัฐบาลออสเตรเลีย เป็นส่วนหนึ่งที่นำมาซึ่งการเติบโตที่แข็งแกร่งของระบบเศรษฐกิจออสเตรเลีย โดยการหดตัวเล็กน้อย ของระบบเศรษฐกิจครั้งสุดท้าย เกิดขึ้นเมื่อเกือบยี่สิบปีที่แล้ว และคนส่วนใหญ่จำไม่ได้แล้วว่า วิกฤตเศรษฐกิจครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นเมื่อไร
มันแตกต่างกับระบบเศรษฐกิจที่รัฐบาลมุ่งเน้นนโยบายประชานิยม หรือการกระตุ้นระบบเศรษฐกิจอย่างเกินความจำเป็นมากจริงๆ ครับ
หมายเหตุ: คอลัมน์ มองซ้ายมองขวา หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549



