Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
one ton
วันชัย ตัน


จากสุวรรณภูมิถึงแก่งคอย เสียงตะโกนที่ไม่มีใครได้ยิน

ตอนนี้ใครต่อใครก็ได้แต่เห็นใจชาวบ้านที่อาศัยอยู่รอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิ ที่ต้องทนกับมลภาวะทางเสียงของเครื่องบินที่บินขึ้นลงเกือบตลอดเวลา ไม่เว้นให้พักผ่อนกันยามค่ำคืนเลย

หากไม่เกิดกับตัวเองและครอบครัว คงไม่รู้หรอกว่าเสียงดังสนั่นของเครื่องบินยักษ์ขณะที่บินอยู่เหนือหัวของหลังคาบ้านไม่มากนัก มันทนทุกข์ทรมานและเสียวสยองเพียงใด

นอกจากเสียงสั่นประสาทแล้ว ไม่รู้ว่าเครื่องบินจะบินตกมาทับหลังคาบ้านเมื่อใด

แต่คนรอบสนามบินสุวรรณภูมิที่ได้รับผลกระทบจากเสียงของเครื่องบิน นับว่ายังโชคดี ด้วยความที่สนามบินสุวรรณภูมิมีเรื่องฮ็อตหลายเรื่อง อยู่ในความสนใจของสื่อมวลชนและผู้คนจำนวนมาก จึงมีส่วนกดดันให้ทางการต้องหาทางบรรเทาความเดือดร้อนของชาวบ้านไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง โดยเฉพาะการให้เงินค่าชดเชยจนชาวบ้านสามารถย้ายบ้านออกจากบริเวณนั้นได้

อย่างน้อยคนรอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิยังโชคดีกว่าชะตากรรมของคนแก่งคอย

อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไป ที่มาชอบล่องแก่งชมความงามตามธรรมชาติสองฟากฝั่งของแม่น้ำป่าสัก

ในอดีตแก่งคอยที่มีพื้นที่กว่า 5 แสนไร่ เป็นดินแดนที่มีอากาศบริสุทธิ์แห่งหนึ่งของเมืองไทย มีทิวเขาหินปูน สัตว์ป่า และป่าใหญ่ติดอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แม่น้ำป่าสักที่มีเกาะแก่งมากมาย จนชื่อ “แก่งคอย” ก็มาจากการที่คนสมัยโบราณต้องมาคอยเรือที่จะล่องทวนน้ำขึ้นไปเมืองโคราชหรือเมืองเพชรบูรณ์ตามแก่งเหล่านี้นั่นเอง

แต่ไม่กี่สิบปีผ่านมา นโยบายของรัฐบาลต้องการให้แก่งคอยเป็นแหล่งผลิตปูนซีเมนต์ของประเทศ ด้วยทรัพยากรธรรมชาติของคนท้องถิ่น แต่ไม่เคยปรึกษาคนแก่งคอยเลย คือ ภูเขาหินปูน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ยักษ์ใหญ่ 3 แห่งของประเทศ ก็ได้สัมปทานทรัพยากรธรรมชาติของคนท้องถิ่นไป และแล้วการระเบิดหินปูนที่ดังสนั่นติดต่อกัน พื้นบ้านสะเทือน เศษหินหล่นทับใส่หลังคาบ้าน จนชาวบ้านนอนไม่หลับก็ดังต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

เมื่อโรงงานปูนซีเมนต์เป็นผู้บุกเบิก ต่อมาแก่งคอยได้เป็นพื้นที่รองรับอุตสาหกรรมการลงทุนจากต่างชาติ จากอำเภอที่มีสภาพธรรมชาติอันงดงาม กลายเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตั้งอยู่มากที่สุดถึง 133 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานปิโตรเคมี โรงงานผลิตเส้นใยสังเคราะห์ โรงงานผลิตสารเคมี โรงงานฆ่าชำแหละสัตว์ปีก โรงงานผลิตน้ำเชื่อม บ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และล่าสุดโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน

โรงงานทั้งหลายได้ปล่อยฝุ่นละอองจากการระเบิดภูเขาหินปูน เขม่าควันพิษจากโรงงานและน้ำเสียลงคูคลองและแม่น้ำอย่างเงียบๆ ต่อเนื่องมาหลายสิบปี ยังไม่รวมกลิ่นเหม็นเน่าจากโรงงานผลิตแอลกฮอล์จากซังข้าวโพด หรือบ่อฝังกลบขยะและกากสารพิษจำนวนมาก

จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตาม

แต่คนแก่งคอยที่มีประชากรประมาณ 8 หมื่นคน ในปี พ.ศ. 2544 มีผู้ป่วยเป็นโรคทางเดินหายใจถึง 7 หมื่นคน และปี 2546 ลดลงเหลือ 5 หมื่นคน

เมื่อเทศบาลของอำเภอแก่งคอยได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาสำรวจคุณภาพอากาศ พบว่ามาจากปริมาณฝุ่นละอองในอากาศที่มีค่าเกินมาตรฐานที่กำหนดมาก แต่เมื่อทางสำนักนโยบายและแผนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มาเก็บข้อมูล กลับพบว่าฝุ่นละอองอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน และระบุสาเหตุของความเจ็บป่วยของชาวแก่งคอยว่ามาจากการสูบบุหรี่และความชราภาพ

โอ...พระเจ้าจอร์จ คิดได้อย่างไร

เมื่อไม่นานมานี้ พรรคพวกชวนไปเที่ยวโรงงานอุตสาหกรรมในแก่งคอย เราพบว่าบ้านละแวกนั้น ส่วนใหญ่หิมะตกตลอดทั้งปี เพราะหลังคาขาวโพลนจากฝุ่นของการระเบิดหินที่ปลิวตกลงมาเกือบทุกวัน จนขี้เกียจขึ้นไปทำความสะอาดกันแล้ว ส่วนฝุ่นหน้าบ้านก็ไม่รู้จะกวาดไปตรงไหน เพราะมันขาวโพลนกันไปทั่ว พอลมพัดมาก็กลับมาใหม่

“อย่าแปลกใจที่คนแก่งคอยมีกิริยาไม่ค่อยสุภาพนัก คือ ชอบแคะขี้มูก เพราะแคะกันจนเคยชิน เนื่องจากฝุ่นเข้าจมูกตลอด” เจ้าของร้านขายยาในตลาดคนหนึ่งบอกผมต่อว่า

“ยาแก้แพ้ ยาแก้หวัดขายดีมาก เพราะคนแก่งคอยเป็นหวัดเรื้อรังและแพ้อากาศกันมาก แต่คงเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนบ่อย ไม่เกี่ยวกับฝุ่นละอองหรอกครับ” เจ้าของร้านกล่าวประชด

ผมมีโอกาสไปพบสุภาพสตรีอดีตนักบัญชีของธนาคารชื่อดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ที่อุตส่าห์ย้ายบ้านหนีควันพิษมาตั้งรกรากอยู่ที่แก่งคอย เพื่อหาอากาศบริสุทธิ์ แต่พบว่า

“พอมาอยู่ได้ไม่นาน ก็มีโรงงานปิโตรเคมีมาตั้งอยู่ละแวกนั้น ปล่อยควันสีดำวันละหลายเวลา พอไปร้องเรียนกับทางการ เจ้าหน้าที่มาตรวจก็บอกว่า ค่าฝุ่นละอองไม่เกินมาตรฐานที่ทางการกำหนดสักที ส่วนกลิ่นเหม็นนั้นก็แค่สร้างความรำคาญ แต่ไม่มีผลต่อสุขภาพ

“ดิฉันอยากให้คนเหล่านี้ย้ายมาอยู่ที่นี่ทุกวันแบบดิฉัน จะได้รู้ว่าอาการแสบจมูกแสบตานั้นเป็นอย่างไรจริงๆ”

ปัจจุบันสาวบัญชีผู้นี้กลายเป็นแกนนำม็อบคนหนึ่งอย่างไม่ตั้งใจ ในนามของชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแก่งคอยคัดค้านการที่โรงงานผลิตไฟฟ้าพลังงานถ่านหินแห่งหนึ่งที่ถูกชาวบ้านอำเภอบ่อนอก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ขับไล่ และมาตั้งอยู่ที่แก่งคอย โดยที่ชาวบ้านไม่รู้เรื่องมาก่อนเลย

“ดิฉันไม่เข้าใจจริงๆ ว่า ทางการคิดอะไรกับแก่งคอยอยู่ ถึงเอาโรงงานอุตสาหกรรมขนาดยักษ์มาตั้งอยู่ที่แก่งคอยตลอดเวลา เราต่อสู้คัดค้านเพื่อขอเพียงอากาศบริสุทธิ์ ฝุ่นละอองที่ลดลง และแม่น้ำป่าสักที่จะไม่เน่าไปมากกว่านี้อีกแล้ว แต่ผลที่ได้รับก็คือ ชาวบ้านหัวแตกจากการถูกอันธพาลรุมตี ในขณะที่ตัวฉันก็ถูกตำรวจแจ้งจับดำเนินคดี”

หรือคงไม่เคยมีใครบอกชาวบ้านเหล่านี้ว่า ทางรัฐบาลได้วงเส้นในแผนที่ให้อำเภอแก่งคอยเป็นนิคมอุตสาหกรรมไว้นานแล้ว แถมโรงงานยังได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าเครื่องจักร ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นเวลา 7 ปี และเมื่อมีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมากเกิดขึ้น โรงไฟฟ้าขนาด 1,500 เมกะวัตต์ ก็ตามมาอย่างช่วยไม่ได้

แต่ที่สำคัญคือ ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีในฐานะตัวการทำลายสิ่งแวดล้อม ตัวการทำลายทรัพยากรธรรมชาติของคนท้องถิ่นตลอดนิรันดร์กาล

“คนสุวรรณภูมิโชคดีโดนแค่เรื่องเสียง แต่คนแก่งคอยโดนทั้งเสียง ลมหายใจ อากาศเป็นพิษ และน้ำเน่า อย่างเงียบๆ มาหลายสิบปีแล้ว” เจ้าของร้านขายยาบอกกับผมก่อนอำลา

เสียงตะโกนของคนแก่งคอย คงโดนเสียงระเบิดหินปูนของโรงงานปูนซีเมนต์ยักษ์ใหญ่กลบเสียอยู่หมัด

ผมนึกในใจ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter