ข้ามแม่น้ำยูเฟรติส
ถ้าจะเริ่มต้นไล่ความเป็นมาของชาวยิวกันจริงๆ แล้ว…สิ่งที่เริ่มปรากฏให้เห็นรางๆถึงความเป็นชาวยิวก็ดูจะเริ่มต้นมาจากกระทาชายรายหนึ่งซึ่งมีนามว่านาย “เทราห์” ซึ่งอาศัยอยู่ในเมืองโบราณแห่งหนึ่งที่เรียกกันว่าเมือง “เออร์” หรือ “อูร์” ที่อยู่ในประเทศอิรักในทุกวันนี้..
และจะด้วยเหตุผลกลใดก็ไม่ทราบได้…ที่ทำให้อยู่มาวันหนึ่งนาย “เทราห์” ได้ตัดสินใจหอบหิ้วครอบครัวลูกหลาน อพยพออกมาจากเมืองเออร์ด้วยการข้ามแม่น้ำ “ยูเฟรติส” ออกไปยังอีกฟากหนึ่ง แล้วก็เดินทางต่อขึ้นไปอาศัยอยู่ทีเมือง “ฮาราน” ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศตุรกีในขณะนี้
ว่ากันว่า…การอพยพข้ามแม่น้ำออกไปอาศัยอยู่ในอีกฟากหนึ่งเช่นนี้ ทำให้เกิดการเรียกขานกลุ่มคนที่อพยพติดตามนาย “เทราห์” ว่า… “ผู้ที่ได้ข้ามไปฟากโน้น” หรือ “อิวรึม” ซึ่งได้กลายมาเป็นคำว่า “ฮิบรู” ที่มีความหมายเกี่ยวพันกับชาวยิวในปัจจุบัน…
แต่อันที่จริงแล้ว…ไม่ว่าความหมายของคำว่า “ฮิบรู” หรือ “อิวรึม” จะมีที่มาจากตัวนาย “เทราห์” หรือไม่ก็ตามแต่ แต่ตัวของนาย “เทราห์” และครอบครัวบุตรหลานในยุคแรกๆ ก็ยังไม่น่าจะมีอะไรที่เป็นฮิบรูในความหมายที่หมายถึงชาวยิวในทุกวันนี้ซักเท่าไหร่นัก เพราะบรรดาผู้ที่สืบเชื้อสายต่อมาจากนาย “เทราห์” หลายต่อหลายราย ยังได้แตกกระจายออกไปเป็นชนชาติอีกหลายต่อหลายชนชนติ และบางชนชาติก็กลับกลายมาเป็น “ศัตรูคู่อาฆาต” กับชาวยิวหรือชาวอิสราเอลในปัจจุบันนี้ไม่น้อย…
แต่อย่างไรก็ตาม…การอพยพข้ามฟากแม่น้ำยูเฟรติสของนาย “เทราห์” ครั้งนั้น ก็ถือได้ว่าก่อให้เกิดจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่ความเป็นยิวหรือความเป็นอิสราเอลในเวลาต่อมา เนื่องจากว่า หลังจากที่นาย “เทราห์” ได้เสียชีวิตลงไปที่เมืองฮาราน บุตรคนโตของนาย “เทราห์” ชื่อว่า “อับราม” ก็ได้ชักชวนลูกของน้องชายตัวเองหรือหลานที่ชื่อว่า “โลท” ให้เดินทางอพยพต่อลงมาทางใต้ มายังดินแดนที่อยู่ระหว่างฟากตะวันออกของประเทศอียิปต์-ด้านใต้ของประเทศซีเรีย-เหนือประเทศซาอุดิอารเบียขึ้นมานิด หรือดินแดนที่มีการเรียกขานกันในสมัยโบราณว่า “คานาอัน” ซึ่งน่าจะอยู่ในบริเวณประเทศจอร์แดนและอิสราเอลในปัจจุบัน…
และในระหว่างที่ “อับราม” และหลานนำพาครอบครัวตัวเองอพยพร่อนเร่เลี้ยงสัตว์ไปในพื้นที่ดังกล่าวนี่เอง ที่ได้เกิดคำเล่าขาน กลายเป็นตำนานปรัมปราเล่าสืบทอดในหมู่ลูกหลานของคนเหล่านี้ในเวลาต่อมา หรือกลายเป็นข้อความที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์โตราห์ของศาสนายูดาย และคัมภีร์ไบเบิลของศาสนาคริสต์อยู่จนทุกวันนี้ นั่นก็คือคำบอกเล่าถึงประสบการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นกับ “อับราม” ในระหว่างที่ตั้งเต็นท์พักอาศัยอยู่ในดงไม้แห่งหนึ่งในพื้นที่บริเวณนี้…ประสบการณ์ที่ว่าก็คือการที่ “อับราม” ได้พบกับ “พระผู้เป็นเจ้า”…???
ซึ่งพระเจ้าองค์นี้นี่เอง…ที่ได้กลายมาเป็น “พระเจ้าของชาวอิสราเอล” หรือพระเจ้าที่ตัดสินใจเลือกชาวอิสราเอลเป็น “ชนชาติของพระเจ้า” กันเป็นการเฉพาะ, เป็นชนชาติที่มี “พันธสัญญา” กับพระเจ้า, เป็นชนชาติที่ “พระเจ้าเลือกสรรแล้ว” ในเวลาต่อมา…???
อุบัติการณ์ที่ว่านี้เริ่มต้นมาจากการที่พระเจ้าได้ทรงลงมาพบกับ “อับราม” หรือได้ทรงเรียก “อับราม” เข้าไปพบก็แล้วแต่ แต่พระองค์ก็ได้เปลี่ยนชื่อเสียงเรียงนามของ “อับราม” ให้กลายมาเป็น “อับราฮัม” อันมีความหมายถึง “ผู้ที่เป็นบิดาของมวลชน” พร้อมกันนั้นก็ได้เจรจาแลกเปลี่ยนเงื่อนไขบางประการ ด้วยการระบุให้ “อับราฮัม” และลูกหลานสร้าง “สัญลักษณ์” หรือเครื่องหมายที่จะเป็นตัวยืนยันการทำพันธสัญญาระหว่างพระเจ้ากับอับราฮัมเอาไว้ดังนี้คือ…
“พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า เจ้าเองก็ดี เชื้อสายของเจ้าที่สืบตลอดชั่วชาติพันธ์ของเจ้าก็ดี จงรักษาพันธสัญญาของเรา เจ้าจงเข้าสุหนัต ตัดหนังหุ้มปลายองคชาติของเจ้า นี่จะเป็นหมายสำคัญของพันธสัญญาระหว่างเรากับเจ้า ผู้ชายที่มีอายุแปดวันต้องเข้าสุหนัต คือชายตลอดชั่วชาติพันธุ์ของเจ้า เป็นคนที่เกิดในบ้านเจ้าก็ดี หรือที่เอาเงินซื้อมาจากคนต่างด้าวใดๆซึ่งไม่ใช่พงษ์พันธุ์ของเจ้าก็ดี ทั้งผู้ที่เกิดในบ้านของเจ้าและที่เอาเงินของเจ้าซื้อมา จะต้องเข้าสุหนัตดังนี้แหละ พันธสัญญาของเราจะได้อยู่ที่เนื้อของเจ้า เป็นพันธสัญญานิรันดร์ ชายใดที่มิได้เข้าสุหนัต มิได้ตัดหนังหุ้มปลายองคชาติ จะต้องถูกตัดจากชนชาติของเรา เขาได้ละเมิดพันธสัญญาของเรา…” ???
ในขณะที่ได้ยื่นเงื่อนไขเอาไว้ดังนี้…พระองค์ก็ได้เสนอ “สิ่งแลกเปลี่ยน” ที่น่าสนใจไม่น้อย นั่นก็คือคำสัญญาที่พระองค์ได้บอกกล่าวกับอับราฮัมเอาไว้แต่แรกว่า…
“เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปแช่งคนที่สาปแช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า…”
และ… “เราจะทำให้เชื้อสายของเจ้ามากมายเหมือนผงคลีดิน ผู้ใดนับผงคลีดินได้ก็จะนับเชื้อสายของเจ้าได้ เจ้าจงลุกขึ้นเดินเที่ยวไปตลอดดินแดนนี้ให้ทั่วด้านยาวด้านกว้างเถิด ด้วยว่าเราจะยกดินแดนนี้ให้เจ้า…”
ซึ่งดินแดนที่พระเจ้าได้ระบุเอาไว้ในคำสัญญาว่าจะยกให้กับอับราฮัมตั้งแต่แรกเริ่มการทำพันธสัญญานั้น ก็เรียกว่าใหญ่โตไม่เบา หรือน่าจะถือได้ว่าคุ้มค่ากับ “สิ่งแลกเปลี่ยน” เล็กๆ น้อยๆ ไม่ว่าการแสดงความยอมรับนับถือความเป็นพระเจ้าของพระองค์หรือการทำสุหนัตให้เป็นสัญลักษณ์เอาไว้กับตัวเองและลูกๆ หลานๆ เพราะมันเป็นดินแดนที่กินอาณาเขตกว้างขวางประมาณตั้งแต่ประเทศอียิปต์ลากไปจรดประเทศอิรัคขึ้นไปถึงประเทศซีเรียในทุกวันนี้ หรือ ”ตั้งแต่ต้นแม่น้ำอียิปต์ไปถึงแม่น้ำใหญ่คือแม่น้ำยูเฟรติส ทั้งแผ่นดินคนเคไนต์ คนเคนัส คนขัดโมไนต์ กับคนฮิตไทต์ คนเปริสซี คนเรฟาอิม คนอาโมไรต์ คนคานาอัน คนเกอร์กาซีและคนเยบุสด้วย…”
การที่อับราฮัมซึ่งเป็นเพียงผู้นำครอบครัวหรือผู้นำชุมชนเล็กๆที่เลี้ยงสัตว์ร่อนเร่ไปตามดินแดนต่างๆที่ตัวเองไม่ได้คุ้นเคยมาก่อนมากนัก ต้องใช้ชีวิตโดดเดี่ยวอยู่ในหมู่ชาวพื้นเมืองแปลกหน้าแปลกตาที่ตัวเองไม่เคยรู้จักหรือไม่ได้เป็นพรรคพวกเผ่าพันธุ์เดียวกันกับตัวเอง จะได้มีโอกาสพบกับพระเจ้าผู้ซึ่งยื่นข้อเสนอแลกเปลี่ยนในลักษณะเช่นนี้ อันที่จริงก็ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าแปลกประหลาดอะไรมากนัก ถ้าหากเรานำเอาประสบการณ์ของอับราฮัมไปเปรียบเทียบกับประสบการณ์ของบรรดาครอบครัว-ชุมชนต่างๆตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ ที่ต่างก็เคยใช้ชีวิตร่อนเร่ อพยพโยกย้าย กระจัดกระจายไปตามพื้นที่ต่างๆ กันมาโดยตลอด จะด้วยความโดดเดี่ยว อ้างว้าง อันเนื่องมาจากบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่ตัวเองไม่คุ้นเคย หรือการพบปะกับผู้คนที่แปลกหน้าแปลกตา มีเอกลักษณ์แตกต่างไปจากตัวตนของตนหรือครอบครัวของตน หรือจะด้วยเหตุอื่นๆ ก็แล้วแต่ แต่บรรดาผู้คนเหล่านี้หรือครอบครัว-ชุมชนต่างๆ เหล่านี้ ก็มักจะได้มีประสบการณ์ในการพบปะกับ “พระเจ้า” ในแบบ “ของใคร-ของมัน” มาก่อนด้วยกันทั้งสิ้น…
ไม่ว่าจะเป็นชาวอียิปต์ในยุคที่ยังร่อนเร่อยู่ในแถบตอนกลางของทวีปแอฟริกามาก่อน ชาวสุเมเรียนที่อพยพเข้ามาในดินแดนเมโสโปเตเมียยุคแรกๆ ชาวอินเดียในยุคเริ่มต้นอารยธรรม ชาวอินคา ชาวมายาในอเมริกากลางหรืออเมริกาใต้ ชาวเอเซีย ชาวโพลีนีเชียน ชาวอะบอริจินในออสเตรเลีย ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ต้องมีตำนานเล่าขานถึงประสบการณ์ของบรรพบุรุษตัวเองที่เคยพบกับ “พระเจ้า” หรือ “เทพเจ้า” ที่มีข้อเสนอ ข้อแลกเปลี่ยน และมีรูปร่างลักษณะแตกต่างไปตามอารมณ์ความรู้สึกของใคร-ของมัน
และบรรดาประสบการณ์ ข้อเสนอ ข้อแลกเปลี่ยน ระหว่างบรรพชนของครอบครัวต่างๆ หรือชุมชนต่างๆ กับ “พระเจ้า” ของตัวเองนี่แหละ ที่นอกจากมันจะทำให้เกิดสิ่งยึดเหนี่ยว เกิดความรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย ไม่โดดเดี่ยวแปลกแยกต่อสภาพแวดล้อมรอบข้างมากนัก มันยังทำให้เกิดแรงบันดาลใจ ความใฝ่ฝัน ความทะเยอทะยานในการที่จะยกระดับเผ่าพันธุ์ตนเองหรือครอบครัวตัวเอง ให้มีโอกาสผงาดขึ้นมาเป็นชนชาติอันยิ่งใหญ่เหมือนกับชนชาติอื่นๆ หรืออยู่เหนือชนชาติอื่นๆ กันในโอกาสต่อไป



