Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


Open Source Education: เปิดโลกแห่งการศึกษาไร้พรมแดน

ยิ่งโลกาภิวัตน์ทำให้โลกแบนลงเท่าไหร่ โอกาสในการแสวงหาความรู้ของมนุษย์ก็ดูเหมือนจะเปิดกว้างมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อผู้ใช้อินเตอร์เน็ตมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

แต่ความหลากหลายและปริมาณของข้อมูล ที่อินเตอร์เน็ตทำให้เราทุกคน (ที่มีฐานะดีพอที่จะเข้าอินเตอร์เน็ต) กลายเป็นพหูสูตได้โดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้นั้น ไม่ได้ทำให้เรา “ฉลาด” กว่าเดิมโดยอัตโนมัติ

ลำพังข้อเท็จจริงที่ว่าโลกร้อนขึ้นปีละกี่องศา โรงงานทั่วโลกปล่อยมลพิษปีละกี่ล้านตัน และกฎหมายสิ่งแวดล้อมในประเทศต่างๆ เขียนว่าอย่างไร ไม่อาจช่วยให้โลกเย็นลงได้ หากไม่มีใครสามารถประมวล วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลเหล่านั้นออกมาเป็น “ความรู้” เกี่ยวกับโลกร้อน

เพราะ “ข้อมูล” ไม่ใช่ “ความรู้” เป็นเพียง “วัตถุดิบ” ของความรู้เท่านั้น

กระบวนการ “แปลง” ข้อมูลให้เป็นความรู้ ต้องอาศัยทักษะ ซึ่งการศึกษาเท่านั้นที่จะสอนได้ ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในระบบหรือนอกระบบก็ตาม

ย้อนหลังไปเพียงไม่ถึงยี่สิบปีก่อนโลกเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 การทำรายงานส่งอาจารย์ไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้เขียนจำได้ว่าสมัยเป็นนักเรียน ต้องใช้เวลาแรมเดือนในการค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือในห้องสมุด และสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ (ส่วนใหญ่ด้วยการอาศัยผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดติดต่อให้) เพื่อขอข้อมูลมาใช้ทำรายงาน

ขั้นตอนการกลั่นกรอง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ และนำมาเรียบเรียงเป็นรายงานนั้น ทำให้ข้อมูลค่อยๆ ถูกแปลงไปเป็น “ความรู้” ในสมองโดยไม่รู้ตัว (ถ้ากลั่นข้อมูลออกมาเป็นความรู้ไม่ได้ รายงานฉบับนั้นก็คงไม่ดีเท่าที่ควร)

ต่างกับนักเรียนสมัยนี้ที่ใช้เพียงกูเกิ้ล กับฟังก์ชั่น “ลอก” (copy) และ “แปะ” (paste) ในโปรแกรมเวิร์ด ก็สามารถ “ผลิต” รายงานแบบ “สำเร็จรูป” ยาวหลายสิบหน้าได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง พร้อมรูปประกอบสี่สีสวยงาม

ความสะดวกสบายในการเข้าถึงข้อมูลในยุคโลกาภิวัตน์ ทำให้นักเรียนไม่ต้องวางแผนการหาข้อมูลเพื่อให้สามารถใช้เวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดเหมือนนักเรียนในอดีต แต่ปริมาณข้อมูลมหาศาลที่อยู่ในอินเตอร์เน็ต ก็ทำให้นักเรียนสมัยนี้ยิ่งต้องใช้ทักษะด้านการวิเคราะห์และแยกแยะระหว่างข้อมูลที่จำเป็นกับไม่จำเป็น ตลอดจนลำดับความสำคัญและตัดสินความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลต่างๆ

ถ้าข้อมูลเรื่องเดียวกันจากสองแหล่งไม่ตรงกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าแหล่งไหนจริง แหล่งไหนเท็จ หรือแท้ที่จริงแล้วเป็นข้อมูลจริงทั้งคู่ เพียงแต่มองจากมุมมองที่แตกต่างกันเท่านั้น?

ยิ่งเราเข้าถึงข้อมูลได้มากเท่าไหร่ ทักษะในการแยกแยะและแปลงข้อมูลเป็นความรู้ ก็ยิ่งจำเป็นมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะในโลกสมัยใหม่ที่ปัญหาต่างๆ มีความซับซ้อนมากขึ้น การตัดสินใจหลักๆ ของมนุษย์ ไม่ใช่เป็นการเลือกระหว่างสองขั้วตรงข้าม (เช่น ถ้า “ไม่เอา” ทุนนิยม ก็แปลว่าต้อง “เอา” คอมมิวนิสต์ หรือถ้า “ไม่เอา” ประชาธิปไตย ก็แปลว่า “เอา” เผด็จการ) อีกต่อไป

โลกยุคโลกาภิวัตน์เป็นโลกของไม้บรรทัดสีเทา ที่ระบอบสังคมนิยมทางการเมืองสามารถอยู่ร่วมกับทุนนิยมทางเศรษฐกิจได้อย่างกลมกลืน และเผด็จการในคราบประชาธิปไตยไม่ใช่เรื่องแปลก ความซับซ้อนของเครือข่ายโลกาภิวัตน์แปลว่าการแก้ปัญหาต่างๆ ต้องทำแบบ “บูรณาการ” คืออาศัยความรู้ความเข้าใจจากผู้เชี่ยวชาญหลายแวดวง เช่น วิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้ได้ผลจริงๆ ต้องใช้ตั้งแต่ความเข้าใจสาเหตุของปัญหา (วิทยาศาสตร์) แรงจูงใจของผู้ได้รับผลกระทบฝ่ายต่างๆ (เศรษฐศาสตร์) และผลกระทบด้านสังคมและวิถีชีวิต (มานุษยวิทยา) เพื่อสร้างกฎเกณฑ์กำกับแรงจูงใจเหล่านั้นให้สิ่งแวดล้อมดีขึ้น (กฎหมาย) และรณรงค์ในรูปแบบต่างๆ ให้คนทำตามกฎเกณฑ์เหล่านั้น (ศิลปะ) ด้วยจิตสำนึกที่ดี (ศาสนา)

ดังนั้น นักเรียนในยุคนี้ที่จะสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะพอที่จะช่วยสังคมได้ จึงไม่เพียงแต่ต้อง “คิดเป็น” เท่านั้น แต่ยังต้อง “คิดแบบบูรณาการ” ได้อีกด้วย ไม่ใช่คิดแบบคับแคบอยู่แค่แวดวงวิชาการหรือวิชาชีพของตัวเองเท่านั้น ไม่เห็นคุณค่าของคนอื่น

ความสะดวกสบายของอินเตอร์เน็ตในฐานะ “คลังข้อมูลของโลก” จึงทำให้การสอนแบบ “ให้ความรู้” ลดความสำคัญลง เพราะอาจารย์ไม่ใช่ผู้ผูกขาดความรู้เพียงแหล่งเดียวของนักเรียนอีกต่อไปแล้ว ในทางกลับกัน การสอน “ทักษะในการแสวงหาความรู้” ก็ยิ่งทวีความสำคัญขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหาหลักของการศึกษาไทย นอกเหนือจากปัญหาเรื่องค่านิยมฟุ้งเฟ้อและมักง่ายของนักเรียน คือการเรียนการสอนที่ยังเป็นแบบ “ให้ความรู้” (เช่น สอนให้ท่องจำวันสำคัญๆ ในประวัติศาสตร์) อยู่ ไม่เน้นการสอน “ทักษะในการแสวงหาความรู้” เท่าที่ควร

ที่ผ่านมา ผู้รู้หลายฝ่ายมองว่า ตราบใดที่บุคลากรครูในเมืองไทยยังขาดคุณภาพอย่างในปัจจุบัน และรัฐบาลไทยยังที่ไม่มีเงินและศักยภาพมากพอที่จะทุ่มเทให้กับการพัฒนาหลักสูตรสมัยใหม่ การศึกษาไทยก็ไม่อาจปรับปรุงคุณภาพไปสู่เป้าหมายนั้นได้

แต่ขบวนการที่เราอาจเรียกรวมๆ ว่า Open Source Education สามารถช่วยประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทยในส่วนนี้ได้ โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ขอเพียงแต่หน่วยงานรัฐ โรงเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไปที่สนใจด้านการศึกษา จะร่วมกันนำไปใช้ประโยชน์อย่างจริงจังในห้องเรียนเท่านั้น

เพราะการศึกษาที่ดีจริง ต้องไม่ใช่การศึกษาที่ช่วยเหลือคนที่มีฐานะดีอยู่แล้วให้เก่งกว่าเดิมอย่างเดียว โดยไม่สามารถช่วยผู้ด้อยโอกาสอย่างลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลฯ และลูกหลานของเขา ให้หลุดพ้นจากปลักแห่งความยากจนได้อย่างถาวร

......

Open Source Education หมายถึง “ซอฟต์แวร์” ด้านการศึกษาที่อนุญาตให้ทุกคนนำไปใช้ ดัดแปลง และเผยแพร่ได้อย่างเสรี โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นหลักการที่มาจากแนวคิดเรื่อง Open Source ในวงการซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์

“ซอฟต์แวร์” ด้านการศึกษาไม่ได้หมายถึงโปรแกรมคอมพิวเตอร์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเครื่องมืออื่นๆ ที่จับต้องไม่ได้ แต่เป็นสาระที่สามารถถอดหรือแปลงมาใส่สื่อต่างๆ ได้ เช่น กำหนดการเรียนการสอน แบบฝึกหัด เลคเชอร์ (อัดเป็นวีดีโอ หรือไฟล์เสียง MP3 ได้) และเนื้อหาในหนังสือเรียน

เราอาจเรียกซอฟต์แวร์เพื่อการศึกษาทั้งหมดนี้รวมๆ กันว่า “หลักสูตร” แตกต่างจาก “ฮาร์ดแวร์” ด้านการศึกษา เช่น อาคารเรียน เครื่องคอมพิวเตอร์ กล้องจุลทรรศน์ ฯลฯ

จิมมี่ เวลส์ (Jimmy Wales) ผู้ก่อตั้งวิกิพีเดีย เคยประกาศในงานวิกิมาเนียประจำปี พ.ศ. 2548 ว่า เขาเชื่อมั่นว่าโลกเราจะมีหลักสูตรฟรีที่มีคุณภาพดีสำหรับการศึกษาทุกระดับชั้น ตั้งแต่อนุบาลจนจบปริญญาตรี ในทุกสาขาวิชาที่มี “ความเป็นสากล” สูง (เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และสังคมศาสตร์) เป็นภาษาอังกฤษให้ทุกคนดาวน์โหลดจากอินเตอร์เน็ตไปใช้ได้ภายในปี พ.ศ. 2593 และหลังจากนั้นก็จะมีผู้แปลหลักสูตรนี้เป็นภาษาอื่นๆ อย่างรวดเร็ว

หากคำพยากรณ์ของเวลส์เป็นจริง นั่นหมายความว่าโรงเรียนและครูทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทยด้วย จะไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการออกแบบหลักสูตรและสั่งซื้อหนังสือเรียนแพงๆ จากต่างประเทศอีกต่อไปในการสอนวิชาสากล เสียแค่ค่ากระดาษเวลาสั่งปริ้นท์หนังสือเรียนจากอินเตอร์เน็ตเท่านั้น ทำให้ครูสามารถทุ่มเทเวลาให้กับการสอนหนังสืออย่างเต็มที่

ความพยายามของเวลส์เองในการผลักดันให้คำพยากรณ์ของเขาเป็นจริง คือโครงการพี่น้องของวิกิพีเดียชื่อ วิกิตำรา (http://www.wikibooks.org/) เป็นแหล่งรวมตำราเสรีซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนร่วมเขียนตำราได้ ณ ต้นเดือนพฤศจิกายน 2549 มีตำราในภาษาอังกฤษฟรีแล้วกว่า 22,000 หัวข้อ ในหลากหลายสาขาวิชา ตั้งแต่เศรษฐศาสตร์ คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงตำราทำกับข้าวและตำราสอนวิธีเล่นเครื่องดนตรีชนิดต่างๆ

ปัญหาประการหนึ่งของโครงการเปิดแบบนี้คือ ความถูกต้องและคุณภาพของตำราไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับความรู้และความเชี่ยวชาญของผู้เขียนเป็นหลัก ซึ่งก็อาจถูกคนอื่นแก้ไขได้ตามอำเภอใจ โดยเฉพาะในหัวข้อเฉพาะด้านที่ไม่ค่อยมีผู้เชี่ยวชาญคอยติดตามประวัติการแก้ไข

ดังนั้น หลักสูตรและเนื้อหาการศึกษาเสรีที่ผลิตและเผยแพร่โดยโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยตรง จึงน่าจะเชื่อถือได้มากกว่าวิกิตำรา (แต่ปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งก็ใช้วิกิตำราเป็นเครื่องมือ (platform) ในการสร้างตำราเรียนแล้ว)

โชคดีที่ในปัจจุบัน สถาบันการศึกษาที่มีชื่อเสียงระดับโลกหลายร้อยแห่ง เช่น MIT และ Harvard กำลังสนับสนุน Open Source Education มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการเผยแพร่หลักสูตรหลายวิชา ให้ทุกคนสามารถเรียนด้วยตัวเองฟรีจากเว็บไซด์ของสถาบัน คอร์สเสรีบางคอร์สเผยแพร่เฉพาะเอกสารประกอบเลคเชอร์ ข้อสอบ ฯลฯ ไม่รวมหนังสือเรียนที่ใช้ ซึ่งต้องไปหาซื้อเองต่างหาก แต่บางคอร์สก็มีหนังสือเรียนเป็นไฟล์ให้ดาวน์โหลดด้วย ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเว็บการศึกษาเสรีที่ผู้เขียนคิดว่ามีเนื้อหาคุณภาพสูง น่าสนใจสำหรับคนทั่วไป และโรงเรียนไทยสามารถนำมาใช้สอนได้โดยตรง หรือปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทของประเทศไทยได้:

1. MIT OpenCourseWare โดยมหาวิทยาลัย MIT ผู้บุกเบิก Open Source Education แห่งแรกๆ ในโลก และทำให้คำว่า “OpenCourseWare” เป็นที่ใช้กันแพร่หลายในหมู่มหาวิทยาลัยที่สนับสนุนการศึกษาเสรี มีหลักสูตรเสรีมากมายจากหลายสาขาวิชาที่สอนใน MIT

2. OpenCourseWare Consortium เว็บไซต์ของกลุ่มมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนแนวคิดหลักสูตรเสรี มีสมาชิกทั่วโลกกว่า 300 แห่ง รวมทั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยของไทยด้วย

3. Knowledge@Wharton ศูนย์กลางการศึกษาเสรีของมหาวิทยาลัย Wharton

4. Harvard@Home ศูนย์กลางการศึกษาเสรีของมหาวิทยาลัย Harvard

5. Connexions แหล่งรวมข้อมูลวิชาการเสรี มีชุดโปรแกรมที่ช่วยให้อาจารย์ผู้สอนวิชาต่างๆ ทั่วโลกสามารถออกแบบ ต่อเติม และแบ่งปันหลักสูตรและเนื้อหาวิชาซึ่งกันและกันได้ โดยไม่ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์

6. BBC/OU open2.net ศูนย์รวมโปรแกรมเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ จัดโดยสถานีวิทยุโทรทัศน์ BBC และ Open University ของอังกฤษ

7. Free High School Science Texts โดยมหาวิทยาลัย Cape Town ประเทศแอฟริกาใต้ กำลังเขียนตำราวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆ ระดับมัธยมปลาย ให้ทุกคนนำไปใช้ได้ฟรี

8. eduCommons ชุดโปรแกรมที่ช่วยผู้สอนในการแปลงคอร์สที่สอนให้เป็นแบบ OpenCourseWare เพื่อเผยแพร่ผ่านเว็บ


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 9 พฤศจิกายน 2549



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter