อำมาตยาธิปไตยหวนคืน
ในภาคการศึกษาที่ผ่านมา ผมรับหน้าที่สอนวิชา “ธุรกิจและสังคมไทย” ซึ่งเป็นวิชาระดับปริญญาโทของคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ หลักสูตรเศรษฐศาสตร์ธุรกิจ ในปีนี้ ผมกำหนดให้เนื้อหาการเรียนการสอนเป็นหัวข้อ “ทักษิโณมิกส์และทักษิณาธิปไตย” (Thaksinomics and Thaksinocracy) พูดอีกแบบ สาระของวิชานี้ก็คือ เศรษฐศาสตร์การเมืองไทยในยุครัฐบาลทักษิณนั้นเอง เผอิญว่าวันสุดท้ายของวิชาก็คือวันพุธที่ 20 กันยายน 2549 ดังนั้น การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน จึงทำให้ผมต้องเปลี่ยนเนื้อหาการสอนไปโดยปริยาย และการรัฐประหารยังสร้างต้นทุนส่วนตัวให้แก่ผม เนื่องจากว่าผมคงต้องเปลี่ยนเนื้อหาของวิชานี้ใหม่หมดในปีหน้า เพื่อไม่ให้เป็นการเสียโอกาสไปฟรีๆ ข้อสอบของวิชานี้ในหนึ่งอาทิตย์ถัดมาจึงถามนักศึกษาเกี่ยวกับตัวแบบที่เหมาะสมในการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเมืองไทย
จากมุมมองของตัวแบบรัฐราชการ (Bureaucratic Polity) ของ F.W. Riggs ซึ่งเสนอไว้นานหลายสิบปีแล้วว่า สังคมการเมืองไทยนั้นถูกครอบงำด้วยพลังราชการ โดยที่กลุ่มพลังนอกระบบราชการ เช่น สมาคมการค้าต่างๆ มีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายน้อยมาก แม้จะเป็นเรื่องนโยบายทางเศรษฐกิจโดยตรงก็ตาม เนื่องจากชนชั้นนายทุนของไทยเป็นคนจีน พวกนายทุนจึงถูกกีดกันไม่ให้มีอำนาจทางการเมืองด้วยข้อหาต่างด้าว (กล่าวในแง่นี้แล้ว การเมืองก็คือการต่อสู้ของกลุ่มพลังต่างๆ ในสังคมเพื่ออำนาจในการกำหนดนโยบาย) ตัวแบบรัฐราชการได้รับการยอมรับจากนักวิชาการไทยศึกษา ทั้งคนไทยและเทศมาโดยตลอดว่าสามารถอธิบายสังคมการเมืองไทยได้ค่อนข้างดี จนกระทั่งต้นทศวรรษที่ 1990 นายอเนก เหล่าธรรมทัศน์ เป็นคนแรกๆ ที่สร้างความฮือฮาให้แก่วงวิชาการ โดยเสนอว่าตัวแบบรัฐราชการนั้นสามารถอธิบายสังคมการเมืองของไทยได้ดีจนกระทั่งกลางทศวรรษที่ 1970 เท่านั้น เนื่องจากชนชั้นนายทุนไทยโดยผ่านสมาคมการค้าต่างๆ มีอิทธิพลต่อการกำหนดนโยบายโดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจมากขึ้นมากในทศวรรษที่ 70-80 เมื่อเทียบกับช่วงทศวรรษที่ 50-60
แต่เมื่อพรรคไทยรักไทยโดยการนำของนายทักษิณขึ้นสู่อำนาจ เราควรจะถือได้ว่าตัวแบบรัฐราชการนั้นหมดลมหายใจไปแล้วอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากนายทักษิณและพรรคเป็นนักการเมืองกลุ่มแรกๆ ที่นำเอานโยบายเศรษฐกิจมาใช้ในการหาเสียงเช่น โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการกองทุนหมู่บ้านๆ ละ 1 ล้านบาท หรือเป็นที่รู้จักกันในภาพรวมว่านโยบายประชานิยม ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่านโยบายพวกนี้ดีหรือไม่ดี เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจหรือไม่ หรือกลุ่มใดได้กลุ่มใดเสียผลประโยชน์จากนโยบายเหล่านี้ แต่อยู่ที่ว่านี้เป็นการใช้นโยบายทางเศรษฐกิจในการซื้อเสียงกับคนกลุ่มใหญ่ของสังคม แน่นอนละว่าการซื้อเสียงด้วยเงินสดก็ยังคงมีอยู่อย่างแพร่หลาย ถ้าเราบอกว่ามาตรวัดระดับของการพัฒนาประชาธิปไตยก็คือการมีพฤติกรรมทางการเมืองหลายๆ อย่างแบบประเทศในตะวันตกแล้ว ก็จะต้องนับด้วยว่าการซื้อเสียงทางนโยบายก็คือพัฒนาการทางการเมืองอีกขั้นหนึ่งของสังคมไทย เพราะเกือบทุกประเทศในตะวันตกก็ทำเช่นนี้ กล่าวในแง่นี้แล้วเราคงต้องยอมรับว่านี้เป็นครั้งแรกของสังคมการเมืองไทยที่นโยบายทางเศรษฐกิจได้กลายเป็นตัวแปรที่มีผลอย่างสำคัญต่อการเลือกตั้ง รวมทั้งเป็นที่ชัดเจนว่านโยบายหลักๆ ของรัฐบาลนั้นถูกกำหนดด้วยตัวนายกและนักการเมือง ในขณะที่ข้าราชการประจำและเทคโนแครตนั้น มีบทบาทเป็นเพียงผู้ทำตามนโยบายและช่วยเหลือการกำหนดนโยบายในแง่รายละเอียดและด้านเทคนิคเท่านั้น ดังนั้น รัฐบาลของทักษิณทำให้นักวิชาการได้ข้อสรุปว่า ตัวแบบรัฐราชการได้ตายไปแล้วโดยรัฐบาลของทักษิณเป็นผู้ตอกตะปูปิดฝาโลง ในแง่ที่ว่า “กลุ่มทุน” (อ่านว่านักการเมืองในยุคทักษิณ) ได้ครอบงำกระบวนการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจทั้งในระดับมหภาคและจุลภาคของสังคมการเมืองไทย
ข้อถกเถียงข้างต้นนั้น เถียงกันอยู่ในขอบเขตที่คับแคบมาก กล่าวคือเถียงกันว่าระหว่างฝ่ายทหาร-ข้าราชการ กับ กลุ่มทุน-นักธุรกิจนั้น ฝ่ายใดมีอำนาจนำในการกำหนดนโยบาย สมมติฐานที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้พูดแต่ยอมรับทั้งคู่ก็คือ การเมืองของการกำหนดนโยบายนั้นเป็นการเมืองของชนชั้นนำเท่านั้น พูดแบบหยาบๆ ก็คือ ก่อนหน้า 14 ตุลา 2516 ทหาร-ข้าราชการเป็นผู้เล่นมีบทบาทหลัก 14 ตุลา นอกจากจะเป็นการปฏิวัติประชาธิปไตยแล้ว มันยังเปิดพื้นที่ให้กลุ่มทุนค่อยๆ รุกคืบเข้าเป็นตัวเอก โดยที่ 6 ตุลา 2519 เป็นชัยชนะของฝ่ายทหาร-ข้าราชการ ในขณะที่ยุคเปรมมาธิปไตยนั้น เป็นยุคของการประนีประนอมระหว่าง 2 กลุ่มโดยมีนายกรัฐมนตรี “คนนอก” เป็น “คนกลาง” หรือที่เรียกว่ายุคประชาธิปไตยครึ่งใบนั้นเอง รัฐบาลชาติชาย ชุณหะวัณ และบุพเฟต์คาบิเน็ตของเขาจึงเป็นยุคที่กลุ่มทุนกลายมาเป็นพระเอกอีกครั้ง แต่ถูกล้างแค้นด้วยคณะ รสช. ซึ่งเป็นตัวแทนของพลังอำมาตยาธิปไตย แต่เพราะการ “โกหกเพื่อชาติ” ของพลเอกสุจินดานั้น ทำให้เกิดเหตุการณ์นองเลือดพฤษภาคม 2535 ดังนั้น ฝ่ายนายทุนจึงกลายเป็นตัวเอกของกระบวนการกำหนดนโยบายอีกครั้งหนึ่งตั้งแต่ 2535 พูดในแง่นี้แล้ว รัฐบาลทักษิณจึงเป็นเพียงการตอกย้ำชัยชนะในแนวโน้นหลักของสังคมการเมืองไทยที่มีมาระยะหนึ่งแล้วเท่านั้น เพียงแต่คราวนี้ฝ่ายนายทุนไม่ได้เล่นอยู่หลังฉากผ่านนายหน้า (เช่นยุครัฐบาลประชาธิปัตย์) ดังกาลก่อน แต่โดดลงสู่สนามการเมืองอย่างเปิดเผย
ดังนั้น คำถามจึงมีอยู่ว่า การรัฐประหาร 19 กันยานั้นแปลว่าอะไรในทางเศรษฐศาสตร์การเมือง
เมื่อมองจากมุมมองทางประวัติศาสตร์ข้างต้น อาจตีความได้ว่า ความขัดแย้งระหว่างฝ่ายทักษิณกับฝ่ายต่อต้านทักษิณนั้น ก็คือความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกลุ่มทุนและฝ่ายอำมาตยาธิปไตย แม้ว่าที่ผ่านมานั้นอำนาจของผู้เล่นในภาครัฐมีทิศทางขาลงมาโดยตลอดก็ตาม แต่การขึ้นมากุมอำนาจและการบริหารอำนาจของทักษิณนั้น ได้ทำลายสมดุลทางอำนาจเดิมลงอย่างรวดเร็ว พูดอีกแบบก็คือการรุกคืบของทักษิณ (ในฐานะตัวแทนของพลังฝ่ายทุน) เป็นไปอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ทักษิณมีความขัดแย้งกับกลุ่มชนชั้นนำตามประเพณีและกองทัพที่จงรักภักดี จนอีกฝ่ายหนึ่งโต้กลับ โดยมีฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นกองหน้าในการนำการเคลื่อนไหวในหมู่มวลชนชั้นกลาง เพื่อดึงสมการแห่งอำนาจให้กลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้งหนึ่ง
เชิงอรรถที่ควรเขียนไว้ในที่นี้ก็คือ 33 ปีหลัง 14 ตุลาคม 2516 เวทีการเมืองยังคงถูกครอบงำด้วยชนชั้นนำของสังคม เพียงแต่ว่า ในขณะใดขณะหนึ่งจะมีชนชั้นนำจากภาคธุรกิจหรือภาครัฐเป็นตัวเอก หรือเป็นตัวรองเท่านั้นเอง ภาคสังคมในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นกลาง (ม็อบสนามหลวง) หรือชนชั้นล่าง (ม็อบสวนจตุจักร) เป็นได้อย่างมากก็แค่เบี้ยหมากทางการเมืองในเกมหมากรุกเชิงอำนาจของชนชั้นนำเท่านั้น
กล่าวในแง่นี้แล้ว รัฐประหาร 19 กันยา จึงเป็นการรุกกลับของพลังอำมาตยาธิปไตย ซึ่งได้รับการอุปถัมภ์จากชนชั้นนำตามประเพณี โดยมีพลเอกเปรมเป็นตัวเชื่อม การที่สมาชิกคณะรัฐมนตรีและสภานิติบัญญัติเต็มไปด้วยข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการบำนาญหรือปัจจุบันก็ตาม ย่อมสะท้อนถึง “ฐานเสียง” ของคณะรัฐประหารได้เป็นอย่างดี ดังนั้น การรัฐประหารครั้งนี้จึงเป็นการดึงการเมืองไทยกลับเข้าสู่วงจรอุบาทว์แห่งการร่างรัฐธรรมนูญ เลือกตั้ง รัฐประหาร ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ โดยมีพลังอำมาตยาธิปไตยเป็นตัวเอกอีกครั้งหนึ่ง
คำถามหลักในปัจจุบันจึงมีอยู่ว่า รัฐธรรมนูญใหม่ การเลือกตั้งและรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเกิดขึ้นนั้น จะมีสาระสำคัญเช่นไร การเมืองไทยจะถอยหลังไปไกลขนาดไหน จะกลับไปไกลถึงช่วงเวลา “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ยุคเปรมาธิปไตย ที่มี “คนกลาง” เป็นนายกฯ หรือจะย้อนกลับไป “แค่” 14 ปี เป็นยุคหลังหลังพฤษภาคม 2535 แบบรัฐบาลนายชวน หลีกภัย
คำตอบเบื้องต้น คงพอจะพิจารณาได้จากเนื้อหาและกระบวนการของรัฐธรรมนูญที่กำลังจะถูกร่างขึ้น ตัวอย่างเช่น ผม “ฟันธง (เดา)” ว่า จะไม่มีระบบ party list เนื่องจากระบบนี้จะทำให้หัวหน้าพรรคสามารถอ้างความชอบธรรมจากคนทั้งประเทศได้ เช่น 16 หรือ 19 ล้านเสียง ในขณะที่นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็น ส.ส.จากเขตเลือกตั้งหนึ่งๆ นั้นไม่สามารถอ้างความชอบธรรมในระดับประเทศได้ รัฐประหาร 19 กันยายน ในแง่หนึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่า ชนชั้นนำในภาครัฐไม่ยอมรับหัวหน้าฝ่ายบริหารจากการเลือกตั้งที่จะสามารถอ้างสิทธิธรรมทางการปกครองในระดับสูงเช่นนี้ได้ นอกจากนี้แล้ว หากรัฐธรรมนูญใหม่อนุญาตให้มีระบบวุฒิสภาแล้ว ส.ว. ก็จะมาจากการแต่งตั้ง เป็นต้น
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 6 พฤศจิกายน 2549



