ทฤษฎีเกมกับปัญหาของประชาธิปไตย (ก)
- ภาวิน ศิริประภานุกูล -
เพื่อให้เข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน ผมจึงขอนำเสนอแบบจำลองในทฤษฎีเกมง่ายๆ ที่ถูกเขียนขึ้นโดย Barry Weingast ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ แห่ง มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในบทความเรื่อง The constitutional dilemma of economic liberty ที่ลงตีพิมพ์ใน Journal of Economic Perspectives ประจำหน้าร้อนปี ค.ศ. 2005 ที่ผ่านมา โดยขออนุญาตสอดแทรกความเห็นส่วนตัวบางส่วนลงไปด้วย
แบบจำลองชิ้นนี้ถูกนำมาใช้อธิบายสิ่งที่ผู้คน ทั่วโลกรับรู้ร่วมกันว่าระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตย (ก) ไม่ประสบความสำเร็จในประเทศที่มีพื้นเพวัฒนธรรมแตกต่างไปจากสังคมตะวันตก แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะเคยเป็นอาณานิคมของประเทศตะวันตกมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบเอเชีย แอฟริกา และละติน อเมริกา และพยายามมองหาปัจจัยที่ทำให้การปกครองแบบประชาธิปไตย (ก) ทำงานได้ดีเหมือนกับที่เกิดขึ้นในประเทศตะวันตกส่วนใหญ่ในปัจจุบัน
ผมใช้คำว่า “ประชาธิปไตย (ก)” ในบทความนี้ เพราะ ต้องการแยกระบอบการปกครองนี้ออกจากระบอบ “ประชาธิปไตย” เนื่องด้วยในความเข้าใจของผมระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยมันกินความหมายกว้าง ครอบคลุมทุกระบอบการปกครองย่อยๆ ที่ให้สิทธิขั้นพื้นฐานต่างๆ แก่ผู้ที่อยู่ภายใต้ระบอบดังกล่าว และบางทีมันครอบคลุมไปถึงระบอบอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ
แต่ประชาธิปไตย (ก) ของผมมันมีนิยามที่แคบกว่านั้น เพราะมันเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบเดียวกันกับที่ถูกบังคับใช้อยู่ในประเทศตะวันตก มันมีแนวคิดทางวิชาการสนับสนุนที่เข้มแข็ง และมีนิยามตายตัวให้กับระบบระเบียบต่างๆ รวมทั้งสถาบันภายในและภายนอกระบอบประชาธิปไตย (ก) ภายใต้ระบอบนี้ทุกคนมีอำนาจตัดสินใจทางการเมืองที่เท่ากัน
แบบจำลองของ Weingast ประกอบไปด้วยผู้เล่นสามส่วน ซึ่งได้แก่ ผู้ปกครอง ชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) โดย “ผู้ปกครอง” เป็นส่วนหนึ่งในสังคมแต่มีอำนาจในการบังคับใช้นโยบายต่างๆ กับทุกคนในสังคม ส่วน “ชาวบ้าน (ก)” และ “ชาวบ้าน (ข)” มีสถานะเท่าเทียมกัน “ผู้ปกครอง” สามารถเลือกใช้นโยบายที่จะ “ลิดรอนผลประโยชน์” ของชาวบ้านคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้ โดยนโยบายดังกล่าวจะทำให้ผู้ปกครองได้รับผลประโยชน์เพิ่มเติมจากการนำเอาผลประโยชน์ดังกล่าวมาเป็นของตน นอกจากนั้นผู้ปกครองอาจเลือกที่จะใช้นโยบาย “เอื้อประโยชน์” แก่ชาวบ้านคนใดคนหนึ่งหรือทั้งสองคนได้ โดยนโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ปกครองได้รับผลประโยชน์ที่ลดลงบางส่วน
ชาวบ้านทั้งสองส่วนสามารถเลือกได้แค่ “ยอมตาม” หรือ “ท้าทาย” อำนาจของผู้ปกครอง โดยถ้าหากชาวบ้านคนใดเลือกที่จะท้าทายอำนาจของผู้ปกครอง ชาวบ้านคนนั้นจะต้องจ่ายค่าใช้จ่ายบางส่วน ซึ่งทำให้ผลประโยชน์ของตนเองลดลง
ถ้าหากชาวบ้านคนใดคนหนึ่งยอมตามอำนาจของผู้ปกครอง นโยบายของผู้ปกครองจะถูกนำมาใช้ในสังคมได้และตัวผู้ปกครองก็ยังคงสถานะของตนเองได้ แต่ถ้าหากชาวบ้านทั้งสองเลือกที่จะท้าทายอำนาจ นโยบายดังกล่าวจะไม่ถูกนำมาใช้และผู้ปกครองต้องเสียประโยชน์โดยการเสียอำนาจที่ตนเองครอบครองอยู่
ในหนึ่งช่วงเวลาแบบจำลองนี้เริ่มด้วยการกำหนดนโยบายของผู้ปกครอง จากนั้นชาวบ้านทั้งสองจะเลือกการกระทำของตนพร้อมๆ กัน ... แบบจำลองดำเนินไปหลายช่วงเวลาโดยไม่มีกำหนดเวลาสิ้นสุดตายตัว โดยในทุกๆ ช่วงเวลาแบบจำลองจะคงอยู่ในลักษณะเดิม
ผมคิดว่าเราสามารถมองแบบจำลองดังกล่าวว่าเป็นการจำลองระบอบประชาธิปไตย (ก) ได้ โดยถือว่าผู้ปกครองก็เป็นประชาชนส่วนหนึ่งในสังคม ซึ่งถ้าหากชาวบ้านคนใดคนหนึ่งยอมตามอำนาจ ผู้ปกครองก็สามารถคุมคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของสังคมเอาไว้ได้
ภายใต้แบบจำลองดังกล่าว เกิดผลลัพธ์ดุลยภาพในหลากหลายรูปแบบมาก โดยรูปแบบที่น่าสนใจสองขั้วตรงข้ามน่าจะอยู่ที่รูปแบบที่ผมขออนุญาตเรียกว่า “ประชาธิปไตย (ก2) (Asymmetric)” และ “ประชาธิปไตย (ก1) (Self-enforcing liberty)”
“ประชาธิปไตย (ก1)” เป็นระบอบการปกครองที่พึงปรารถนา โดยชาวบ้านทั้งสองจะเลือกท้าทายอำนาจของผู้ปกครองทุกครั้งที่ผู้ปกครองมีนโยบายลิดรอนผลประโยชน์ของชาวบ้านคนใดคนหนึ่ง ผลลัพธ์ในลักษณะนี้อาจเกิดจากการให้คุณค่าของชาวบ้านแก่การปกป้องสิทธิและเสรีภาพของผู้คนในสังคม หรืออาจเกิดจากการคำนึงถึงผลประโยชน์ต่างตอบแทนในลักษณะที่ชาวบ้านคนหนึ่งเลือกช่วยชาวบ้านอีกคนหนึ่งที่กำลังถูกลิดรอนประโยชน์ด้วยความหวังว่าตนเองจะได้รับความช่วยเหลือในลักษณะเดียวกันเมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะลิดรอนประโยชน์ของตนใน วันหน้า
ส่วน “ประชาธิปไตย (ก2)” เกิดขึ้นเมื่อผู้ปกครองเลือกที่จะใช้นโยบายเอื้อประโยชน์ให้กับชาวบ้านคนใดคนหนึ่งและลิดรอนผลประโยชน์ของชาวบ้านอีกคนหนึ่ง และชาวบ้านที่ได้รับนโยบายเอื้อประโยชน์เลือกที่จะยอมตามอำนาจของผู้ปกครอง ส่วนชาวบ้านที่ถูกลิดรอนผลประโยชน์ก็จำเป็นที่จะต้องยอมตามอำนาจดังกล่าว เนื่องจากไม่มีประโยชน์ที่ตนเองจะดำเนินการท้าทายอำนาจของผู้ปกครองที่รังแต่จะทำให้ตนเองต้องเสียค่าใช้จ่ายบางส่วนเพิ่มขึ้นไปอีก Weingast กล่าวถึงผลลัพธ์แบบ “ประชาธิปไตย (ก2)” ในบทความดังกล่าวว่าเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับประเทศในแอฟริกาและละตินอเมริกา รวมทั้งอดีตของประเทศตะวันตกหลายๆ ประเทศ และผมคิดว่ามันรวมทุกประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้าไปด้วย
สรุปแล้วผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) เป็นผลลัพธ์จากการใช้ระบอบการปกครองแบบ “ประชาธิปไตย (ก)” ที่ผู้คนจะมีสิทธิและได้รับผลประโยชน์จากสังคมก็ต่อเมื่อผู้คนเหล่านั้นเป็นฝ่ายเดียวกันกับผู้ปกครอง ส่วนผู้คนอีกฝ่ายหนึ่งไม่มีสิทธิที่จะได้รับสิทธิและผลประโยชน์ในสังคม และอย่าลืมว่าเราก็เรียกระบอบการปกครองแบบนี้ว่า “ประชาธิปไตย” เช่นเดียวกัน
ผมขออนุญาตแปลความเพิ่มเติมว่าระบอบประชาธิปไตยในรูปแบบนี้ หมายถึง การหวงแหนไว้ซึ่ง “สิทธิทางการเมือง” ที่เท่าเทียมกันให้กับผู้คนทุกคนในสังคม โดยไม่ใส่ใจคำนึงถึง “สิทธิเสรีภาพ” ในด้านอื่นๆ ที่ทุกคนพึงมี
ที่น่าหนักใจมากกว่านั้นคือในแบบจำลองง่ายๆ นี้ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) เป็นผลลัพธ์ที่มีเสถียรภาพในระยะยาว มันสามารถดำรงอยู่ได้ต่อไปเรื่อยๆ ไม่มีที่สิ้นสุด พูดอีกแบบหนึ่งคือในแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ นี้ antithesis ไม่เกิด Weingast เสนอว่า “ประชาธิปไตย (ก1)” เกิดขึ้นได้ถ้าหากเราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) ได้ โดยความร่วมมือเกิดขึ้นได้หลายทาง ในความเห็นของผมเรื่องต่างๆ ที่เรากำลังพูดถึงกัน ยกตัวอย่างเช่น การเปลี่ยนวิธีการให้คุณค่าของผู้คน หรือแม้แต่การกระจายรายได้และการเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับผู้คนทั่วประเทศ ก็ถือเป็นวิธีที่นำไปสู่การสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) ทั้งสิ้น
มันก็จะไม่มีปัญหาเกิดขึ้นถ้าหากเราสามารถฝังการให้คุณค่ากับการต่อสู้เพื่อสิทธิและเสรีภาพของผู้คนทั้งประเทศได้ ซึ่งจะทำให้ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) เกิด ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงปรารถนา แต่ผมว่าเราจะมีปัญหาพอสมควรกับคนในประเทศที่เอาคมมีดหันให้คนอื่นเวลาปอกเปลือกผลไม้ และคุณธรรมในเรื่องกตัญญูกตเวทีมีคุณค่าสูงเกินกว่าการใช้เหตุผล
และในทางเลือกนี้เราควรจะระวังให้ดีในทางปฏิบัติว่ามันอาจจะเป็นการลบเอาวัฒนธรรมและระบบการให้คุณค่าที่เป็นเอกลักษณ์ออกไปหมด คงไว้แต่การละเล่นสนุกสนาน เช่น ลอยกระทง สงกรานต์ ให้พอเรียกได้ว่าเป็นประเทศที่มีเอกลักษณ์ประเทศหนึ่ง เพื่อให้เราภูมิใจว่าสามารถใช้ประชาธิปไตย (ก) และได้รับผลลัพธ์เป็นประชาธิปไตย (ก1) เหมือนในประเทศตะวันตก ?
ในอีกทางเลือกหนึ่งเราอาจเลือกที่จะกระจายอำนาจทางเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการเปิดพื้นที่ทางการเมือง เมื่อผู้คนมีรายได้มากขึ้นในระดับหนึ่งพวกเขาก็อาจจะมีทรัพยากรเหลือพอที่จะมาใช้ในการติดตามเหตุการณ์บ้านเมือง และเมื่อพวกเขามีพื้นที่ทางการเมืองพวกเขาก็จะยิ่งให้ความสำคัญกับการเมืองมากขึ้นไปอีก
มองอีกทางหนึ่งนี่คือการปรับเปลี่ยนสถานะและวิธีการให้คุณค่าของชาวบ้านทั้งสองให้ใกล้เคียงกัน และทำให้พวกเขามองผลกระทบของนโยบายของผู้ปกครองในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่เราก็ควรระวังที่จะไม่ทำให้วิธีนี้กลายเป็นการเปลี่ยนผู้คนให้เป็นชาวบ้าน (ก) ให้หมด ซึ่งก็หมายถึงการที่เราบังคับให้ทุกคนต้องเหมือนกัน จำกัดสิทธิของความแตกต่าง เพื่อจะได้ติดป้ายหน้าบ้านว่าเราเป็นประชาธิปไตย (ก1)
แต่ถ้าหากบังเอิญเราตกลงไปอยู่ในสถานะของประชาธิปไตย (ก2) แล้ว เราจะมีทางเปลี่ยนผลลัพธ์ให้กลับไปอยู่ในรูปแบบประชาธิปไตย (ก1) หรือไม่ ? Weingast ยกตัวอย่างอดีตของประเทศตะวันตกหลายๆ ประเทศในบทความ และเสนอว่าการสร้างความร่วมมือระหว่างชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) มักเกิดขึ้นภายหลังจากวิกฤตการณ์ใหญ่ต่างๆ อาทิ สงครามกลางเมือง การปฏิวัติใหญ่ วิกฤตเศรษฐกิจ หรือการพ่ายแพ้ในสงครามโลก สิ่งเหล่านี้จะสั่นคลอนผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก2) ซึ่งทำให้ชาวบ้าน (ก) และชาวบ้าน (ข) กลับมาหันหน้าเจรจากันถึงความร่วมมืออีกครั้งหนึ่ง ให้นิยามของสิทธิเสรีภาพร่วมกัน และเจรจากันในเรื่องการให้คุณค่า
วิกฤตการณ์ใหญ่อาจเป็นสิ่งที่หลายคนเฝ้ารอ และหวังว่ามันจะทำให้เรามุ่งไปสู่ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) พูดอีกอย่างคือพวกเขาหวังว่าผู้คนที่มีส่วนรับรู้ในความเจ็บปวดของวิกฤตการณ์ใหญ่จะร่วมกันต่อสู้และมุ่งไปสู่ผลลัพธ์แบบประชาธิปไตย (ก1) แต่ผมคิดว่าวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านมาไม่ได้นำเราไปสู่ประชาธิปไตย (ก1) และอีกอย่างพวกเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่เกิดกรณีเดียวกันกับคนเดือนตุลาบางคนขึ้นมาอีก
ในส่วนตัวของผมก็กำลังสับสน ถ้าผู้คนส่วนใหญ่รับได้กับองค์ประกอบนอกประชาธิปไตย (ก) แล้วนี่มันไม่ใช่ประชาธิปไตยหรือ ในเมื่อมันเป็นเสียงของคนส่วนใหญ่ของสังคม และมันเป็นไปได้ไหมที่เราจะมีระบอบ “ประชาธิปไตย (ข)” ที่มันรวมเอาสถาบันนอกระบอบประชาธิปไตย (ก) เข้าไปเป็นองค์ประกอบหนึ่งด้วย แต่มันทำงานได้ดีระดับหนึ่ง ภายใต้สังคมที่มีเอกลักษณ์แบบหนึ่ง และมันยังคงอยู่ในระบอบประชาธิปไตย
ในเมื่อผลลัพธ์ของประชาธิปไตย (ก) มันมีหลากหลาย ผมเลยรู้สึกว่าเรากำลังปิดตาเดินอยู่ในป่า และผมก็สับสนกับคำว่า “เดินหน้า” “ย่ำอยู่กับที่” หรือ “ถอยหลัง” และกับการที่บางคนกำลังพูดว่าเดินหน้าต่อไปเหอะ เดี๋ยวดีเอง
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 23 ตุลาคม 2549



