ตอบอาจารย์ประจักษ์
(อ่านวิวาทะจาก ‘ประจักษ์ ก้องกีรติ’ ได้ ที่นี่
ประเด็นแรก เห็นด้วยกับประจักษ์ที่ว่า “ในขณะเดียวกันสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสภาวะวิสัยหรือ guiding principle ในระบอบประชาธิปไตยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการใช้กำลังอำนาจของคณะทหารนั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้และขาดความชอบธรรม”
และถ้าประจักษ์เห็นด้วยว่า ข้อความของผมที่ว่า “แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสภาวะวิสัยอยู่อย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะเป็นฝ่ายรุก-บ่อนทำลายหรือสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้หรือสยบกระแสต่อต้านตน รัฐบาลมีหน้าที่เป็นฝ่ายตั้งรับหรือถอยต่างหาก” ถูกต้องอย่างแน่แท้ อย่างที่เขายอมรับ คำถามคือ เราจะหาทางแก้ไขความขัดแย้งของสภาวะวิสัยนี้อย่างไร ?
ประเด็นที่สอง ผมเห็นด้วยกับประจักษ์อีกว่า “นอกจากรัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้ประชาชนดังข้อความข้างต้นเสนอ ประชาชนเองก็ไม่มีสิทธิและไม่ควรเลือกยุทธศาสตร์ทางการเมืองในการสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมต่อการรัฐประหารด้วยเช่นกัน”
แต่ผมเห็นว่า ในกรณี 19 กันยาที่ผ่านมา ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ใช้สิทธิและไม่ได้เลือกยุทธศาสตร์ในการสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมต่อการรัฐประหาร หรือประจักษ์คิดว่า การชุมนุมประท้วงรัฐบาลอย่างสันติคือ การสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมต่อการรัฐประหาร และถ้าไม่ชุมนุมประท้วงในวันพุธที่ 20 กันยา จะสามารถชุมนุมในโอกาสต่อๆไปได้หรือไม่ ? และ การชุมนุมประท้วงอย่างไรที่จะไม่เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมต่อการรัฐประหาร ในขณะที่ รักษาการรัฐบาลอยู่ในสภาวะดังกล่าว
ประเด็นที่สาม แม้ว่า ผมเห็นด้วยกับประจักษ์ว่า “ในสังคมการเมืองใดๆ จริยธรรมความรับผิดชอบของผู้นำนั้นสำคัญแน่นอน แต่จริยธรรมความรับผิดชอบของประชาชนพลเมืองที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็สำคัญไม่น้อยกว่ากัน”
แต่กระนั้น นั่นเป็นหลักการที่ควรจะเป็น แต่ในทางปฏิบัติ เป็นไปได้ยากที่จะให้ประชาชนมีจริยธรรมความรับผิดชอบในระดับที่เท่ากับผู้นำ มิฉะนั้น ก็ไม่รู้ว่าจะมีผู้นำไปทำไม และไม่ว่าจะในทางหลักการและทางปฏิบัติ จริยธรรมและความรับผิดชอบของผู้นำย่อมจะต้องมีมากกว่าประชาชนเสมอ เพราะผู้นำอยู่ในสถานะที่สามารถใช้ทรัพยากรต่างๆได้มากกว่าประชาชน ผู้นำควรจะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในการควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง ยอมให้มีการประท้วงอย่างสันติ โดยไม่เกิดมือที่สามหรือใช้ความรุนแรงเสียเอง
ประเด็นที่สี่ ต่อความเห็นข้อ ๓ ของประจักษ์ที่ว่า “3. การเปรียบเทียบระหว่างรัฐประหาร 19 กันยาฯ กับ 6 ตุลาฯ ในกรณี 6 ตุลาฯ นั้น ออกจะไม่ถูกต้องเที่ยงตรงนักที่จะบอกว่า คู่ขัดแย้ง คือ ‘ฝ่ายนิสิตนักศึกษา vs ฝ่ายขวาจัด อันได้แก่ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล ฯลฯ’ ...............”
ผมเห็นว่า ใครสักคนหนึ่ง ระหว่างเราสองคน คงมีความสับสนในการใช้คำว่า “รัฐ” กับ “รัฐบาล” ซึ่งประเด็นนี้ น่าจะเป็นประเด็นที่ควรศึกษาทำความเข้าใจอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่ผมใช้คำว่า “รัฐบาล” ทั้งในกรณี ๖ ตุลา และกรณี ๑๙ กันยา แต่ประจักษ์ใช้คำว่า “รัฐ” แทน
ถ้าประจักษ์คิดว่า กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน นวพล กระทิงแดง “จัดตั้งและสนับสนุนโดยกลไกรัฐทั้งสิ้น กลไกรัฐใช้กลุ่มฝ่ายขวาเป็นเครื่องมือในการทำลายความเข้มแข็งของขบวนการฝ่ายก้าวหน้า โดยที่รัฐไม่ต้องออกหน้าเอง และรัฐก็จงใจสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะ การเผชิญหน้า จนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงเข้าปราบปราม และรัฐเองอ้างความชอบธรรมในการรัฐประหารในที่สุด การรัฐประหารในวันที่ 6 ตุลาฯ จึงเป็นกรณีที่กลุ่มอำนาจประเพณีบวกกับกลไกความมั่นคงในรัฐส่วนหนึ่งร่วมมือกันทำลายขบวนการฝ่ายซ้าย ปลิดชีพรัฐบาลพลเรือนและฉีกทิ้งรัฐธรรมนูญ (ฉบับ 2517) ไปพร้อมๆ กัน”
แล้ว “รัฐบาล” ในเหตุการณ์ ๖ ตุลา เป็นหรืออยู่ส่วนไหนของกลไกรัฐ ?
ขณะเดียวกัน ประจักษ์กล่าวต่ออีกว่า
“การอธิบายคู่ขัดแย้งในกรณี 19 กันยาฯ ก็ออกจะคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริงถ้าจะบอกว่ามันคือ ความขัดแย้งระหว่างประชาชนกับรัฐบาล ซึ่งชวนให้เข้าใจไปว่าเป็นความขัดแย้งคลาสสิคระหว่างขบวนการประชาชนผู้รักความเป็นธรรมกับรัฐบาลทรราช เพราะถ้าจะมีอะไรที่เป็นความต่อเนื่องจากรัฐประหาร 6 ตุลาฯ มาสู่กรณีรัฐประหาร 19 กันยาฯ ก็คือ กลุ่มอำนาจเก่าหรือชนชั้นนำตามประเพณีกลุ่มเดิมกลับมาเป็นคู่ขัดแย้งหลักที่สำคัญอีกเหมือนเดิม และมีบทบาทสำคัญขั้นชี้ขาดในผลลัพธ์ทางการเมืองที่ปรากฎออกมาเหมือนที่เคยมีบทบาทสำคัญในกรณี 6 ตุลาฯ คู่ขัดแย้งจึงไม่ใช่แค่ ‘ฝ่ายพันธมิตรและประชาชนทั่วไปจำนวนหนึ่ง vs ฝ่ายรักษาการรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร’ แต่เป็นกลุ่มชนชั้นนำตามประเพณี+กลไกรัฐบางส่วน (กองทัพที่จงรักภักดีต่อกลุ่มอำนาจเก่า)+ฝ่ายพันธมิตร VS รัฐบาลรักษาการทักษิณ+กลุ่มองค์ประชาชนจากชนบทจำนวนหนึ่ง (คาราวานคนจน) ต่างหาก
กล่าวเฉพาะกรณีพันธมิตร โดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ได้กลายเป็นกองหน้าในการเคลื่อนไหวให้กับอุดมการณ์และผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นนำประเพณี ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ในแง่บทบาททางประวัติศาสตร์ พันธมิตรเล่นบทเดียวกับกลุ่มองค์กรฝ่ายขวา (แม้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองจะแตกต่างกัน) ในการมีส่วนหนุนช่วยหรือกรุยทางให้กับการรัฐประหาร
ข้อต่างระหว่างสองเหตุการณ์คือ ในกรณี 6 ตุลาฯ ชนชั้นนำประเพณีและกลไกรัฐเลือดเย็นอย่างยิ่งในการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายและลงมือใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุมด้วยตนเอง ที่น่าเศร้าคือความรุนแรงที่รัฐเองเป็นผู้ก่อ (ไม่ใช่รัฐบาลพลเรือนซึ่งตอนนั้นไม่มีอำนาจในการควบคุมกลไกรัฐฝ่ายความมั่นคง) ถูกใช้เป็นเหตุผลในการรัฐประหาร ด้วยการบอกว่ารัฐบาลพลเรือนไร้น้ำยา ไม่มีความสามารถในการควบคุมความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ ส่วนกรณี 19 กันยาฯ ฝ่ายชนชั้นนำและกลไกรัฐอ้างความรุนแรงเป็นเหตุผลในการทำรัฐประหารเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยเช่นกัน ต่างตรงที่ความรุนแรงที่อ้าง เป็นความรุนแรงที่ยังไม่เกิด และไม่แน่ว่าจะเกิด เป็นความรุนแรงในจินตนาการที่ถูกใช้เป็นข้ออ้างให้กับการรัฐประหาร”
ถ้าเป็นดังที่ประจักษ์กล่าวไปนี้ คำถามก็คือ แล้ว รักษาการรัฐบาลทักษิณ ในเหตุการณ์ ๑๙ กันยา เป็นหรืออยู่ส่วนไหนของกลไกรัฐ ?
ประเด็นที่ห้า อีกประเด็นหนึ่งที่ประจักษ์ยกขึ้นมาคือ
“คำถามคือ การอ้างเหตุผลเช่นนี้ (การอ้างถึงสถานการณ์ในอนาคตซึ่งไม่แน่ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่) มาล้มรัฐบาลฟังขึ้นหรือ ควรถูกยอมรับให้เป็นบรรทัดฐานในการให้ความชอบธรรมกับการรัฐประหารหรือ? ประโยคที่ว่า “หรือแม้ว่ามีการตัดสินยุบพรรคแล้ว ก็คงจะไม่ยอมรับ โดยปลุกกระแสประชาชนขึ้นมาให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม จนต้องล้มกระดานอยู่ดี” นั้น ออกจะเป็นการคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าไปมากอยู่หรือไม่? เข้าทำนองหาเหตุผลย้อนหลังมารองรับการรัฐประหารหรือไม่”
ผมยอมรับว่า มันอาจจะเป็นการคาดเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าไปมากอยู่ เพราะมันยังไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าพิจารณาจาก การปลุกระดมจาก MVTV I และวิทยุ 93.25 จะเห็นได้ว่า มันมีโอกาสที่จะเป็นไปได้มาก เพราะนักปลุกระดมในสื่อดังกล่าวมิได้กล่าวหาฝ่ายพันธมิตรและประชาชนผู้ชุมนุมประท้วงแต่อย่างใด แต่กล่าวหาพรรคประชาธิปัตย์ว่าหวังล้มรัฐบาลพรรคไทยรักไทย โดยการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง รวมทั้งเป็นตัวการทำให้ กกต. ต้องติดคุกด้วยการสร้างหลักฐานเท็จ และเป็นตัวการที่จะทำให้พรรคไทยรักไทยถูกตัดสินยุบพรรค ใช้หนทางทุกอย่างที่จะล้มรัฐบาลให้ได้ ประชาชนที่จะถูกปลุกขึ้นมานั้น มิได้ออกมาเพื่อปะทะกับฝ่ายพันธมิตร-ประชาชนฝ่ายต่อต้านทักษิณโดยตรง เท่ากับออกมาเพื่อต่อสู้กับความสำเร็จจากการสร้างสถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ฝ่ายพันธมิตรกลายเป็นเพียงเครื่องมือหรือเหยื่อหรือ “คนโง่” ของสถานการณ์เท่านั้น
แต่อย่างว่า เรื่องการเมืองเป็นเรื่องที่ยากจะคาดเดาได้ถูก—-ไม่เหมือนต้มน้ำให้เดือด หรือเอาแกงกะทิทิ้งไว้ ไม่เก็บตู้เย็น ย่อมต้องเน่าเสียแน่นอน—- มันก็คงเถียงกันได้ไม่สิ้นสุด ครั้นจะรอให้เกิดแล้วค่อยพูด ก็จะกลายเป็นกล่าวอ้าง หรือประเภทพวกอวดฉลาดหลังเกิดเรื่องแล้ว ดังนั้น จึงขอยอมรับว่า “เป็นการเดาเหตุการณ์ล่วงหน้าไปมากอยู่”
ประเด็นที่หก ผมเห็นด้วยกับการยกประเด็นปัญหาของประจักษ์ที่ว่า
“ประเด็นปัญหาจึงไม่ใช่แค่เรื่องใครถอย ไม่ถอยเพียงเท่านั้น แต่อยู่ที่ฝ่ายประชาชนและนักวิชาการที่ต่อสู้เคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทักษิณนั้น ยึดหลักการประชาธิปไตยอย่างเหนียวแน่นในการต่อสู้มากน้อยเพียงใด หรือยอมรับวิธีการใดก็ได้ในการกำจัดรัฐบาลที่ตนไม่ชอบใจ ถ้าเป็นอย่างหลัง ขบวนการประชาชนก็เป็นมาคิอาเวลลีที่ยอมให้เป้าหมายมารองรับให้ความชอบธรรมกับวิธีการ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่า “รัฐประหารเกิดขึ้นเพราะพันธมิตรไม่ยอมถอย” ใช่หรือไม่ พันธมิตรและคนที่สนับสนุนพันธมิตรคงไม่ต้องมานั่งแก้ตัวแก้ต่างในเรื่องนี้ เพราะปัญหาอยู่ที่ว่าการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเรียกหาการรัฐประหาร (และวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญอื่นๆ) มาตั้งแต่ต้นต่างหาก และเมื่อการรัฐประหารเกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ต่อต้านคัดค้าน แถมยังช่วยหาเหตุผลให้ความชอบธรรมเสียด้วย”
ที่เห็นด้วย เหตุผลปรากฏอยู่ในความคิดเห็นที่ผมมีต่อข้อเขียนของอาจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์ที่ว่า
“ชัยวัฒน์เตือนให้สังคมหันกลับมาตั้งสติคิดถึงการรัฐประหารในอีกด้านหนึ่ง แทนที่จะเฮโลกันมองในด้านเดียว ชัยวัฒน์ไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับการรัฐประหารที่เกิดขึ้น เขาอาจจะยอมรับความจริงของเหตุผลในการรัฐประหาร แต่เขาไม่สามารถยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องทางจริยธรรม
ในทางการเมืองอาจจะถูก แต่ในทางจริยธรรมนั้น ผิด เพราะการใช้กำลังในการแก้ปัญหาย่อมเป็นวิธีการที่ผิดหลักจริยธรรมเสมอ
ปัญหาคือ ทำอย่างไรที่จะเชื่อมการเมืองและจริยธรรมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทำอย่างไรให้การเมืองมีคุณธรรม ทำอย่างไรให้การเมืองไม่เป็นเรื่องที่จริยธรรมทั่วไปต้องยกเว้น ซึ่งดูจะเป็นอุดมคติอันสูงส่งที่ถ้าไม่สิ้นหวังกันไปเลย ก็ต้องกลายเป็นผู้ที่มีข้อเรียกร้องที่เกินกว่าคนธรรมดาหรือคนที่ต่อสู้ทางการเมืองจะปฏิบัติได้
ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาทางสองแพร่งระหว่างมาคีอาเวลลีและโสกราติส”
ผมหวังว่า เราทั้งหลายคงจะเห็นปัญหาสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมา ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม ที่ว่า “ทำอย่างไรที่จะเชื่อมการเมืองและจริยธรรมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทำอย่างไรให้การเมืองมีคุณธรรม ทำอย่างไรให้การเมืองไม่เป็นเรื่องที่จริยธรรมทั่วไปต้องยกเว้น ซึ่งดูจะเป็นอุดมคติอันสูงส่งที่ถ้าไม่สิ้นหวังกันไปเลย ก็ต้องกลายเป็นผู้ที่มีข้อเรียกร้องที่เกินกว่าคนธรรมดาหรือคนที่ต่อสู้ทางการเมืองจะปฏิบัติได้”
รัฐบาลทักษิณก็ทำให้การเมืองขาดจากจริยธรรม รัฐประหาร 19 กันยาก็เช่นกัน ซึ่งจะดูให้เหมือนกันหรือต่างกันก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุหรือเป้าหมายของการกระทำ
อย่างไรก็ตาม นอกจากจะเป็นภาระหน้าที่ของประชาชนพลเมืองทั่วไปที่จะหาทางเชื่อมโยงการเมืองกับจริยธรรมเข้าด้วยกันแล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า มันเป็นภาระหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงของผู้ที่เลือกที่จะร่ำเรียนในทางรัฐศาสตร์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เป็นผู้นำทางการเมือง



