Edmund Phelps: เจ้าของโนเบลเศรษฐศาสตร์ 2549
- ณ พัฒน์ -
เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา Royal Swedish Academy of Sciences ได้ประกาศมอบรางวัลโนเบล สาขาเศรษฐศาสตร์ ประจำปี 2549 แก่ Edmund S. Phelps อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย ชาวอเมริกันวัย 73 ปี
เรามาทำความรู้จักกับรางวัลโนเบล และนักเศรษฐศาสตร์ท่านนี้ดูสักหน่อยดีไหมครับ
รางวัลโนเบลเป็นรางวัลที่รู้จักกันดีทั่วโลก จัดตั้งขึ้นจากสมบัติของนาย Alfred Nobel มหาเศรษฐีชาวสวีเดน ซึ่งร่ำรวยมาจากการผลิตระเบิด เพราะเขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตรการผลิตระเบิด dynamite ที่รู้จักกันดี รวมถึงระเบิดชนิดอื่นๆ
ก่อนตายนาย Nobel ได้ทำพินัยกรรมยกสมบัติมูลค่ามหาศาลให้แก่มูลนิธิของเขา เพื่อนำไปลงทุนหาดอกผลมาเป็นรางวัลให้แก่ “ผู้ทำคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติมากที่สุด” โดยระบุให้จัดตั้งรางวัล สาขาการแพทย์ สาขาวรรณกรรม สาขาฟิสิกส์ สาขาเคมี และสาขาสันติภาพ และได้มีการมอบรางวัล Nobel ในสาขาเหล่านี้มาเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1901
ส่วนรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ หรือที่เรียกกันยาวๆ ว่า “Sveriges Riksbank Prize in Economic Sciences in Memory of Alfred Nobel” เพิ่งจะก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1968 โดยมี Sveriges Riksbank (ธนาคารกลางของสวีเดนเขาครับ) เป็นคนสนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการ และมีการมอบรางวัลนี้ เป็นประจำทุกปีมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1969 ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับใบประกาศนียบัตร เหรียญรางวัล พร้อมเงินรางวัลจำนวน 10 ล้าน Swedish krona หรือประมาณ 50 ล้านบาท เท่ากับรางวัลโนเบลสาขาอื่นๆ
สำหรับปีนี้ รางวัลสาขาเศรษฐศาสตร์นี้ ตกเป็นของ Edmund Phelps โดยคณะกรรมการให้เหตุผลในการมอบรางวัลนี้ว่า “for his analysis of intertemporal tradeoffs in macroconomic policy” หรือแปลเป็นไทยแบบยาวๆได้ว่า เนื่องจาก การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจมักจะต้องเผชิญกับภาวะได้อย่างเสียอย่างแบบข้ามช่วงเวลา (intertemporal tradeoffs) ของเป้าหมายของนโยบายอยู่เสมอๆ เช่นว่า นโยบายที่ลดอัตราการว่างงานในระบบเศรษฐกิจ (หรือเพิ่มอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ) มักจะมาพร้อมกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้น หรือการเพิ่มการบริโภคในปัจจุบัน จะไปลดการบริโภคในอนาคตภายใต้ทรัพยากรที่จำกัด ผลงานของ Edmund Phelps ช่วยทำให้เราเข้าใจภาวะได้อย่างเสียอย่างทั้งสองอันนี้มากขึ้น และนำไปสู่การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจที่เหมาะสม
ต้องขอออกตัวก่อนครับว่า ตอนที่ได้ยินข่าวเกี่ยวกับรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ในปีนี้ ผมยังมึนๆอยู่ว่า Edmund Phelps คือใคร เพราะผมเคยเห็นชื่อของเขาไม่บ่อยนัก และไม่เคยได้อ่านงานของเขาเลย ผมเพิ่งมาถึงบางอ้อ เมื่อได้อ่านคำอธิบายจากทางคณะกรรมการมอบรางวัลถึงผลงานของเขา (ผมแน่ใจว่าถ้าผมกลับไปเปิดหนังสือหลักเศรษฐศาสตร์มหภาคดู ผมต้องเจอผลงานของเขาแน่ๆ)
ผลงานของ Edmund Phelps ที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบล เป็นงานที่เขาทำในช่วงปี 1960s และ 1970s และบางส่วนได้กลายมาเป็นเครื่องมือหลักที่ผู้กำหนดนโยบาย และนักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายใช้กันอย่างแพร่หลาย
ผลงานที่รู้จักกันเป็นอย่างดีอันหนึ่งของ Edmund Phelps คือ expectations-augmented Phillips curve แต่ก่อนจะพูดถึงผลงานของเขา ขอเท้าความกันนิดหนึ่งก่อนครับ
ในช่วงปี 1930-1960 เป็นยุค Keynesian ครองเมืองครับ กล่าวคือมีความเชื่อกันว่านโยบายบริหารจัดการด้านอุปสงค์ (demand management policy) ทั้งนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง เป็นเครื่องมือหลักในการบริหารและรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และเชื่อว่าอัตราว่างงานกับเสถียรภาพทางด้านราคา ไม่จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป เพราะตราบใดที่เศรษฐกิจยังไม่ถึงจุดที่มีการจ้างงานแบบเต็มที่ (full employment) เราสามารถใช้นโยบายการเงินหรือการคลังเพื่อเพิ่มการจ้างงาน (ลดการว่างงาน) โดยไม่กระทบต่ออัตราเงินเฟ้อได้เสมอ
ต่อมา A.W. Phillips ในงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในปี 1958 พบว่าในประเทศอังกฤษ มีความสัมพันธ์ระหว่างอัตราการว่างงานกับเงินเฟ้อค่อนข้างคงที่ และเป็นไปในทิศทางตรงกันข้ามกัน ข้อสังเกตนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี และนักเศรษฐศาสตร์หลายคนพบความสัมพันธ์คล้ายๆกันนี้ในประเทศอื่นๆ ด้วย จนกลายเป็น Phillips curve ที่นักเศรษฐศาสตร์ยุคต่อๆมารู้จักกันดี และเชื่อกันในช่วงนั้นว่า รัฐสามารถใช้นโยบายการเงินและการคลังเพื่อลดอัตราการว่างงานได้ แต่ “ต้นทุน” ที่ต้องจ่ายคืออัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น
แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายๆคนยังไม่ค่อยพอใจกับความเห็นดังกล่าว เพราะ Phillips curve เป็นข้อสังเกตทางข้อมูล ไม่มีทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์จุลภาคมารับรองความสัมพันธ์นี้ นอกจากนี้ ทฤษฎีที่ว่ารัฐสามารถลดการว่างงานได้โดยเพิ่มอัตราเงินเฟ้อขัดกับทฤษฎีที่เชื่อกันโดยทั่วไปว่า ในระยะยาว ปัจจัยด้านราคาไม่น่าจะมีผลกระทบต่อปริมาณที่แท้จริงของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ในยุคต่อๆมา กลับไม่พบว่าการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อแสดงความสัมพันธ์นี้ (โดยเฉพาะในช่วงที่เงินเฟ้อสูงในช่วงปี 1970s พร้อมๆไปกับการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และการเพิ่มขึ้นของอัตราการว่างงาน)
งานวิจัยของ Edmund Phelps จึงเข้ามาช่วยไขข้อข้องใจนี้ โดยเขาพัฒนาแบบจำลองระดับจุลภาค เพื่ออธิบายการพฤติกรรมของบริษัท และแรงงานในการตกลงอัตราค่าจ้าง โดยเน้นความสำคัญของ “การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อ (inflation expectation)” ของลูกจ้าง ว่ามีส่วนสำคัญในการตกลงระดับอัตราค่าจ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดแรงงานที่ไม่ยืดหยุ่น (เช่น ในกรณีมีการตกลงค่าจ้าง เพียงครั้งเดียวตั้งแต่ต้นปี และมีผลผูกพันไปจนถึงปลายปี ถ้าลูกจ้างเชื่อว่าอัตราเงินเฟ้อในปีนี้จะสูงขึ้น เขาก็จะต้องการค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้น)
แบบจำลองของเขานำไปสู่ expectations-augmented Phillips curve โดยเขาเสนอทฤษฎีว่า ผลต่างระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ (expected inflation) มีความสัมพันธ์กับการว่างงาน และผลสรุปที่สำคัญอันหนึ่งจากงานวิจัยของเขาคือ ในระยะยาว อัตราเงินเฟ้อไม่มีความสัมพันธ์ระหว่างกับการว่างงาน
ถ้ารัฐพยายามดำเนินนโยบายแบบขยายตัว ที่มีผลทำให้เพิ่มอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน แม้ว่านโยบายดังกล่าวอาจจะมีผลลดการว่างงานได้ในระยะสั้น เพราะลูกจ้างไม่รู้ว่าระดับราคาสินค้ากำลังจะสูงขึ้นกว่าที่คาดไว้ ไม่ช้าลูกจ้างก็จะพบว่าเงินเฟ้อสูงขึ้น และปรับการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อของเขาให้สูงขึ้น และต้องการค่าจ้างในอัตราที่สูงขึ้นอีก ในระยะยาว ณ อัตราเงินเฟ้อที่เท่าเดิม พฤติกรรมนี้ทำให้การว่างงานสูงขึ้น กลับไปสู่อัตราการว่างงานเดิม หรืออีกนัยหนึ่งคือในระยะยาว Phillips curve (ซึ่งแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อกับอัตราว่างงาน) มีลักษณะตั้งตรง ไม่ใช่มีความเอียงเป็นลบอย่างที่เคยเข้าใจกัน
เขายังอธิบายด้วยว่า ณ อัตราการว่างงานดุลยภาพ (equilibrium unemployment rate) ซึ่งก็คือ อัตราการว่างงาน ณ จุดที่อัตราเงินเงินเฟ้อที่แท้จริง เท่ากับอัตราเงินเฟ้อที่คาดไว้ อัตราเงินเฟ้อจะอยู่ในจุดดุลยภาพ คือไม่ขยับไปไหน แต่ถ้าอัตราการว่างงานต่ำกว่าจุดดุลยภาพ อัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นเรื่อยๆ และถ้าอัตราการว่างงานสูงกว่าจุดดุลยภาพ อัตราเงินเฟ้อจะลดลงเรื่อยๆ เจ้าอัตราการว่างงานดุลยภาพนี้จึงเป็นอันเดียวกับ Non-accelerating Inflation Rate of Unemployment (NAIRU) และ อัตราว่างงานตามธรรมชาติ (natural rate of unemployment) ที่พูดถึงกันบ่อยๆ ในการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจนั่นเอง (ถ้าพูดกันจริงๆแล้วเจ้าสองตัวหลังนี่ต่างกันนิดหนึ่งครับ แต่ก็คล้ายๆกันละครับ)
งานของ Phelps เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อกลายเป็นปัจจัยที่สำคัญอันหนึ่งต่อแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคในยุคต่อๆมา และเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้กำหนดนโยบายต้องคำนึงถึงมาจนถึงทุกวันนี้ การดำเนินนโยบายการเงินที่โปร่งใส เน้นรักษาการคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนให้ต่ำ เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา (เช่น การดำเนินนโยบายการเงินแบบเป้าหมายเงินเฟ้อ—inflation targeting) ก็เป็นผลสรุปเชิงนโยบายที่สำคัญอันหนึ่งที่ได้มาจากงานวิจัยของเขาและนักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆในยุคต่อมา
นอกเหนือไปจากงานวิจัยเกี่ยวกับการว่างงานและอัตราเงินเฟ้อแล้ว Phelps ยังมีส่วนช่วยพัฒนางานวิจัยเกี่ยวกับการออม การลงทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีพิจารณาแบบระหว่างช่วงเวลา (intertemporal) และระหว่างช่วงชีวิตของคน (inter-generational) จนเป็นที่มาของ “golden rule” ของการลงทุน และยังเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของทุนมนุษย์ (human capital) และการวิจัยและพัฒนา (R&D) ต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอีกด้วย
เป็นไงครับ อ่านมาแล้วน่ายกย่องให้เป็นผู้ได้รับรางวัลประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสาขาเศรษฐศาสตร์ไหมครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2549



