Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Exit
ไชยันต์ ไชยพร


ธงชัย - ชัยวัฒน์ กับรัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ธงชัย วินิจจะกูล


ประเด็นสำคัญบางประเด็นที่เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการยอมรับการรัฐประหารของธงชัย วินิจจะกูล คือ หนึ่ง ถ้าคิดว่ารัฐประหารช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือด คำถามก็คือ การนองเลือดเกิดจากอะไร คำตอบคือ การนองเลือดเกิดจากการที่สองฝ่ายต่างไม่ถอยให้กัน และเมื่อเผชิญหน้ากัน ความรุนแรงย่อมเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเกิดจากความบังเอิญ หรือจากความตั้งใจก็ตาม ดังนั้น หนทางที่จะไม่ให้เกิดการนองเลือดคือ ไม่พยายามที่จะเผชิญหน้าในลักษณะของการชุมนุมใหญ่ในที่สาธารณะ และเมื่อไม่สามารถไปบังคับให้อีกฝ่ายหนึ่งถอย ธงชัยก็แนะว่าฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็ควรที่จะถอยได้ ถ้าไม่ต้องการให้เกิดการนองเลือด และเมื่อถอยแล้ว เงื่อนไขในการทำรัฐประหารเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนองเลือดก็จะไม่เกิด และการรัฐประหารก็จะไม่เกิดขึ้นเป็นทางเลือกที่จำเป็นต้องยอมรับอย่างที่พากันกล่าวอ้างอยู่ขณะนี้ ธงชัยเห็นว่า ฝ่ายพันธมิตรก็กลับไม่ “ถอย” ( “All the PAD could have done to avoid such a tragedy was to back off. Had the PAD were an observer of a conflict between two other parties, it would have been fair for them to call for either one or both sides of the possible clash to step back. But in this case, they were one side of the possible clash, how could they demand and blame the other, but not themselves? If they sincerely want to abort the looming clash, all they could have done was backing off. They never did so. Like Thaksin, the PAD wanted to win so badly and above anything else.” )

ต่อประเด็นนี้ ธงชัยยังอ้างถึงกรณี 6 ตุลาที่ตัวเขามักจะถูกตั้งคำถามว่า เมื่อรู้ว่าจะมีการนองเลือดเกิดขึ้นแล้วทำไมไม่ “ถอย” ซึ่งคราวนี้ธงชัยตั้งคำถามเดียวกันกับฝ่ายพันธมิตร ( “Several years ago Khamnoon and Phipob accused me of this false for the Oct 6 massacre. Now it is their turn to explain.” )

สอง ในสายตาของธงชัย ทักษิณมิได้เป็น “ผู้ร้าย” สำหรับทุกคนในสังคมไทย ซึ่งตรงนี้เข้าใจว่าเขาต้องการเปรียบเทียบกับเผด็จการทหารที่ใช้อำนาจเบ็ดเสร็จกอบโกยผลประโยชน์แก่พวกตนในอดีต ซึ่งคนส่วนใหญ่—-ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจสังคมระดับใดก็ตาม—ต่างเห็นต้องกันถึงความเลวร้ายของผู้นำหรือกลุ่มผู้นำเผด็จการดังกล่าว (ซึ่งก็ไม่แน่ใจนักว่าทุกคนจะมองจอมพลสฤษดิ์ในแง่ลบ แต่สมมุติว่าเป็นอย่างที่ธงชัยว่าไว้ก็แล้วกัน) แต่ทักษิณได้รับทั้งความชื่นชมยกย่องและความเกลียดชังจากประชาชนจำนวนที่ไม่ต่างกัน หรือจะว่าไปแล้ว ฝ่ายชื่นชมมีมากกว่าเสียด้วยซ้ำ อีกทั้งทักษิณยังขึ้นสู่อำนาจโดยการเลือกตั้ง ไม่ได้ใช้วิธีการยึดอำนาจรัฐประหารอย่างที่เผด็จการทหารกระทำในอดีต

การยอมรับการใช้วิธีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการล้มทักษิณนั้น ถือว่าเป็นการกระทำจากสภาวะที่สิ้นคิดสิ้นหวัง ไร้ยางอายที่มาจากความอหังการและอคติแบบชนชั้นนำที่ไม่สามารถยอมรับในสิทธิของประชาชนที่เลือกทักษิณเข้ามา โดยไม่คิดว่าสิทธิเสียงของประชาชนส่วนใหญ่เหล่านั้นมีค่าความหมายแต่อย่างใด ทัศนะแบบนี้ต่างหากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

และถ้าจะถามว่า ทักษิณเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดในโลกหรือเปล่า? หรือเลวร้ายอย่างซูฮาโตหรือระบอบเผด็จการในพม่าหรือเปล่า? ธงชัยเห็นว่า ก็ไม่มีใครสามารถบอกหรือพิสูจน์อย่างแน่ชัดได้ ข้อกล่าวหาร้ายแรงที่มีต่อทักษิณนี้ เป็นข้อกล่าวหาที่เป็นอัตวิสัยและเถียงกันไป ก็ดูจะไม่มีข้อสรุป

ความคิดเห็นต่อประเด็นสองประเด็นข้างต้น คือ

ต่อประเด็นที่หนึ่ง

การเปรียบเทียบเหตุการณ์ 19 กันยายน 2549 กับ เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ของธงชัยนั้นน่ารับฟัง เพราะมีความคล้ายคลึงกัน นั่นคือ การเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย อันนำไปสู่การนองเลือด

ความแตกต่างประการแรกคือ ในกรณี 6 ตุลา เกิดการนองเลือดเพราะไม่มีการถอย ทั้งๆ ที่รู้ว่าอาจจะ/เป็นไปได้สูงที่จะเกิดการนองเลือด ส่วนในกรณี 19 กันยา ยังไม่เกิดการนองเลือด แม้จะไม่มีทีท่าว่าฝ่ายใดจะถอย แต่ไม่เกิดการนองเลือด เพราะมีการรัฐประหารเสียก่อน

ความแตกต่างประการที่สองคือ ในกรณี 6 ตุลา คู่ขัดแย้งคือฝ่ายนิสิตนักศึกษา vs ฝ่ายขวาจัด อันได้แก่ กลุ่มลูกเสือชาวบ้าน กระทิงแดง นวพล ฯลฯ ส่วนในกรณี 19 กันยา คู่ขัดแย้งคือฝ่ายพันธมิตรและประชาชนทั่วไปจำนวนหนึ่ง vs ฝ่ายรักษาการรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะเห็นได้ว่า ในกรณี 6 ตุลา รัฐบาลเป็นตัวกลางที่อยู่ระหว่างคู่ขัดแย้ง รัฐบาลพยายามที่จะประนีประนอมทั้งสองฝ่าย ส่วนกรณี 19 กันยา รัฐบาลคือคู่ขัดแย้ง

เมื่อรัฐบาลเป็นคู่ขัดแย้ง สิ่งที่รัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยควรกระทำก็คือ การอดทน ปล่อยให้การต่อต้านประท้วงดำเนินไปตามขอบเขตของกฎหมาย โดยไม่ใช้วิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยเข้าตอบโต้หรือบ่อนทำลาย หรือสร้างสถานการณ์เพื่อให้เกิดการใช้ความรุนแรง

แต่ในกรณี 19 กันยา รัฐบาลกลับทำตัวเป็นเพียงกลุ่มการเมืองไม่ต่างจากฝ่ายพันธมิตรและประชาชนที่ต่อต้าน เห็นได้จากกรณีสยามพารากอนและเซนทรัลเวิร์ล อีกทั้งการปล่อยให้เกิดการปลุกระดมจากรายการของสถานีโทรทัศน์ MVTVI และสถานีวิทยุ 93.25

แม้ว่าฝ่ายพันธมิตรและประชาชนผู้สนับสนุนพันธมิตรจะล่าถอย แต่กระนั้น ฝ่ายรัฐบาลที่ลดตัวลงมาเป็นเพียงกลุ่มการเมืองก็ยังคงจะดำเนินการรุกเพื่อที่จะสยบกระแสในที่สุดอยู่ดี เพราะเดิมพันสำคัญของฝ่ายรัฐบาลไม่เพียงแต่ต้องการจะหยุดกระแสต่อต้านเท่านั้น แต่รวมถึงการต่อสู้มิให้เกิดการตัดสินยุบพรรคฝ่ายตน หรือแม้ว่ามีการตัดสินยุบพรรคแล้ว ก็คงจะไม่ยอมรับ โดยปลุกกระแสประชาชนขึ้นมาให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในสังคม จนต้องล้มกระดานอยู่ดี

ถ้าหากธงชัยจะเรียกร้องให้ใครเป็นฝ่ายถอย ก็น่าจะเรียกร้องให้ฝ่ายทักษิณถอยมากกว่า การถอยที่ว่านี้ อาจจะไม่ขนาดต้องลาออก แต่เรียกร้องให้รักษาการรัฐบาลดูแลให้การชุมนุมต่อต้านอย่างสันติสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่มีการแทรกแซงจากมือที่สาม หรือละเว้นจากการเป็นมือที่สามเสียเอง การเรียกร้องให้กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเป็นฝ่ายถอยเสียเอง ก็เท่ากับว่า มองไม่เห็นความแตกต่างระหว่างผู้เป็นรัฐบาลกับผู้เป็นประชาชน ไม่เห็นความแตกต่างในจริยธรรมความรับผิดชอบของผู้เป็นรัฐบาลที่มีหน้าที่ต้องปกป้องรักษาสิทธิเสรีภาพของประชาชน แม้ว่าประชาชนคนใดจะไม่เห็นด้วยหรือต่อต้านขับไล่ตนก็ตาม

ในขณะที่รัฐบาลทักษิณไม่เคยตระหนักในความรับผิดชอบต่อสิทธิ เสรีภาพ ทรัพย์สินของประชาชน ด้วยการปล่อยประกาศเตือนถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นแทบทุกครั้งที่จะมีการชุมนุม อีกทั้งตัว พ.ต.ท.ทักษิณเองก็ประกาศห้ามปรามการชุมนุมด้วยตัวเองผ่านรายการวิทยุของตนด้วยที่ผ่านมา จะเห็นได้ว่า ฝ่ายต่อต้านทักษิณต่างหากกลับต้องมาแบกภาระรับผิดชอบต่อชีวิตผู้คน ฝ่ายต่อต้านกลับต้องคิดทุกครั้งในการชุมนุมประท้วง ต้องระมัดระวังทุกฝีก้าวเพื่อไม่ให้เกิดการแทรกแซงจากมือที่สาม ไปๆมาๆ ฝ่ายต่อต้านทักษิณดูเหมือนจะตระหนักในบทบาทหน้าที่และจริยธรรมของการเป็นรัฐบาลมากกว่ารัฐบาลจริงๆเสียอีก

ในทางปฏิบัติ แน่นอนว่า การเรียกร้องจริยธรรมความรับผิดชอบจากคนใกล้ตัวหรือคนกันเองดูจะเป็นเรื่องที่น่าจะเป็นไปได้มากกว่าการเรียกร้องจากคนไกลตัวหรือคนที่ไม่รู้จัก ขณะเดียวกัน คนที่เป็นเพื่อนกันและมีความเห็นสอดคล้องกับเพื่อนในสาเหตุของปัญหา ก็ย่อมจะเรียกร้องจริยธรรมความรับผิดชอบกับคนที่เป็นศัตรูของเพื่อนมากกว่าจะเรียกร้องจากเพื่อน อย่างไรก็ตาม แม้ว่าธงชัยจะเป็นมิตรกับฝ่ายพันธมิตร มากกว่าจะเป็นมิตรกับฝ่ายทักษิณ แต่ก็ไม่จำเป็นว่า มิตรจะต้องมีความเห็นสอดคล้องกับมิตรในสาเหตุของปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น โดยยอมละทิ้งหลักการมุมมองของตัวเองไปเพื่อเพื่อน เพราะธงชัยไม่ได้เห็นว่าทักษิณเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดอย่างที่มิตรของตนเห็น และนี่คือการเชื่อมไปสู่ประเด็นที่สองของธงชัย

ต่อประเด็นที่สอง

ธงชัยแสดงความคิดเห็นของตนออกมาอย่างชัดเจนว่า ทักษิณไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น และการประเมินว่าทักษิณเลวร้ายขนาดนั้นเป็นเรื่องอัตวิสัยและสามารถถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ ธงชัยเห็นว่า การยอมรับวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยในการต่อสู้โค่นล้มทักษิณ เท่ากับการไม่ยอมรับสิทธิเสียงข้างมากของประชาชนในสังคมไทย เป็นการละเลยดูแคลนสิทธิของประชาชน โดยเฉพาะการมองว่า ประชาชนเหล่านั้นโง่ ไร้การศึกษา เห็นแต่ประโยชน์ระยะสั้น ซึ่งมุมมองเช่นนี้เป็นมุมมองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การยอมรับวิธีการที่ไม่เป็นประชาธิปไตยและการไม่เคารพเสียงข้างมากต่างหากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นศัตรูต่อระบอบประชาธิปไตยเสียยิ่งกว่าตัวทักษิณเสียอีก

ถ้าธงชัยมองว่า การมองว่าทักษิณเป็นวิกฤตเลวร้ายเป็นการมองที่เป็นอัตวิสัยและถกเถียงกันได้ไม่รู้จบ ธงชัยก็น่าจะยอมรับว่า มุมมองของเขาก็เป็นอัตวิสัยด้วย และจะว่าไปแล้ว ภายใต้ประชาธิปไตย ทุกความเห็นโดยเฉพาะเรื่องดี-เลวล้วนเป็นอัตวิสัยทั้งสิ้น ยากที่จะตัดสินยกให้ความเห็นใดเป็นสภาวะวิสัยได้

เมื่อเป็นเช่นนี้ ประชาชนทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะชื่นชมหรือต่อต้านรัฐบาลได้เสมอ

แต่สิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นสภาวะวิสัยอยู่อย่างหนึ่งในระบอบประชาธิปไตยก็คือ รัฐบาลไม่มีสิทธิที่จะเป็นฝ่ายรุก-บ่อนทำลายหรือสร้างสถานการณ์เพื่อความชอบธรรมในการใช้ความรุนแรงเข้าตอบโต้หรือสยบกระแสต่อต้านตน รัฐบาลมีหน้าที่เป็นฝ่ายตั้งรับหรือถอยต่างหาก

การต่อสู้ของฝ่ายต่อต้านทักษิณเป็นการต่อสู้เพื่อรักษาสิทธิของฝ่ายเสียงข้างน้อย หาใช่การละเลยเสียงข้างมากไม่ ธงชัยเรียกร้องให้เสียงข้างน้อยแบกความรับผิดชอบ เสียสละ ต้องเป็นฝ่ายถอย ตั้งรับ เพราะธงชัยเห็นว่า คนในฝ่ายนี้มีการศึกษาดีกว่า มีฐานะดีกว่า เป็นชนชั้นนำ (elite) ธงชัยไม่ได้มองคนทั้งสองฝ่ายนี้อย่างเท่าเทียมเสมอภาคกัน แต่ธงชัยมองคนฝ่ายต่อต้านทักษิณในฐานะคนรู้จัก ในฐานะมิตร โดยลืมไปว่า ทั้งฝ่ายต่อต้านและฝ่ายสนับสนุนนั้นมีคนทุกระดับปะปนกันอยู่

ถ้าจะพุ่งเป้าไปที่แกนนำของทั้งสองฝ่าย ธงชัยน่าจะรู้ดีว่า แกนนำทั้งสองฝ่ายก็ล้วนมีวิธีคิดที่ในแบบชนชั้นนำทั้งนั้น ถ้าสิ่งที่ธงชัยกล่าวหาแกนนำฝ่ายพันธมิตรเป็นความจริง

ไม่ทราบเหมือนกันว่า ในที่สุดแล้ว นิยามประชาธิปไตยก็คงเป็นเรื่องอัตวิสัยด้วยกระมัง ประชาธิปไตยมิได้มีไว้เพื่อคนจนส่วนใหญ่ที่ถูกปั่นหัวโดยชนชั้นนำ หรือประชาธิปไตยมีไว้เพื่อคนทุกคน

ธงชัยเองดูเหมือนจะมองประชาธิปไตยหรือคาดหวังจากประชาธิปไตย และโดยเฉพาะจากเพื่อนด้วยมุมมองแบบชนชั้นนำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ในที่สุด กล่าวได้ว่า สำหรับธงชัย รัฐประหารเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนาอย่างยิ่งสำหรับประชาธิปไตย และรัฐประหารเกิดขึ้นเพราะพันธมิตรไม่ถอย การที่พันธมิตรไม่ถอยจึงเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด อันนำมาซึ่งเงื่อนไขในการทำรัฐประหาร และทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังเข้าคลองไป และทำให้การตายของผู้คนในเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลาและพฤษภาทมิฬดูจะสูญเปล่าไป การไม่ถอยของพันธมิตรทำให้รัฐประหารครั้งนี้กลายเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องยอมรับไปในที่สุด

ทำไมทักษิณไม่แถลงในสภา ทำไมทักษิณยุบสภา ทำไมทักษิณไม่เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบ ทำไมตำรวจไม่เร่งดำเนินคดีทักษิณที่มีการฟ้องร้องไว้มากมาย ทำไมทักษิณไม่เว้นวรรค ไม่ลาออก ทำไมทักษิณปล่อยให้มีการใช้กำลังรุนแรงทำร้ายฝ่ายต่อต้าน ทำไมทักษิณปล่อยให้มีการปลุกระดมทางสื่อโทรทัศน์วิทยุ ธงชัยน่าจะตั้งคำถามเหล่านี้กับฝ่ายที่ได้ชื่อว่าเป็น รัฐบาล บ้าง ไม่ใช่หรือ?


ชัยวัฒน์ สถาอานันท์


“But a coup is wrong: If one believes the aim of the coup was to prevent the country from falling into a pit of violence, that the constitution was long dead, and that the Thaksin government was not democratic in the profound sense of the term, apart from the fact that it was elected by the majority, then the coup is morally acceptable.

The moral enigma lies, however, with those who believe that these reasons are probably true and yet maintain that a coup d’etat is still morally wrong. I count myself among these.”

ชัยวัฒน์ไม่ได้ตั้งคำถามในเชิงวิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรว่า “ทำไมไม่ถอย?” เหมือนกับธงชัย แต่ตั้งคำถามกับสังคม เมื่อคนส่วนใหญ่ยอมรับรัฐประหาร เพราะการยอมรับรัฐประหารเท่ากับ ยอมรับการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ซึ่งเข้าใจว่าเป็นหนทางที่ไม่อารยะ

ชัยวัฒน์วิเคราะห์ว่า การยอมรับรัฐประหารเป็นการบ่งชี้ถึงความสิ้นหวัง แสดงให้เห็นถึงการไม่สามารถหาทางแก้ปัญหาทางการเมืองด้วยวิธีการอื่นที่สันติได้ นอกจากการใช้ความรุนแรงหรือสัญลักษณ์ของความรุนแรง ซึ่งถือเป็นบทเรียนราคาแพงยิ่งสำหรับสังคมในการยอมรับรัฐประหารโดยทั่วไป และอย่างหน้าชื่นตาบาน

ชัยวัฒน์กล่าวได้อย่างถูกต้อง เมื่อเขาชี้ให้เห็นถึง ทางสองแพร่งทางจริยธรรม ซึ่งมีนัยสำคัญยิ่ง ต่อพื้นฐานอุดมคติ ซึ่งรวมถึงการตั้งคำถามต่อการผูกขาดความจริง ระหว่าง การใช้กำลังบังคับผู้อื่นให้ต้องจำนนหรือเห็นด้วย กับ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างค่อยเป็นค่อยไปผ่านการแสดงความเห็นโต้แย้งอย่างเสรี

ชัยวัฒน์เตือนให้สังคมหันกลับมาตั้งสติคิดถึงการรัฐประหารในอีกด้านหนึ่ง แทนที่จะเฮโลกันมองในด้านเดียว ชัยวัฒน์ไม่ได้ปฏิเสธหรือยอมรับการรัฐประหารที่เกิดขึ้น เขาอาจจะยอมรับความจริงของเหตุผลในการรัฐประหาร แต่เขาไม่สามารถยอมรับว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกต้องทางจริยธรรม

ในทางการเมืองอาจจะถูก แต่ในทางจริยธรรมนั้น ผิด เพราะการใช้กำลังในการแก้ปัญหาย่อมเป็นวิธีการที่ผิดหลักจริยธรรมเสมอ

ปัญหาคือ ทำอย่างไรที่จะเชื่อมการเมืองและจริยธรรมเข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทำอย่างไรให้การเมืองมีคุณธรรม ทำอย่างไรให้การเมืองไม่เป็นเรื่องที่จริยธรรมทั่วไปต้องยกเว้น ซึ่งดูจะเป็นอุดมคติอันสูงส่งที่ถ้าไม่สิ้นหวังกันไปเลย ก็ต้องกลายเป็นผู้ที่มีข้อเรียกร้องที่เกินกว่าคนธรรมดาหรือคนที่ต่อสู้ทางการเมืองจะปฏิบัติได้

ปัญหาดังกล่าวนี้เป็นปัญหาทางสองแพร่งระหว่างมาคีอาเวลลีและโสกราติส

จดหมายของหญิงสาวคนนั้นที่ขอให้คณะปฏิรูปให้เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ที่ไม่เห็นด้วย และปฏิบัติต่อผู้คนที่อาจจะแสดงสิทธิในการไม่เห็นด้วยอย่างสันติ โดยไม่ใช้กำลังความรุนแรง ดูจะเป็นความหวังสำหรับสังคมไทยในสายตาของชัยวัฒน์

และในขณะเดียวกัน ในอีกมุมหนึ่ง การที่คณะปฏิรูปฯไม่ใช้กำลังรุนแรงเข้าจัดการกลุ่มต่อต้านการทำรัฐประหารอย่างสันติที่หน้าสยามพารากอนเมื่อวันศุกร์ที่ 22 กันยายน ซึ่งถือว่าเป็นการแสดงออกถึงการเคารพสิทธิเสรีภาพของผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารของคณะปฏิรูป ก็น่าจะเป็นการกระทำที่ชัยวัฒน์น่าจะได้คำนึงถึงเช่นเดียวกัน ท่ามกลางสภาวะของการตกอยู่ในทางสองแพร่งทางจริยธรรมที่เขาชวนให้รู้สึก



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter