Fairtrade Label: พลังเปลี่ยนสังคมของผู้บริโภค
หลังจากหายหน้าหายตาไปหลายตอน มารุ โคจิโร่ หนุ่มญี่ปุ่นผู้ทำงานในมหานครนิวยอร์ค และลุงยอด ชาวนาในจังหวัดอุบลราชธานี ก็แวะเวียนมาเยี่ยมคอลัมน์นี้อีกครั้ง
วันนี้โคจิโร่กำลังเดินซื้อของในซุปเปอร์มาร์เก็ตแถวบ้าน เลือกไม่ถูกว่าอยากซื้อข้าวยี่ห้ออเมริกัน หรือข้าวหอมมะลิจากไทยดี
แม้ข้าวจากอเมริกาจะถูกกว่า แต่โคจิโร่ก็อยากซื้อข้าวไทย เพราะได้ยินว่าอร่อยกว่า
แต่เพราะโคจิโร่ติดตามปัญหาของการเจรจา WTO มานาน เขาก็เลยอดสงสัยไม่ได้ว่า เกษตรกรรายย่อยที่อยู่ไกลสุดลูกโซ่การผลิต (ซึ่งลุงยอดเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น) ถูกพ่อค้าคนกลางเอารัดเอาเปรียบขนาดไหน ก่อนจะมาเป็นข้าวถุงนี้?
หากข้าวถุงนั้นมีตรา “Fairtrade Label” แปะอยู่ โคจิโร่คงซื้อได้อย่างสบายใจ
เพราะ Fairtrade Label เป็นวิธีมอบ “อำนาจ” ให้กับคนธรรมดาอย่างเราๆ ในการช่วยแก้ไขความไม่เป็นธรรมของเงื่อนไขการค้าโลกที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจ ในฐานะ “ผู้บริโภค” คนหนึ่งในระบบเศรษฐกิจ
......
Fairtrade Label หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ฉลากสินค้าที่เป็นธรรม” เป็นเครื่องหมายการค้า (trademark) ประเภทหนึ่งที่แปะตามห่อสินค้าเกษตรต่างๆ เช่น กาแฟ ผลไม้ ข้าว ชา เครื่องเทศ ฝ้าย ฯลฯ ที่ประเทศกำลังพัฒนาส่งออกไปขายยังประเทศพัฒนาแล้ว Fairtrade Label แตกต่างจากเครื่องหมายการค้าประเภทอื่นๆ ตรงที่เป็นเครื่องช่วยยืนยันให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่า สินค้าที่มีเครื่องหมายนี้เป็นผลผลิตของกระบวนการ “การค้าที่เป็นธรรม” (Fair Trade) ที่เป็นธรรมต่อเกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนา ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทางอ้อมได้ ด้วยการซื้อสินค้าที่มีราคาแพงกว่าปกติเพียงเล็กน้อย แลกกับความภูมิใจว่าตนกำลังมีส่วนร่วมในการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรผู้ยากไร้ในอีกฟากหนึ่งของโลก
นับเป็นวิธีลดช่องว่างทางฐานะระหว่างผู้บริโภคร่ำรวยกับผู้ผลิตยากจน ที่เป็นธรรมและไม่บิดเบือนกลไกตลาด เพราะท้ายที่สุดแล้ว แนวคิดนี้จะได้ผลหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างโคจิโร่ว่า จะซื้อสินค้า Fairtrade หรือไม่
Fairtrade Label อุบัติขึ้นในโลกครั้งแรกเมื่อปี 2531 ที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อเอ็นจีโอและบริษัทชาวดัทช์ร่วมมือกันนำหลักการของ Fairtrade Label มาใช้กับสินค้ากาแฟ ภายใต้เครื่องหมายการค้า “Max Havelaar” (ชื่อพระเอกในนิยายยอดนิยมเรื่องหนึ่ง ที่ลุกขึ้นต่อต้านการกดขี่แรงงานผู้ปลูกกาแฟชาวอินโดนีเซีย ของนักล่าอาณานิคมชาวดัทช์สมัยศตวรรษที่ 19) แม้ว่าความพยายามของเอ็นจีโอในประเทศพัฒนาแล้วที่จะช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้จะไม่ใช่เรื่องใหม่ ความสำเร็จของ Max Havelaar ถือเป็นครั้งแรกในโลกที่บริษัทผู้ขายกาแฟกระแสหลัก สามารถนำสินค้า Fairtrade ที่มีนิยามและมาตรฐานชัดเจน มาวางขายอย่างเป็นระบบ
ความสำเร็จของ Max Havelaar เป็นแรงบันดาลใจให้อีกหลายประเทศในยุโรปนำแนวคิดนี้และเครื่องหมายการค้าไปใช้ โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบให้เข้ากับกฎเกณฑ์ต่างๆ และภาวะตลาดค้าปลีกในประเทศของตน ต่อมาในปี พ.ศ. 2540 Max Havelaar และ Fairtrade Label อีกหลายองค์กร ร่วมกันจัดตั้งหน่วยงานอิสระชื่อ Fairtrade Labelling Organizations International หรือย่อว่า FLO เพื่อทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานและออกใบรับรองให้กับผู้ผลิตสินค้า Fairtrade ปัจจุบัน FLO มีสาขาและองค์กรสมาชิกในประเทศพัฒนาแล้ว 19 แห่งทั่วโลกในทวีปอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จค่อนข้างดีเมื่อดูจากอัตราการเติบโต โดยในปี 2548 มีบริษัทผู้ค้าในประเทศพัฒนาแล้วเข้าร่วมโครงการจำนวน 1,483 บริษัท เพิ่มขึ้นร้อยละ 29 จากปีก่อน และในปีเดียวกัน มีกลุ่มผู้ผลิต (เกษตรกร) ในประเทศกำลังพัฒนากว่า 508 กลุ่มที่อยู่ในโครงการ คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่าร้อยละ 127 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และในปีเดียวกัน สินค้าเกษตรที่ตีตรา Fairtrade Label ทั่วโลกทำยอดขายมากกว่า 47,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 37 จากปีก่อน มีบริษัทค้าปลีกดังๆ เข้าร่วมโครงการมากมาย เช่น Starbucks ปัจจุบันมีรายได้จากการขายกาแฟ Fairtrade กว่าร้อยละ 3.7 ของรายได้บริษัทในแต่ละปี
......
มาตรฐานที่สะท้อนภาวะ “การค้าที่เป็นธรรม” ในนิยามของ FLO ที่ผู้ผลิตและผู้ค้า (ผู้ส่งออกหรือนำเข้าที่รับซื้อผลผลิตจากเกษตรกร) ต้องปฏิบัติตามก่อนจะได้รับอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายการค้าบนห่อสินค้าได้นั้น มีสองชุดหลัก ชุดหนึ่งสำหรับเกษตรกรรายย่อยที่รวมตัวกันเป็นกลุ่มหรือสหกรณ์ และอีกชุดหนึ่งสำหรับแรงงานที่ทำงานให้บริษัทเกษตร ในไร่นาหรือในโรงงาน ทั้งสองชุดมีองค์ประกอบคล้ายกัน 5 ด้านหลักๆ ดังต่อไปนี้
1. ผู้ค้าต้องรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในระดับราคาที่เหมาะสม (Fair Price) โดยราคานี้ประกอบด้วย “ราคาขั้นต่ำ” ที่จะอำนวยให้เกษตรกรสามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีระดับหนึ่งได้ (หากราคาในตลาดโลกปรับตัวขึ้นสูงกว่าราคานี้ก็ต้องปรับตามราคาตลาด) บวกด้วย “ราคาส่วนเกินเพื่อสังคม” (social premium) ให้เกษตรกรหรือบริษัทผู้ผลิตนำไปลงทุนในโครงการต่างๆ เพื่อเพิ่มผลผลิต ปรับปรุงคุณภาพสินค้า ปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน รักษาสิ่งแวดล้อม หรือช่วยเหลือชุมชนของตนในด้านอื่นๆ เช่น การศึกษา
2. ไม่กดขี่แรงงาน (ถ้าผู้ผลิตเป็นบริษัท) หรือมีโครงสร้างการบริหารจัดการที่เป็นประชาธิปไตย โดยใช้เสียงส่วนใหญ่ในการตัดสินประเด็นสำคัญๆ (ถ้าผู้ผลิตเป็นกลุ่มเกษตรกร)
3. ไม่ใช้แรงงานเด็ก
4. สนับสนุนให้มีการปรับปรุงสภาพแวดล้อมในการทำงาน และฝึกทักษะแรงงานหรือเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ
5. ใช้กระบวนการผลิตที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เช่น ไม่ใช้สารเคมีต้องห้ามในการผลิต
นอกจากชุดมาตรฐานหลักดังกล่าวข้างต้น FLO ยังกำหนดมาตรฐานเฉพาะด้านสำหรับสินค้าบางชนิด เช่น ปริมาณขั้นต่ำที่ต้องรับซื้อ กระบวนการขนส่ง ฯลฯ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันระดับราคาที่เหมาะสมสำหรับข้าวหอมมะลิจากไทยอยู่ที่ราคาขั้นต่ำ 11,000 บาทต่อตัน บวกราคาส่วนเกินอีก 750 บาทต่อตัน ถ้าเป็นข้าวหอมมะลิเกษตรอินทรีย์ ราคาขั้นต่ำจะสูงขึ้นเล็กน้อยเป็น 12,000 บาทต่อตัน นอกจากนี้ ผู้รับซื้อข้าวต้องจัดหาเงินกู้ล่วงหน้าให้กับผู้ผลิต (pre-finance) ในวงเงินไม่เกินร้อยละ 50 ของมูลค่าสัญญาซื้อขาย
สมาชิกสหกรณ์เกษตรอินทรีย์ กองทุนข้าวสุรินทร์ หรือชื่อภาษาอังกฤษว่า “Rice Fund Surin” ซึ่งมีสมาชิก 588 ครัวเรือน เป็นผู้ผลิตไทยรายหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ Fairtrade Label โดยส่งออกข้าวเกษตรอินทรีย์ไปขายในยุโรปและสหรัฐอเมริกา กองทุนนี้สามารถนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากการเข้าร่วมโครงการไปซื้อโรงสีชุมชน เผยแพร่เทคนิคการทำเกษตรอินทรีย์แก่เพื่อนชาวนา ซื้อหนังสือเรียนและอุปกรณ์ให้ลูกหลานวัยเรียน และปรับปรุงสาธารณูปโภคในชุมชน
กระบวนการขอปิดฉลาก Fairtrade Label มีความชัดเจนและโปร่งใส โดยผู้ค้า ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าในประเทศใดก็ได้สามารถยื่นขอใช้เครื่องหมาย Fairtrade Label หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จาก FLO จะเป็นผู้เดินทางไปตรวจสอบสินค้าดังกล่าวในประเทศผู้ผลิต ว่าตรงตามมาตรฐานของ FLO หรือไม่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น เพราะค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการดำเนินงานของ FLO ถูกผลักให้เป็นภาระของผู้บริโภค ซึ่งยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าในราคาสูงกว่าราคาตลาดเล็กน้อย เช่น กาแฟเกษตรอินทรีย์ (organic coffee) มีราคาประมาณ 1.41 ดอลลาร์สหรัฐ สูงกว่าราคาตลาดเพียง 15 เซ็นต์เท่านั้น
......
นักเศรษฐศาสตร์บางคนอาจสงสัยว่า การประกันราคาขั้นต่ำให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะในภาวะที่ “ราคาเป็นธรรม” อาจอยู่สูงกว่า “ราคาตลาด” จะเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตสินค้ามากเกินไป (overproduction) ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาอุปทาน(สินค้า)ล้นตลาด (oversupply) หรือไม่?
แม้คำตอบตามหลักทฤษฎีปกติอาจฟังดูน่าหดหู่ ผลการวิจัยหลายฉบับที่ผ่านมาสะท้อนข้อเท็จจริงหลายประการที่น่าจะทำให้นักเศรษฐศาสตร์สบายใจขึ้น เช่น ชาวนาส่วนใหญ่ที่เข้าร่วมโครงการ นำรายได้เพิ่มไปลงทุนในการปรับปรุงวิธีการผลิต และซื้ออุปกรณ์เสริมเพื่อใช้ในการปรับปรุงคุณภาพผลผลิต แทนที่จะนำรายได้ไปขยายอัตราการผลิตเพียงอย่างเดียว กลุ่มเกษตรกรหลายกลุ่มนำรายได้ไปลงทุนทำการเกษตรแบบผสมผสาน เพื่อลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวที่ขายให้กับผู้ค้า Fairtrade
นอกจากนี้ การที่สินค้า Fairtrade ส่วนใหญ่ ถูกนำไปวางขายในลักษณะ “สินค้าเกรดดี” (premium product) เช่น อาหารเกษตรอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจที่จะปรับปรุงคุณภาพสินค้าให้ดีขึ้นเรื่อยๆ โดยคัดเอาสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือมีคุณภาพต่ำออกไป นับเป็นวิธีลดระดับอุปทานในตลาดอีกทางหนึ่ง
......
FLO กำลังเผชิญกับปัญหามากมายที่องค์กรขนาดใหญ่โดยมากต้องเผชิญ เช่น ขั้นตอนการขออนุญาตที่ยุ่งยากซับซ้อนเกือบเท่าหน่วยงานราชการ และมาตรฐาน Fairtrade ที่หลายฝ่ายกล่าวหาว่าเข้มงวดเกินไปหรือไม่มีเหตุผล (เช่น ห้ามไม่ให้ผู้ผลิตใช้พืชหรือสารใดๆ ที่เป็น GMO (ผ่านกระบวนการดัดแปรพันธุกรรม) ในกระบวนการผลิต ทั้งๆ ที่ประโยชน์ของ GMO มีมากมายหากใช้อย่างถูกวิธี และถูกประเภท) แต่อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าโครงการนี้กำลังช่วยปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรและครอบครัวกว่าห้าล้านคน ในกว่า 50 ประเทศทั่วโลก
ประโยชน์ที่ “มีค่า” และยั่งยืนที่สุดของโครงการ Fairtrade Label อาจไม่ใช่รายได้ของเกษตรกรที่เพิ่มขึ้น หากเป็น “องค์ความรู้” ที่เกษตรกรเหล่านั้นได้รับจากการที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆ ของโครงการ ยกตัวอย่างเช่น เกษตรกรรายย่อยหลายล้านคนในโลกนี้ยังยากจนเพราะไม่รู้ว่าผลิตผลของแรงงานตนนั้นมี “มูลค่า” เพียงใดในตลาดโลก ไม่รู้อันตรายของวิธีการเพิ่มผลผลิตบางชนิดที่จะส่งผลต่อวิถีชีวิตในระยะยาว (เช่น คุณภาพดินเสื่อมจากการใช้ปุ๋ยเคมีปริมาณมากติดต่อกันหลายปี) และไม่รู้วิธีการขายผลผลิตของตนโดยตรงให้กับผู้นำเข้าในประเทศพัฒนาแล้ว โดยไม่ต้องเสียรายได้ให้กับพ่อค้าคนกลางก่อน
หากปราศจากโครงการ Fairtrade Label เกษตรกรจำนวนมากอาจยังไม่ทราบว่า ปัจจุบันอาหารหรือสินค้าเกษตรอินทรีย์เป็นตลาดที่โตเร็วกว่าตลาดอาหารธรรมดา และผู้บริโภคจำนวนหลายล้านคนทั่วโลกยินดีจ่ายเงินซื้อสินค้าที่ประทับตรา “เกษตรอินทรีย์” โดยองค์กรที่เชื่อถือได้ ในราคาสูงกว่าอาหารธรรมดาเฉลี่ยประมาณร้อยละ 28
เกษตรกรที่ได้ร่วมโครงการ Fairtrade Label จะได้รับความรู้ใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต และจะช่วยพวกเขาได้ตลอดไปแม้ว่าวันหนึ่งอาจถอนตัวออกจากโครงการนี้
แม้จะต้องเผชิญกับอุปสรรคมากมาย และมีข้อบกพร่อง ความสำเร็จที่ผ่านมาของ Fairtrade Label อาจเป็นข้อพิสูจน์ว่า คนเราไม่ได้เป็นเพียง “สัตว์เศรษฐกิจ” เท่านั้น หากยังมีหัวใจ ความรู้สึก และความเห็นอกเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน
ขอเพียงแต่มีช่องทางให้ “หัวใจ” ได้แสดงออกเท่านั้น.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2549



