เหตุระเบิดในคืนรัฐประหาร
เหตุการณ์การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ได้ทำการยึดอำนาจจากรัฐบาลคุณทักษิณ ชินวัตร โดยไม่เกิดความรุนแรงขึ้นในสังคม ไม่มีเสียงปืนแม้แต่นัดเดียว
แต่คณะนายทหารผู้ทำการรัฐประหารหารู้ไม่ว่า ได้โยนระเบิดลูกใหญ่เข้าใส่หมู่แวดวงนักวิชาการ ปัญญาชนสยาม นักคิด เอ็นจีโอ และผู้ที่ร่วมอุดมการณ์ที่ต่อสู้เพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณอย่างจังเบ้อเร่อ
สองอาทิตย์ที่ผ่านมา ในเว็บบอร์ด เวทีอภิปราย และหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ มีแต่การแสดงความคิดเห็นของผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารอย่างดุเดือด
นักเล่นเว็บคนหนึ่งบอกว่า ความรู้สึกแตกแยกครั้งนี้ในหมู่ภาคประชาชนรุนแรงกว่าตอนที่กลุ่มพันธมิตรกู้ชาติเสนอให้ใช้มาตรา 7 เสียอีก
ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารให้เหตุผลว่า เป็นการผิดหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยโดยสิ้นเชิง การฉีกรัฐธรรมนูญ การลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์เป็นการปล้นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกใน พ.ศ.นี้ และไม่มีอะไรมาพิสูจน์ได้ว่า ทหารจะกลับเข้ากรมกองเหมือนเดิม และที่สำคัญคือทำให้ทหารรุ่นใหม่ได้รับรู้ถึงพลังอำนาจทางการเมืองของพวกเขา หลังจากที่เงียบหายไปสิบห้าปีแล้ว และที่ผ่านมาการต่อสู้ด้วยพลังประชาชนได้ทำให้ระบอบทักษิณอ่อนล้าลงเรื่อยๆ ซึ่งต้องใช้ความอดทนในการต่อสู้ต่อไป ชัยชนะจะเป็นของฝ่ายประชาชน
ขณะที่ฝ่ายเห็นด้วยกับการทำรัฐประหารให้เหตุผลว่า เราไม่มีทางเลือก
ระบอบทักษิณทำให้เนื้อหาของประชาธิปไตยตายไปนานแล้ว และหากไม่เกิดรัฐประหาร การนองเลือดจากความแตกแยกของทั้งสองฝ่ายต้องเกิดขึ้นแน่นอน และจบลงด้วยระบอบทักษิณยังคงอยู่ ในขณะเดียวกันทหารเองก็ไม่อยากเปลืองตัวออกมาทำรัฐประหารที่ต้องเสี่ยงเป็นเสี่ยงตาย แถมยังถูกประณามจากคนทั่วโลก
ผู้เขียนเองได้แต่นั่งรับฟังความเห็นของทั้งสองฝ่ายทั้งนักรัฐศาสตร์ นักนิติศาสตร์ นักสิทธิมนุษยชนด้วยความกระหายใคร่รู้ ทำให้สามารถเข้าใจการเมืองการปกครองขึ้นมาอีกเยอะ
อ่านเหตุผลของทั้งสองฝ่ายแล้วพอจะเข้าใจได้ว่า ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่ใช่เรื่อง ถูก หรือ ผิด ทั้งสองฝ่ายมีเหตุผลที่น่ารับฟังด้วยกันทั้งคู่ แต่แตกต่างกันไปตามมุมมอง พื้นฐานความรู้และประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน
เช่นกันอารมณ์ความรู้สึกของฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยก็จะรุนแรงวูบวาบต่างกันไปตามพื้นฐานการรับรู้ของแต่ละคน
ผมคิดว่าคนที่ไม่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารครั้งนี้ ก็มีสิทธิจะแสดงความคิดเห็น แสดงจุดยืนได้เต็มที่ และยิ่งต้องให้กำลังใจและยกย่องความกล้าหาญของกลุ่มบุคคลเหล่านี้ที่กล้าแสดงออกในที่สาธารณะ
คนที่เห็นด้วยกับการทำรัฐประหารครั้งนี้ก็น่าจะมีสิทธิแสดงความคิดเห็นและแสดงจุดยืนได้เต็มที่เช่นกัน
เมื่อคนทำรัฐประหารสามารถฉีกรัฐธรรมนูญการปกครองปี 2540 ได้ บรรดานักวิชาการแห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ก็มีสิทธิฉีกธรรมนูญการปกครองชั่วคราวได้เช่นกัน โดยที่กระทรวงไอซีทีไม่ควรจะบ้าจี้ไปตามปิดเว็บไซต์มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน
การถกเถียงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันถือเป็นเสรีภาพทางความคิดที่ต้องดำรงอยู่ต่อไป เพื่อให้สังคมได้เกิดองค์ความรู้ใหม่ๆ เกิดความหลากหลายทางความคิด ซึ่งจะนำไปสู่คำตอบร่วมกันว่าเราจะหาทางออกให้กับสังคมนี้ได้อย่างไร
ผมเชื่อว่าความหลากหลายในการแสดงความคิดเห็นนั้น ทำให้สังคมมีความเข้มแข็ง มีทางออกในการแก้ปัญหาหลายทาง ไม่อุดตันอยู่กับวิธีการใดวิธีการหนึ่ง เช่นเดียวกับความหลากหลายทางชีวภาพได้ทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถปรับตัว เปลี่ยนแปลง วิวัฒนาการและอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน
และที่สำคัญคือสังคมมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เราไม่สามารถจะแก้ปัญหาโดยทฤษฎีหรือแนวคิดที่หยุดนิ่งได้
เหตุการณ์การต่อสู้กับระบอบทักษิณที่ต่อเนื่องกันมานานนับปีและจบลงด้วยการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องใหม่ในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่เปลี่ยนไปตามกาลเวลา ตามเงื่อนไขและเหตุปัจจัยต่างๆ
เหตุการณ์ครั้งนี้มีอะไรที่ต้องเรียนรู้ศึกษากันอีกเยอะ และแน่นอนว่ามีการแสดงความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางแบบที่ไม่เคยพบเห็นบ่อยนักในสังคมไทย
ผมคิดว่าเราต้องอดทนและใจกว้างที่จะต้องรับฟังความคิดเห็นของคนที่มีมุมมองแตกต่างกัน เพื่อให้เกิดบรรยากาศของการถกเถียงอย่างจริงจัง แต่ไม่ใช่การลุกขึ้นมากล่าวหา รุมประณามหรือจัดกลุ่มให้กับคนที่คิดเห็นต่างจากเรา ไม่ว่าจะเป็นคำพูดที่ว่า พวกล้าหลัง พวกอุดมคติ พวกฉวยโอกาส หรือนกสองหัว
ผมไม่ปรารถนาให้คนที่มีความคิดดีๆ เหล่านี้สะดุดกับดัก หรือยึดมั่นถือมั่นกับความคิดของตัวเองเป็นใหญ่ จนปิดประตูที่จะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ไม่มีความคิดใด ความคิดหนึ่งถูกหรือผิดเป็นนิรันดร์หรอก ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เหตุและปัจจัย
อากาศยังเปลี่ยนแปลงบ่อย โปรดดูแลสุขภาพด้วย อย่าเครียดกันมากนะครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2549



