เพลงปลุกใจ
หลังเหตุการณ์ฆ่าหมู่กลางเมืองที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2519 อะไรๆ รอบตัวผม ที่อายุแค่ 10 ขวบ เด็กนักเรียนชั้น ป. 5 ดูจะเป็นเรื่องเข้าใจยากไปเสียทั้งหมด
โดยเฉพาะการสั่งการสอนให้นักเรียนในโรงเรียนคิดแบบเดียวด้านเดียว ทำอะไรโทนเดียวทางเดียว ไม่มีทางเลือกอื่น
จำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนปิดเทอมกลางภาค นักเรียนทั้งชั้นได้การบ้านจากครูประจำชั้นให้คัดไทยเนื้อเพลง “หนักแผ่นดิน” ซึ่งเป็นเพลงปลุกใจชื่อดัง ที่มีคุณสันติ ลุนเผ่ นักร้องเสียงทอง เป็นคนร้อง
โอ้โห มันช่างน่าเบื่อสิ้นดี ที่ต้องเขียนอะไรซ้ำๆ กันตั้ง 10-20 เที่ยว
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนั้น เวลาเดินไปไหนมาไหน หูผมมักต้องแว่วได้ยินเพลงนี้อยู่ร่ำไป โดยเฉพาะทางวิทยุ โทรทัศน์ ที่เดี๋ยวก็เปิดแข่งกัน กลายเป็นเพลงฮิตติดดาว
แต่ก็แปลกครับ ทั้งๆ ที่ถูกบังคับให้คัดเขียนเพลงนี้เป็นสิบเที่ยว หรือกระทั่งถูกเพลงนี้กรอกหูแทบจะตลอดเวลายามลืมตาตื่น
แต่ความทรงจำที่มีต่อเพลงนี้กลับเลือนรางสิ้นดี
ผมพอจำได้แค่ท่อนแรกว่า “คนใดใช้ชื่อไทยอยู่...” แล้วก็จำอะไรไม่ได้อีกเลยไม่ว่าจะพยายามเค้นสมองอย่างไร
แต่กลับไม่ลืมท่อนฮุคที่ว่า “...หนักแผ่นดิน หนักแผ่นดิน คนเช่นนี้เป็นคนหนักแผ่นดิน”
ที่น่าหัวร่อก็คือ สมองก้อนน้อยดันกลับจำเพลงปลุกใจเพลงหนึ่งของฝ่ายซ้ายยุคโน้นได้ขึ้นใจ อย่างเช่นเพลงชื่อ “ทหารประชาชน”
เขาร้องว่าอย่างนี้ครับ
“เราเป็นทหารของประชา
จับอาวุธขึ้นมาปลดปล่อยไทย
จะอยู่ป่าอยู่เขาลำเนาไพร
มือของเราจะไม่ทอดทิ้งปืน
ในป่าเขาเราถือว่าเป็นบ้าน
ทหารหาญของประชาล้วนน่าชื่น
ความเป็นธรรมอยู่กับเราทุกวันคืน
เราจะยืนหยัดสู้เพื่อประชา
ต่อพี่น้องมวลชนเรารักยิ่ง
อุทิศชีวิตรับใช้มวลประชา
ต่อศัตรูสู้ไม่ถอยทุกเวลา
ทหารประชาไทยใจอาจอง”
อ่านเนื้อดูแล้วหวาดเสียวครับ แต่ก็ทำให้เห็นว่ายุคที่คนไทยแบ่งออกเป็นซ้าย-ขวานั้น เราต่างพร้อมที่จะเล่นกันแรงๆ หรือพร้อมจะมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นได้เสมอ
แล้วไอ้การที่ผมทะลึ่งจำเนื้อเพลงนี้ได้ขึ้นใจทั้งๆ ที่ไม่ได้ถูกครูสั่งบังคับให้คัดไทย 20 รอบส่งเป็นการบ้าน ก็น่าจะเป็นเพราะความไม่เดียงสา ไม่ได้คิดหรอกว่าจะเลือกอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวา เนื่องจากเด็กผู้ชายแทบทุกคนมักฝันเฟื่องอยากเป็นทหารกันทั้งนั้น
แล้วแต่ก่อน (ก่อนที่ฝ่ายซ้ายไทยจะหนีกระเจิงจากในเมืองไปอยู่ในป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519) เทปเพลงแบบนี้ก็หาซื้อได้ทั่วไป เพราะบ้านผมอยู่แถวธรรมศาสตร์ เพลงอย่างนี้ยิ่งหาฟังและร้องตามได้ไม่ยาก
แต่เหตุการณ์ฝังใจที่ทำให้สามารถจดจำเพลงนี้ได้ขึ้นใจ น่าจะเป็นเพราะวันหนึ่งพี่สาวถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร ผมก็ตอบทันที “อยากเป็นทหารประชาชน” เล่นเอาพี่สาวหัวเราะก๊าก
เมื่อโตขึ้นมา ผมมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งว่า ถ้าเหลือบดูเนื้อเพลงข้างต้น โดยไม่สนใจ “คำ” ที่ส่อสำเนียงเอียงซ้าย อย่างเช่น ประชา ปลดปล่อย ความเป็นธรรม มวลชน อะไรทำนองนี้ ผมว่าเราเอามาร้องปลุกใจให้ทหารหาญของชาติในเวลานี้ได้สบาย นั่นหมายความว่า โดยเนื้อหา ท่วงทำนอง และเจตจำนงของเพลงแล้ว หน้าที่ปลุกเร้าจิตใจสามารถถ่ายทอดออกมาได้เป็นสากล ไม่ได้แยกสีแยกข้างสักหน่อย
ย้อนกลับไปยุคที่ฝ่ายซ้ายในเมืองพ่ายแพ้อีกครั้ง นอกจากเด็กอายุสิบขวบต้องถูกสั่งให้คัดไทยเนื้อเพลงปลุกใจของฝ่ายขวาส่งคุณครูแล้ว ยังมีอีกเหตุการณ์หนึ่งซึ่งสร้างความงุนงงให้ผมเสียเหลือเกิน นั่นคือ วิธีการทำโทษของครูประจำชั้น
เมื่อไหร่ที่นักเรียนทำผิด แกจะลงโทษด้วยการให้เด็กออกมายืน (แหกปาก) ร้องเพลงปลุกใจหน้าชั้นเรียน
ช่างเป็นวิธีทำโทษที่ล้ำลึกนัก เพราะทำให้ผมกลัวจนขี้หด เนื่องจากร้องเพลงอะไรอย่างว่านั้นไม่ได้สักเพลง เวลาอยู่โรงเรียนผมจึงเรียบร้อยมากเป็นพิเศษ
มีอยู่ครั้งหนึ่ง กลุ่มนักเรียนชายที่มีอยู่ไม่กี่คนในห้องถูกทำโทษหมู่ ต้องออกไปยืนเรียงแถวหน้าห้องร้องเพลงพร้อมกัน ไอ้เพื่อนๆ ผมแต่ละคนมันก็อินไปกับเนื้อและทำนองเพลงเหลือเกิน ร้องกันไพเราะเต็มเสียง มีแต่ผมเท่านั้นที่อาศัยขยับปากพะงาบงับให้ทันกับที่พวกเพื่อนมันร้อง เปล่งเสียงอู้อี้ฟังไม่ได้ศัพท์ออกมาเพียงเบาๆ ปล่อยให้พรรคพวกร้องตะโกนแกมตวาดศัตรูของชาติไปตามความสุนทรีย์ แต่ก็ช่วยให้ผมเอาตัวรอดมาได้
ความอึดอัดในชีวิตช่วงนั้นของผมมันก็มีอยู่บ้าง เพราะต้องระวังไม่เผลอฮัมเพลงหรือเปล่งเสียงร้องเพลงเพื่อชีวิตของฝ่ายซ้ายเข้า ท่ามกลางยุคมืดตอนนั้นผมว่าเด็กสิบขวบนี่ก็อาจจะถูกตั้งข้อหาเป็น “ภัยสังคม” กับเขาได้เหมือนกัน แล้วใครที่โดนข้อหานี้เข้าไป ก็คงน้องๆ พวกยิวในสมัยสงครามโลกครั้งที่สองนั่นล่ะครับ
เสรีภาพ กับ อำนาจเบ็ดเสร็จ เป็นสิ่งผกผันกัน สังคมใดที่มีผู้มีอำนาจและใช้อำนาจนั้นอย่างเบ็ดเสร็จมาก สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดความเห็นต่างๆ ย่อมถูกลิดรอน ไม่โดยทางตรงก็ทางอ้อม
อย่างไรก็ดี บรรยากาศแบบนี้ปกคลุมบ้านเมืองอยู่ไม่นาน จะด้วยเหตุผลกลใดก็ตามที แต่สถานการณ์หลายอย่างเริ่มผ่อนคลายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลังจากที่รัฐบาลหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา ถูกเขี่ยกระเด็นโดยการทำรัฐประหารของคณะทหารชุดเดิมเมื่อวันที่ 20 ตุลา ปีถัดมา
ผมจำได้ว่า วันนั้นผมกับพ่อกำลังจะข้ามเรือจากฝั่งท่าน้ำพรานนกกลับบ้านที่ท่าพระจันทร์พอดี พ่อมีสีหน้าตกใจนิดหน่อยเมื่อได้ยินเสียงประกาศคณะปฏิวัติจากวิทยุที่นายท่าประจำโป๊ะเรือเขาเปิดฟัง แต่เมื่อจ้ำอ้าวกลับมาถึงบ้าน และทราบข่าวชัดเจนว่า “หอย” (หมายถึงฉายาของรัฐบาลชุดนั้น) ถูกทุบจนเละไปเสียแล้ว สีหน้าแช่มชื่นยินดีก็ดูเหมือนจะปรากฏร่องรอยให้เด็กอย่างผมพอจะจับสังเกตเห็นได้
คลับคล้ายความดีใจของผู้คนจำนวนหนึ่งหลังวันที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา นั่นเชียว
หลังจากวันนั้น ผมไม่มีการบ้านเป็นการคัดไทยเนื้อเพลงปลุกใจอีกต่อไป ไม่ต้องกลัวว่าจะต้องออกไปยืนหน้าชั้นเรียนเพื่อร้องเพลงที่ไม่สามารถร้องได้ และไม่ต้องกังวลกับการระมัดระวังฮัมเพลงที่อาจจะนำพาตัวเองและคนในบ้านเข้าไปเฉียดกับการกล่าวหาแบบเส้นตื้นไร้สติของผู้มีอำนาจทางการเมืองในยุคหนึ่ง
นี่ถ้าไม่ได้เห็นรถถังหลายสิบคันมาตั้งกลางถนนให้คนเข้าไปมอบดอกไม้ บ้างก็ขอโพสท์ท่าแอ็กชั่นถ่ายรูป นับตั้งแต่เขา “ปฏิรูปการปกครอง” (ชื่อเดียวกับคณะรัฐประหารหลัง 6 ตุลาเลยแฮะ!) ก็คงไม่ได้นึกถึงบางเสี้ยวในความทรงจำอย่างที่เขียนเล่ามาหรอก
ผ่านมาเฉียด 30 ปี ช่างบังเอิญเหลือเกินว่าเหตุการณ์และอารมณ์ของสองยุคสมัยนี้ มีหลายส่วนที่ดูละม้ายคล้ายใกล้เคียงกัน
รัฐประหาร 19 กันยา 49 ทำให้การเมืองไทยถอยหลังไปมากน้อยแค่ไหน ผมไม่รู้ แต่คนที่สละตนเองเพื่อประชาธิปไตยตั้งแต่ 14 ตุลา 6 ตุลา พฤษภา หมดความหมายไปโดยสิ้นเชิง
นึกดูแล้วช่างไม่คุ้มค่าเลยกับหลายชีวิตที่สูญสลายไป
ไม่คุ้มค่าเลยกับอีกหลายชีวิตที่เคยร่วมสู้เพื่อระบบระบอบที่ศรัทธาในประชาชนคนเล็กๆ
ย้อนกลับมานึกถึงตัวเอง ก็ได้แต่หวังว่า “ปฏิรูป” คราวนี้ คงไม่มีเด็กไทยคนไหนต้องมาคัด-เขียน-เรียน-ร้อง เพลงปลุกใจแบบเด็กยุคผม
และหวังอย่างยิ่งว่า... ประวัติศาสตร์จะไม่ซ้ำรอย ?!



