Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนชายขอบ
สฤณี อาชวานันทกุล


หลักการในการทำบุญ และประเด็นทางศีลธรรมในการบริจาคเงิน

เมื่อพูดถึงการบริจาคเงินหรือการทำบุญ คงไม่มีใครปฏิเสธว่าเป็นเรื่องดี แต่ถ้าเราไปถามคนทำบุญว่า เขาทำบุญไปเพื่ออะไร และมีหลักการอะไรในการทำบุญ คงได้รับคำตอบที่หลากหลายพอๆ กับเหตุผลในการเลือกซื้อสินค้ายี่ห้อต่างๆ เป็นต้นว่า:

...ช่วงนี้ซวยติดต่อกันหลายวัน ไปทำบุญสะเดาะเคราะห์ดีกว่า เผื่อจะโชคดีขึ้น
...เพื่อนบอกว่าทำบุญแล้วรวย ไม่รู้จริงหรือเปล่า แต่ไม่ลองก็ไม่รู้
...สงสารเด็กพิการที่ออกทีวีจัง โทรไปบริจาคเงินหน่อยดีกว่า
...ถูกหวยเลขท้ายสามตัว ต้องไปซื้อของไหว้ตอบแทนหลวงพ่อที่ให้เลขเด็ดเรามา
...ว้า เดือนนี้ซองกฐินเยอะจัง ถ้างดใส่ไปซองนึงจะบาปรึเปล่าเนี่ย?

แต่ถ้าถามว่า เรามีหลักการอะไรในการทำบุญ เช่น รู้ได้อย่างไรว่าควรใส่เงินกี่บาทในซองกฐิน บริจาคเงินคราวละเท่าไหร่ ถวายสังฆทานกี่ครั้งต่อปี ซื้อปากกาหรือยาอมจากเด็กปอหกที่มาเร่ขายตามบริษัทต่างๆ คราวละกี่อัน เราจึงจะรู้สึกสบายใจว่าได้ทำบุญ หรืออย่างน้อยก็รู้สึกว่า ได้ขจัดความรู้สึกผิดที่โชคดีกว่าคนอื่นไปได้ชั่วขณะหนึ่ง?

หากการทำบุญทุกอย่างอยู่ที่ “ความพอใจ” ของผู้ให้เท่านั้น เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า “ความพอใจ” ของเรานั้น เป็นเกณฑ์ที่เหมาะสมดีแล้ว? ระหว่างเศรษฐีพันล้านที่บริจาคเงินปีละหนึ่งหมื่นบาท กับกรรมกรรายได้วันละหนึ่งร้อยแปดสิบบาท ที่เก็บเงินด้วยความยากลำบากเพื่อไปบริจาคเงินปีละหนึ่งพันบาท ใครน่าสรรเสริญกว่ากัน? ถ้าเราเชื่อว่า “ความพอใจ” เป็นหลักเกณฑ์ที่เพียงพอต่อการทำบุญแล้วไซร้ เราจะเอาอะไรไปกระตุ้นให้คนรวยล้นฟ้า บริจาคทุนทรัพย์เพื่อช่วยเหลือคนจน เพราะแม้เศษเสี้ยวของเงินพวกเขา ก็สามารถช่วยชีวิตผู้ยากไร้ได้นับไม่ถ้วน?

ก่อนอื่น ทุกคนควรเข้าใจว่า จุดประสงค์ในการทำบุญที่แท้จริงในศาสนาพุทธนั้นคืออะไร และเหตุใดการทำบุญนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้เงิน บางตอนจากข้อเขียนของท่าน ว. วชิรเมธี ตอน “10 ทางเลือกในการทำบุญ” จากหนังสือ “ธรรมะทำไม” ให้ความกระจ่างต่อความเข้าใจผิดข้อนี้ได้ดียิ่ง จึงขอคัดลอกมาเผยแพร่ดังนี้

“...เดี๋ยวนี้คนไทยเรามีความเข้าใจเรื่องการทำบุญผิดพลาดคลาดเคลื่อนออกไปจากหลักการของพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จนถึงกับเชื่อกันว่า การทำบุญจะต้องใช้เงินมากๆ ยิ่ง “ทำมากยิ่งได้บุญมาก” ความเชื่อเช่นนี้นับว่า ออกทะเลไปไกลจากพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอย่างน่าเป็นห่วง

ลองคิดดูสิว่า ถ้าการทำบุญเป็นเรื่องที่จะต้องใช้เงินไปเสียทุกครั้ง และเป็นเรื่องที่จะต้องทำครั้งละมากๆ จึงจะได้บุญมาก หากเราเชื่อกันอย่างนี้ คนอีกเท่าไหร่ที่จะไม่มีโอกาสได้ทำบุญ เพราะคนส่วนใหญ่นั้นเป็นคนจน หาเช้ากินค่ำ ดังนั้น ถ้าการทำบุญเป็นเรื่องของคนมีเงิน และต้องใช้เงิน ก็จะมีคนเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่สามารถมีบุญได้

ในเรื่องการทำบุญนี้ เราควรปรับกระบวนทัศน์กันใหม่ ...”บุญ” นั้นมีภาวะเป็นนามธรรม การให้ผลของบุญนั้น เกิดขึ้นที่ใจเป็นหลัก ไม่ใช่ให้ผลเป็นความร่ำรวย ให้ผลเป็นชื่อเสียง หรือให้ผลเป็นการถูกเลขท้ายรางวัลที่หนึ่ง รวมทั้งไม่ใช่การให้ผลออกมาเป็นคะแนนและหรือแต้มสะสมซึ่งมนุษย์ด้วยกันเองเป็นผู้จัดทำขึ้น ควรจำไว้ให้ชัดว่า การให้ผลของบุญนั้นเป็นไปตามกฎธรรมชาติ ธรรมชาติเป็นผู้จัดสรรของมันเอง ไม่ใช่มนุษย์ยื่นมือเข้ามาเป็นผู้บอกว่า ทำบุญอย่างนี้แล้วจะได้อย่างนี้อย่างทันตาเห็น ...การทำบุญที่แท้นั้น แม้จะไม่ใช้เงินสักบาทเลยก็ย่อมได้ หรือจะพูดให้ถูกยิ่งไปกว่านั้นว่า ที่สุดของบุญนั้นไม่เกี่ยวกับเงินเลย ไม่เกี่ยวอย่างไร เราจะเห็นได้จาก “มรรควิธี” ในการทำบุญ หรือในการสร้างบุญทั้ง 10 ประการ ดังต่อไปนี้

มรรควิธีในการทำบุญ 10
1.ทำบุญด้วยการ “แบ่งปัน” วัตถุ สิ่งของ ปัจจัยสี่
2.ทำบุญด้วยการ “รักษาศีล”
3.ทำบุญด้วยการ “เจริญจิตภาวนา”
4.ทำบุญด้วยการ “อ่อนน้อมถ่อมตน”
5.ทำบุญด้วยการ “เสียสละช่วยงานคนอื่น บริการสังคม”
6.ทำบุญด้วยการ “เฉลี่ยความดีให้คนอื่นได้ชื่นชม”
7.ทำบุญด้วยการ “อนุโมทนา/ชื่นชมความสุข ความก้าวหน้าของคนอื่น”
8.ทำบุญด้วยการ “ฟังธรรม ศึกษาหาความรู้ที่มีสารประโยชน์ต่อชีวิต”
9.ทำบุญด้วยการ “แสดงธรรม แจกจ่ายธรรมทาน วิทยาทาน”
10.ทำบุญด้วยการ “มีสัมมาทัศนะ เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อตามหลักเหตุผล ฯลฯ”

...จากที่กล่าวมาจะเห็นว่า วิธีทำบุญไม่ได้มีแต่ “การให้ทาน” แต่ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมายให้เลือกทำได้ตามอัธยาศัย เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้อย่างมั่นใจว่า ในการทำบุญที่แท้ตามหลักพระพุทธศาสนานั้น แม้ไม่ใช้เงินเลย ไม่มีเงินเลย ทุกคนก็มีสิทธิทำบุญ หรือเข้าถึงบุญได้อย่างทัดเทียมกัน และพึงทราบต่อไปด้วยว่า บุญสูงสุดก็คือการบำเพ็ญจิตภาวนาเพื่อให้เกิด “ปัญญา” การทำบุญจึงต้องมาเชื่อมกับ “ปัญญา” เสมอ ...มิติของบุญก็กินความหมายกว้างขวางออกไปถึงทางด้านกาย วาจา ใจ หรือกาย อารมณ์ (จิต) สังคม และปัญญา บุญจึงไม่ใช่เรื่องเพื่อความสุขของตัวเองเท่านั้น แต่การทำบุญนั้นก็เพื่อความสุข ความเจริญงอกงามร่มเย็นของสังคม หรือของมนุษยชาติทั้งหมดอีกด้วย”

อรรถาธิบายของท่าน ว. วชิรเมธี ข้างต้น ทำให้หวนนึกถึงธรรมเนียมการบูชาพระพุทธรูปของชาวภูฐาน ที่น่าประทับใจยิ่ง คือชาวภูฐานบูชาพระพุทธรูปด้วยการใช้ น้ำเปล่า เป็นหลัก เพราะยึดมั่นในคติว่า ไม่ว่าคนจะยากจนข้นแค้น หรือร่ำรวยล้นฟ้าขนาดไหน ก็มีน้ำใช้เหมือนๆ กันทุกบ้าน ดังนั้นการใช้น้ำเป็นเครื่องบูชาพระพุทธ จึงเป็นวิธีการสักการะที่ทุกคนสามารถทำได้อย่างเท่าเทียมกัน

แต่แม้การทำบุญในคติพุทธจะไม่จำเป็นต้องใช้เงินก็ตาม ก็ไม่ได้หมายความว่าการไม่ยอมบริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศล ในเมื่อเรามีกำลังทรัพย์ที่จะทำได้ เป็นเรื่องปกติธรรมดาหรือ “ไม่เป็นไร” ในแง่มนุษยธรรมและศีลธรรม

ในเรื่องนี้ ปีเตอร์ ซิงเกอร์ นักปรัชญาสาขาอรรถประโยชน์นิยม (utilitarianism) ชาวออสเตรเลีย เสนอแนวคิดไว้ในหนังสือและบทความมากมายว่า การที่คนเราบางคนมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย ไม่ยอมช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่กำลังอดอาหารตายนั้น เป็นเรื่องผิดศีลธรรมที่ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ เลย

ซิงเกอร์ไม่ได้เป็นเพียงนักปรัชญาที่ดีแต่พูดเท่านั้น เขาบริจาคเงิน 20% ของรายได้ให้กับองค์กรการกุศลทุกปี (แม้จะนิยมชมชอบซิงเกอร์เพียงใด ผู้เขียนเรื่องนี้ยังไม่สามารถละกิเลสหรือมีวินัยเท่ากับเขา จึงทำได้เพียงบริจาคเงินประมาณ 10% ของรายได้ตัวเองเท่านั้น)

ซิงเกอร์เขียนบทความเรื่อง คำตอบของซิงเกอร์ต่อปัญหาความยากจนในโลก (The Singer Solution to World Poverty) ที่อธิบายแนวคิดของเขาอย่างน่าสนใจ จึงขอแปลและเรียบเรียงบางตอนดังนี้:

ในหนังบราซิลเรื่อง “Central Station” (สถานีกลาง) ดอร่านางเอกเป็นครูที่ทำงานพิเศษด้วยการตั้งโต๊ะที่สถานีรถไฟ รับเขียนจดหมายให้คนไม่รู้หนังสือ วันหนึ่งมีคนมาจ้างเธอ 1,000 ดอลลาร์ ให้ไปกล่อมเด็กจรจัดอายุ 9 ขวบคนหนึ่งให้เดินตามเธอไปยังที่อยู่ที่เธอได้รับ (ซึ่งเป็นที่อยู่ของชาวต่างชาติรวยๆ คนหนึ่ง ที่ผู้จ้างบอกเธอว่า รับเป็นพ่อบุญธรรมของเด็กคนนี้แล้ว) ดอร่าพาเด็กไปส่ง เอาเงินค่าจ้างส่วนหนึ่งไปซื้อทีวีใหม่ แต่ก่อนที่เธอจะชื่นชมกับของใหม่ชิ้นนี้ได้ เพื่อนบ้านของเธอก็โผล่มาทำลายบรรยากาศ บอกเธอว่าเด็กคนนี้จริงๆ แล้วโตเกินกว่าที่จะเป็นลูกบุญธรรมของใครได้ – จริงๆ แล้วเขาจะถูกฆ่าทิ้งเพื่อเอาอวัยวะภายในไปขายต่อ แม้ดอร่าอาจจะรู้เรื่องนี้ตั้งแต่ต้น แต่หลังจากฟังเพื่อนบ้านเล่าแล้ว คืนนั้นเธอก็นอนไม่หลับเลย พอรุ่งเช้า ดอร่าก็ตัดสินใจไปตามหาเด็กผู้โชคร้ายคนนั้น

สมมุติดอร่าบอกเพื่อนบ้านเธอว่า โลกนี้น่ะมันโหดร้ายอยู่แล้ว บ้านคนอื่นเขาก็มีทีวีกันทั้งนั้นแหละ ถ้าการขายเด็กคนนี้เป็นวิธีเดียวที่เธอจะมีทีวีดูมั่ง เขาก็เป็นแค่เด็กจรจัดจนๆ คนหนึ่งเท่านั้นเอง ในสายตาของคนดูหนัง ดอร่าจะกลายเป็นคนโหดร้ายขึ้นมาทันที วิธีเดียวที่เธอจะไถ่บาปได้ก็คือ เสี่ยงชีวิตเธอเองเพื่อไปช่วยชีวิตเด็กคนนั้น

ในโรงหนังของประเทศร่ำรวยทั้งหลายในโลกนี้ คนดูหนังพวกที่ประณามดอร่าถ้าเธอไม่ไปช่วยเด็กคนนั้น กลับไปบ้านที่สบายกว่าอพาร์ตเม้นท์ของเธอหลายเท่า หลังดูหนังจบ ข้อเท็จจริงคือ ครอบครัวอเมริกันโดยเฉลี่ยใช้เงินกว่าหนึ่งในสามของรายได้ ไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา เหมือนกับที่ทีวีเป็นของไม่จำเป็นสำหรับดอร่า การออกไปกินข้าวนอกบ้าน ซื้อเสื้อผ้าใหม่ๆ เพราะของเดิมล้าสมัยไปแล้ว ไปตากอากาศที่รีสอร์ทริมหาด – เงินที่เราหาได้จำนวนไม่น้อยหมดไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตและสุขภาพของเรา ถ้าเราบริจาคเงินจำนวนนี้ให้กับองค์กรการกุศล มันอาจเป็นความแตกต่างระหว่างการอยู่รอดและความตายสำหรับเด็กผู้ยากไร้ทั้งหลาย

ประเด็นเหล่านี้น่าคิด: ท้ายที่สุดแล้ว อะไรคือความแตกต่างทางศีลธรรม ระหว่างชาวบราซิลที่ขายเด็กจรจัดให้กับแก๊งค์ค้าอวัยวะมนุษย์ กับชาวอเมริกันที่มีทีวีอยู่แล้วเครื่องหนึ่ง แต่ไปอัพเกรดเป็นรุ่นใหม่กว่าเดิม – ทั้งๆ ที่รู้ว่าสามารถไปบริจาคเงินจำนวนนั้นให้กับองค์กรการกุศล นำไปใช้ช่วยชีวิตเด็กยากจนได้หลายคน?

แน่นอน สองกรณีนี้แตกต่างกันในแง่มันที่ “ฟังขึ้น” ทางศีลธรรมทั้งคู่ เราต้องเลือดเย็นไม่น้อยที่จะส่งเด็กคนหนึ่งไปตายต่อหน้าต่อตา ในขณะที่การปฏิเสธไม่บริจาคเงินช่วยเด็กๆ ที่เราไม่มีวันพบ เป็นเรื่องง่ายกว่ากันเยอะ แต่สำหรับนักปรัชญาอรรถประโยชน์นิยม (utilitarian) อย่างผม – นั่นคือคนที่ตัดสินเรื่องถูกผิดจากผลของการกระทำ – ถ้าผลจากความล้มเหลวของอเมริกาในการบริจาคเงินคือ เด็กอีกคนหนึ่งในบราซิลต้องขาดอาหารตายแล้วล่ะก็ ความล้มเหลวนี้ก็แย่พอๆ กับการขายเด็กให้กับพ่อค้าอวัยวะทีเดียว แต่ถึงแม้คุณไม่ชอบปรัชญาของผม คุณก็ควรจะเห็นว่า อย่างน้อยที่สุด มันดูไร้เหตุผล ถ้าเราจะประณามดอร่าว่าขายเด็กให้กับพ่อค้าอวัยวะ ในขณะที่ไม่ประณามพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวอเมริกันในขณะเดียวกัน

ในหนังสือเรื่อง “อยู่อย่างเลิศลอยและปล่อยให้ตาย” (Living High and Letting Die) นักปรัชญามหาวิทยาลัยนิวยอร์คนามปีเตอร์ อังเกอร์ เสนอตัวอย่างหลายแบบที่ทดสอบจุดยืนของเรา เกี่ยวกับการใช้ชีวิตอย่างสุขสบายโดยไม่บริจาคเงินจำนวนมหาศาลเพื่อช่วยผู้ยากไร้ที่อดอยาก หรือกำลังจะตายด้วยโรคที่รักษาง่าย เช่นโรคท้องร่วง อังเกอร์ยกตัวอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้:

บ็อบทำงานใกล้จะเกษียณอายุแล้ว เขาเอาเงินเก็บส่วนใหญ่ไปลงทุนซื้อรถโบราณหายากราคาแพง ชื่อรุ่นบูกาติ (Bugatti) ซึ่งไม่มีใครกล้าประกัน รถบูกาตินี้เป็นรถที่เขาภูมิใจมาก นอกจากความสุขที่ได้รับจากการขับขี่และดูแลรักษารถคันนี้ บ็อบรู้ดีว่า มูลค่าตลาดของรถที่สูงขึ้นเรื่อยๆ แปลว่าเขาจะขายมันเมื่อไหร่ก็ได้ แล้วเอาเงินไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบาย วันหนึ่งเมื่อบ็อบขับเจ้าบูกาติออกไปข้างนอก เขาจอดมันไว้ข้างรางรถไฟ แล้วออกจากรถไปเดินเล่นตามราง ขณะที่เขาเดินอยู่นั้น บ็อบเห็นรถไฟขบวนหนึ่งที่ไม่มีใครอยู่ กำลังวิ่งมาตามรางด้วยความเร็วสูง เมื่อมองไปตามราง บ็อบเห็นเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่ง กำลังยืนขวางรางรถไฟอยู่ เขาไม่มีทางหยุดรถไฟได้ และเด็กคนนั้นก็อยู่ห่างเกินไปที่จะตะโกนเตือนได้ทัน แต่เขาสามารถกดสวิตช์สับรางให้รถไฟเปลี่ยนเลนไปหารางที่รถบูกาติจอดอยู่ ซึ่งจะทำให้ไม่มีใครตาย แต่รถไฟจะทับรถเขาพังพินาศ บ็อบนึกเสียดายความสุขที่เป็นเจ้าของรถ และความร่ำรวยที่รถคันนั้นเป็นสัญลักษณ์ ก็เลยไม่กดสวิตช์อันนั้น เด็กเลยถูกรถไฟทับตาย หลังจากนั้นอีกหลายปี บ็อบมีความสุขจากการเป็นเจ้าของรถ และความร่ำรวยที่รถคันนั้นเป็นสัญลักษณ์

คุณไม่ควรใช้เงินไปลงเรือสำราญ แต่งบ้านใหม่ หรือซื้อเสื้อสูทใหม่แพงระยับตัวนั้น เพราะสูทราคา 40,000 บาทอาจช่วยชีวิตเด็กได้ห้าคน

ผมเชื่อว่าคนเราส่วนใหญ่จะตอบทันทีว่า พฤติกรรมของบ็อบนั้นผิดมหันต์ อังเกอร์เห็นด้วยกับจุดยืนนี้ แต่แล้วเขาก็เตือนสติเราว่า เรามีโอกาสช่วยชีวิตเด็กๆ แบบนั้นเหมือนกัน เราสามารถบริจาคให้กับองค์กรอย่างยูนิเซฟ หรืออ็อกซ์แฟม อเมริกา เราต้องบริจาคเงินให้กับองค์กรแบบนั้นขนาดไหน จึงจะมีโอกาสช่วยชีวิตเด็กที่กำลังจะตายด้วยโรคร้ายที่ป้องกันได้ง่าย อังเกอร์โทรศัพท์ไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และใช้ข้อมูลที่พวกเขาให้ในการประมาณต้นทุนในการหาเงินบริจาค ค่าใช้จ่ายบริหาร และค่าใช้จ่ายในการนำความช่วยเหลือไปสู่ที่ที่มีคนต้องการที่สุด เขาคำนวณว่าเงินบริจาคจำนวน 8,000 บาท จะช่วยให้เด็กอ่อนแออายุ 2 ขวบ โตขึ้นเป็นเด็กอายุ 6 ขวบที่แข็งแรง – นั่นคือ ช่วยให้เขาผ่านพ้นช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของวัยเด็กมาได้ เพื่อแสดงให้เห็นว่าการอภิปรายทางปรัชญานั้นใช้ในทางปฏิบัติได้ดีเพียงใด อังเกอร์บอกว่า ผู้อ่านสามารถใช้บัตรเครดิตบริจาคทางโทรศัพท์ได้ โดยใช้เบอร์โทรฟรี (800) 367-5437 สำหรับยูนิเซฟ และ (800) 693-2687 สำหรับอ็อกซ์แฟม อเมริกา

คราวนี้คุณเองก็มีข้อมูลที่จำเป็นต่อการช่วยชีวิตเด็กคนหนึ่งแล้ว คุณจะคิดว่าตัวเองเป็นคนดีเลวอย่างไร ถ้าคุณไม่ช่วยเด็กคนนั้น? ลองคิดถึงบ็อบและรถบูกาติอีกทีนะครับ บ็อบไม่เหมือนดอร่าตรงที่เขาไม่ต้องมองลึกเข้าไปในดวงตาของเด็กที่เขากำลังจะเสียสละเพื่อความสุขสบายส่วนตัว เด็กคนนั้นเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา และอยู่ไกลเกินกว่าที่บ็อบจะผูกพันใกล้ชิดด้วยได้ และบ็อบก็ไม่เหมือนดอร่าตรงที่เขาไม่ได้หลอกลวงเด็ก หรือริเริ่มห่วงโซ่เหตุการณ์ที่กลายเป็นภัยต่อตัวเอง ในแง่เหล่านี้ สถานะของบ็อบไม่ต่างจากคนที่มีกำลังทรัพย์ แต่ไม่อยากบริจาคช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และต่างจากสถานะของดอร่า

ถ้าคุณยังคิดว่า บ็อบเป็นคนเลวมากที่ไม่ได้กดสวิตช์ให้รถไฟเปลี่ยนรางและช่วยชีวิตเด็กคนนั้น ผมก็มองไม่เห็นว่า คุณจะไม่คิดว่าเป็นเรื่องเลวเท่ากับที่คุณไม่บริจาคให้องค์กรการกุศลเหล่านั้นได้อย่างไร อย่างน้อยถ้าไม่มีความแตกต่างอะไรระหว่างเหตุการณ์สองอย่างนี้ที่ผมมองข้ามไป

เป็นเรื่องแน่นอนหรือเปล่า ที่เงินบริจาคจะเดินทางไปถึงคนที่ต้องการมัน? ทุกคนที่เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงของการบริจาครู้ดีว่ามันมีความไม่แน่นอนสูง แต่อังเกอร์คิดตัวเลข 8,000 บาทนี้ จากการตั้งสมมติฐานแบบอนุรักษนิยมว่า เงินบริจาคจำนวนหนึ่งจะไม่มีวันไปถึงผู้รับ

ความแตกต่างที่แท้จริงระหว่างบ็อบและคนที่มีกำลังทรัพย์พอแต่ไม่บริจาคเงินนั้นคือ บ็อบเป็นคนเดียวที่สามารถช่วยชีวิตเด็กคนนั้นบนรางรถไฟได้ ในขณะที่มีคนเป็นร้อยล้านคนที่สามารถบริจาคเงิน 8,000 บาท ให้กับองค์กรการกุศลได้ ปัญหาคือคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่ยอมทำ แปลว่าถ้าคุณไม่ทำก็ไม่เป็นไรหรือเปล่า?

สมมุติว่ามีเจ้าของรถโบราณราคาแพงอีกหลายคน – แครอล เดฟ เอ็มมา เฟร็ด และคนอื่นๆ อีกมากมาย – ทุกคนตกอยู่ในสถานะเดียวกับบ็อบ ต่างเดินอยู่บนรางรถไฟและมีสวิตช์ส่วนตัว ทุกคนปล่อยให้เด็กตายเพื่อรักษารถที่ตัวเองหวงแหน แปลว่าถ้าบ็อบปล่อยให้เด็กตายเหมือนกัน ก็ไม่เป็นไรหรือเปล่า? ถ้าเราตอบว่าใช่ นั่นก็เป็นการสนับสนุน “ศีลธรรมขี้ตามช้าง” คือศีลธรรมแบบที่ทำให้คนเยอรมันหลายคนแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นความรุนแรงป่าเถื่อนของทหารนาซี เราไม่ยกโทษให้พวกเขาเพียงเพราะว่าคนอื่นๆ ก็ทำตัวไม่ดีกว่ากันเท่าไหร่

ดูเหมือนเราไม่มีหลักเกณฑ์อะไรเลย ที่จะขีดเส้นแบ่งทางศีลธรรมระหว่างสถานการณ์ของบ็อบ และสถานการณ์ของผู้อ่านบทความนี้ทุกคน ที่มีกำลังทรัพย์พอจะบริจาคเงิน 8,000 บาทให้กับองค์กรการกุศล แต่ก็ไม่ทำ การตัดสินใจของคนอ่านเหล่านี้ในแง่ศีลธรรม ร้ายแรงพอๆ กับตอนที่บ็อบตัดสินใจว่า จะปล่อยให้รถไฟวิ่งทับเด็กผู้โชคร้าย ข้อสรุปนี้ทำให้ผมเชื่อมั่นว่า คุณผู้อ่านหลายๆ คนคงกำลังจะยกหูโทรศัพท์ไปบริจาค 8,000 บาท ทันทีที่อ่านบทความนี้จบ และบางที คุณอาจจะอยากบริจาคก่อนจะอ่านเรื่องนี้ต่อนะครับ

เอาละ ในเมื่อคุณได้กระทำในสิ่งที่แยกคุณในเชิงศีลธรรม ออกจากกลุ่มคนที่คิดว่ารถโบราณสำคัญกว่าชีวิตเด็กคนหนึ่งแล้ว คุณคงอยากไปฉลองส่วนตัวกับคู่ใจของคุณที่ร้านอาหารโปรดใช่ไหมครับ? แต่เดี๋ยวก่อน เงินที่คุณจะใช้ในร้านนั้น ช่วยชีวิตเด็กผู้ยากไร้ได้อีกหลายคนนี่นา! จริงอยู่ คุณไม่ได้เตรียมใจจะจ่าย 8,000 บาทไปในมื้อเดียว แต่ถ้าคุณงดกินข้าวนอกบ้านซักหนึ่งเดือน คุณก็จะสามารถเก็บเงินก้อนนั้นได้อย่างง่ายดาย เงินกินข้าวนอกบ้านหนึ่งเดือนน่ะ เทียบกันไม่ได้อยู่แล้วกับชีวิตเด็กผู้หิวโหย แต่นั่นคือปัญหา เพราะโลกนี้มีเด็กน้อยผู้หิวโหยจำนวนมหาศาล คุณจะเจอเด็กที่สามารถช่วยชีวิตได้ด้วยการจ่าย 8,000 บาท ไม่มีวันจบสิ้น นั่นแปลว่าถ้าคุณเป็นคนดี คุณต้องบริจาคเงินไปเรื่อยๆ จนไม่มีอะไรเหลือ เหมือนพระเวสสันดรหรือเปล่า? เมื่อไหร่ที่คุณควรจะหยุด?

ไม่ยากที่ตัวอย่างสมมุติทั้งหลายจะกลายเป็นเรื่องตลก ลองกลับมาดูบ็อบกัน หลังจากที่ยอมเสียสละรถบูกาติแสนรักไปแล้ว บ็อบควรเสียสละอีกเท่าไหร่? สมมุติว่านิ้วเท้าซ้ายของบ็อบไปติดอยู่ในรางรถไฟ แปลว่าถ้าเขากดสวิตช์สับราง รถไฟจะสับนิ้วเท้าของเขาก่อนที่จะทับรถบูกาติ เขาควรจะยังกดสวิตช์อยู่หรือเปล่า? ถ้ามันเป็นเท้าทั้งข้างล่ะ? หรือขาทั้งข้าง?

แม้ตัวอย่างเรื่องรถบูกาติของผมอาจฟังดูไร้สาระเมื่อเปลี่ยนข้อสมมุติไปแบบสุดขั้ว ประเด็นที่ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็น เป็นเรื่องซีเรียสมากนะครับ: สิ่งที่บ็อบต้องเสียสละเพื่อช่วยชีวิตเด็ก ต้องเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย คนส่วนใหญ่ถึงจะลงความเห็นว่า บ็อบทำไม่ผิดที่ตัดสินใจไม่กดสวิตช์ช่วยเด็ก แน่นอนครับ คนส่วนใหญ่อาจคิดผิดก็ได้ เราไม่สามารถตัดสินประเด็นทางศีลธรรมได้ด้วยการทำโพลล์ แต่ลองคิดนะครับว่า คุณเองจะเรียกร้องให้บ็อบเสียสละถึงระดับไหน แล้วลองหวนคิดดูว่า คุณต้องบริจาคเงินจำนวนเท่าไหร่ให้กับการกุศล เพื่อเสียสละในระดับที่เทียบเคียงได้กับระดับการเสียสละนั้นของบ็อบ มันต้องเป็นตัวเลขที่สูงกว่า 8,000 บาทมาก สำหรับชนชั้นกลางในอเมริกา ตัวเลขนี้อาจใกล้เคียงกับ 8 ล้านบาทมากกว่า

มันเป็นเรื่องไม่สร้างสรรค์หรือเปล่า ที่เราจะเรียกร้องให้คนทำการกุศลขนาดนี้? เราไม่เสี่ยงต่อการถูกคนยักไหล่ใส่ บอกว่าการทำบุญแบบนี้เป็นเรื่องของนักบุญ ไม่ใช่เรื่องของพวกเขาหรือ? ผมยอมรับว่า เราคงไม่มีวันที่จะได้เห็นโลกที่ชาวอเมริกันรวยๆ บริจาคเงินจำนวนมากให้กับคนแปลกหน้า เมื่อพูดถึงการยกย่อง หรือติติงความประพฤติของคนอื่น เรามักจะใช้มาตรฐานที่สัมพัทธ์กับสิ่งที่เรามองว่าเป็น “พฤติกรรมปกติ” ของมนุษย์ ดังนั้น ชนชั้นกลางชาวอเมริกันที่บริจาคเงินในสัดส่วน 10% ของรายได้ของพวกเขา ให้กับองค์กรการกุศลข้ามชาติ กำลังทำดีกว่าชาวอเมริกันฐานะเดียวกันคนอื่นๆ มากเสียจนผมคงไม่อาจต่อว่าพวกเขาได้ ว่าทำไมไม่บริจาคให้มากกว่านี้ อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ควรบริจาคมากกว่าเดิมจริงๆ และตอนนี้ก็ไม่ควรต่อว่าบ็อบ ว่าไม่เสียสละรถบูกาติเพื่อช่วยชีวิตเด็ก

ถึงตรงนี้ คงมีคนยกข้อโต้แย้งขึ้นมามากมาย บางคนอาจบอกว่า “ถ้าพลเมืองทุกคนในประเทศร่ำรวย บริจาคตามกำลังทรัพย์ของพวกเขาละก็ ฉันคงไม่ต้องเสียสละขนาดนี้ เพราะก่อนที่จะถึงตรงนั้น การบริจาคของคนรวยทั้งหลายก็คงพอที่จะช่วยชีวิตเด็กทุกคนในโลก ที่กำลังป่วยหนักจากการขาดอาหาร หรือขาดแคลนแพทย์ แล้วทำไมฉันจะต้องบริจาคเกินกำลังด้วย?” ในขณะที่อีกคนอาจท้วงว่า รัฐควรเพิ่มเงินบริจาคให้กับองค์กรการกุศลระดับโลก เพื่อเป็นการเฉลี่ยภาระให้กับประชาชนผู้เสียภาษีอย่างเป็นธรรมกว่าเดิม

แม้กระนั้น คำถามว่าเราควรบริจาคเงินเท่าไหร่เป็นเรื่องที่เราต้องตัดสินใจในโลกแห่งความจริง – โลกที่เรารู้ดีว่า คนส่วนใหญ่ไม่บริจาค และจะไม่มีวันบริจาค เงินในระดับที่มีคุณค่าต่อองค์กรการกุศลข้ามชาติ เรารู้ด้วยว่า อย่างน้อยในปี พ.ศ. 2543 เงินบริจาคของรัฐบาลอเมริกา จะต่ำกว่าระดับที่สหประชาชาติแนะนำ คือ 0.7% ของผลผลิตรวมของชาติ (GNP) ตอนนี้ระดับการบริจาคคิดเป็นสัดส่วน 0.09% ของ GNP เท่านั้น ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของ 0.22% ของญี่ปุ่น และหนึ่งในสิบของตัวเลข 0.97% ของเดนมาร์ก นั่นทำให้เรารู้ดีว่า เงินบริจาคที่เราสามารถให้เกินกว่าระดับ “กำลังทรัพย์ที่ยุติธรรม” (fair share) นั้น สามารถช่วยชีวิตเด็กจำนวนมากให้รอดตายได้ แม้ความคิดที่ว่า ไม่ควรมีใครบริจาคเกินกำลังทรัพย์ที่ยุติธรรมนั้น จะเป็นแนวคิดที่ทรงพลังและมีเหตุผลก็ตาม เราควรยึดมั่นในความคิดนี้อยู่หรือ ในเมื่อเรารู้ดีว่า มีคนมากมายที่ไม่ยอมบริจาคตามกำลังทรัพย์ของเขา และเด็กหลายคนจะต้องตายด้วยโรคที่ป้องกันได้ หากเราไม่บริจาคเกินระดับกำลังทรัพย์ที่ยุติธรรมของเรา? จุดยืนแบบนั้นดูจะเป็นการยึดติดกับความยุติธรรมมากเกินไป ในความเห็นของผม

ดังนั้นเราจะเห็นว่า เหตุผลที่เราใช้อ้างในการจำกัดปริมาณการบริจาคนั้น ใช้ไม่ได้เลยในโลกแห่งความจริง ผมมองไม่เห็นทางที่เราจะสามารถหนีข้อสรุปทางศีลธรรมว่า เราทุกคนที่มีรายได้เกินกว่าระดับความต้องการพื้นฐาน ควรบริจาคส่วนใหญ่ของรายได้ส่วนเกินนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่กำลังใกล้ตายจากความยากจนแสนสาหัส ใช่ครับ ผมกำลังบอกคุณว่า คุณไม่ควรซื้อรถใหม่คันนั้น ไปลงเรือสำราญ ตกแต่งบ้านใหม่อีกรอบ หรือซื้อเสื้อสูทแพงๆ เพราะสูทราคา 40,000 บาท อาจช่วยชีวิตเด็กผู้ยากไร้ได้ห้าคน

ทีนี้มาดูกันนะครับ ว่าปรัชญาของผมแปลเป็นตัวเงินได้ยังไง คอนเฟเรนซ์ บอร์ด (Conference Board) องค์กรวิจัยอิสระ ประเมินว่าครอบครัวอเมริกันที่มีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี ใช้เงินประมาณ 1.2 ล้านบาทต่อปีไปกับสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน นั่นแปลว่าทุกครอบครัวที่มีรายได้ 2 ล้านบาทต่อปี ควรบริจาคเงินประมาณ 8 แสนบาทต่อปีเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ในโลกที่กำลังพัฒนา ตัวเลข 1.2 ล้านบาทต่อปีที่ครอบครัวอเมริกันหมดไปกับสิ่งจำเป็นนั้น เป็นตัวเลขเดียวกันกับครอบครัวที่รวยกว่านั้นเหมือนกัน นั่นหมายความว่า ครอบครัวที่มีรายได้ถึง 4 ล้านบาทต่อปี สามารถบริจาคได้สูงถึง 2.8 ล้านบาท สมการของผมนั้นง่ายมากครับ: คุณควรจะหยุดใช้เงินที่คุณกำลังหมดไปกับของฟุ่มเฟือย นำเงินก้อนนั้นไปบริจาคแทน

นักจิตวิทยาชีววิวัฒนาการ (evolutionary psychobiologist) บอกเราว่า สันดานของมนุษย์นั้น ไม่เห็นแก่ผู้อื่นพอที่เราจะเห็นคนส่วนใหญ่เสียสละเพื่อคนแปลกหน้า ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้อาจพูดถูกเรื่องข้อเท็จจริงของธรรมชาติมนุษย์ แต่ถ้าพวกเขาจะโยงข้อเท็จจริงนั้นไปสู่ข้อสรุปทางศีลธรรมใดๆ แล้วละก็ นั่นก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะถ้าเราทุกคนควรจะทำอะไรที่คนส่วนใหญ่ไม่ทำแน่ๆ แล้วละก็ เราต้องเผชิญหน้ากับข้อเท็จจริงข้อนี้อยู่ดี ดังนั้น ถ้าเราเชื่อว่าชีวิตเด็กผู้หิวโหยมีค่ามากกว่าการออกไปกินข้าวนอกบ้าน คราวหน้าเราไปร้านอาหารแพงๆ เราจะรู้ตัวว่า มีสิ่งที่เราใช้เงินทำประโยชน์ได้ดีกว่า ถ้าความคิดแบบนั้นจะทำให้การดำรงชีวิตอยู่อย่างมีศีลธรรม กลายเป็นเรื่องยากลำบากแล้วละก็ นั่นก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้ ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น อย่างน้อยเราก็ควรจะสำนึกว่า เรากำลังใช้ชีวิตนอกกรอบของศีลธรรมอันดีงาม ไม่ใช่เพราะเราควรหมกมุ่นอยู่กับความละอายแก่ใจ แต่เพราะการมีสติ รู้ตัวว่าเราควรเดินไปทางใด เป็นก้าวแรกของการออกเดินในทิศทางนั้น

วินาทีที่บ็อบมองเห็นปัญหาโลกแตกที่เขาต้องเผชิญ ตอนที่ยืนอยู่ตรงสวิตช์ข้างรางรถไฟนั้น เขาคงคิดว่า เขาโชคร้ายเหลือเกิน ที่โชคชะตาผลักไสสถานการณ์นั้นมาให้ บังคับให้เขาต้องเลือกระหว่างชีวิตเด็ก กับเงินส่วนใหญ่ที่เขาเก็บหอมรอมริบมาชั่วชีวิต ในรูปของรถราคาแพง แต่จริงๆ แล้ว บ็อบไม่ได้โชคร้ายเลย เราทุกคนล้วนอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น.



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter