ถึง ซาราทุสตรา
ที่บ้าน
20 พฤศจิกายน 2547,
ถึงซาราทุสตรา…แลพจนาของเจ้า,
ซาราทุสตราเอ๋ย นิทเช่-คนที่สร้างเจ้าขึ้นมานั้น ได้วิปลาสตายเรียบร้อยไปแล้วมิใช่หรือ เจ้ายังด้านหน้า ‘ก้าวลง’ มาท้าสู้สั่งสอนผู้คนด้วยพจนาแห่งตนอันใดได้อีกเล่า เจ้าคนบ้า เจ้าคนเขลา เจ้าคนงั่งเง่า
เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร-ไอ้เขลา ว่าโลกนี้ไม่ต้องการคนอย่างเจ้า
เจ้ากล้าดีอย่างไรหรือ มาสอนข้า-มนุษย์ยุคใหม่ ให้ข้าทำอย่างโน้นอย่างนี้ ช่างอวดรู้ โอหัง แต่บ้านนอกเถื่อนไพร สมคงมีรูปลักษณ์ป่าเถื่อนกับการอยู่นอกสังคมคนมาสิบปีล่ะสิ มิน่า, ถึงมิมีผู้ใดเงี่ยหูยินถ้อยอันโอหังอักโขของเจ้าเลย
มนุษย์ยุคใหม่สายพันธุ์โบราณ ที่มือซ้ายยึดเสรีนิยม มือขวายึดศีลธรรมวิคตอเรีย ปากคาบสาก เอาสะดือขมิบพระเจ้า เอาตูดหนีบประชาธิปไตย แลใช้นิ้วหัวแม่ตีนกับนิ้วชี้ตีนคีบความดีงามจอมปลอมเอาไว้นั่นน่ะ มีหรือจะฟังเจ้า
เจ้ามันโง่!
เจ้าออกมาทำไม เมื่อวัยสามสิบปี เจ้าอุตส่าห์หนีบ้านเรือนแลทะเลสาบมุ่งสู่ขุนเขา ปลีกวิเวกอย่างสงบสุขอยู่ถึงสิบปี แต่เจ้าก็เปลี่ยนใจออกเดินทางมาเปลี่ยนคนเมื่ออายุสี่สิบปี
เจ้ามันโง่!
เจ้าไม่รู้หรือว่า คนที่สำเร็จเป็นพระพุทธเจ้าน่ะ มีอยู่นับนิ้วมือได้ที่กล้าก้าวออกมาโปรดสัตว์ ส่วนใหญ่เขาเหล่านั้นล้วนแต่สำเร็จเฉพาะตนเป็นปัจเจกพุทธเจ้า มิพักต้องใส่ใจกับมนุษย์ส่วนใหญ่ เพราะโดยมากแล้ว คนบนโลกหาใช่เวไนยสัตว์ หรือสัตว์ซึ่งพอจะโปรดให้รู้แจ้งได้ไม่ แลตามความเห็นของข้า นอกจากจะมิใช่เวไนยสัตว์แล้ว เมื่อมนุษย์วิวัฒนาการมาถึงยุคไซเบอร์ (ข้าเข้าใจว่าเจ้าคงไม่รู้จักไซเบอร์หรอก ฮ่ะฮ่ะ ฉะนั้นเจ้าจึงไม่มีวันเข้าใจมนุษย์) มนุษย์ยังเขลาขลาดแลต่ำช้าไปเสียยิ่งกว่าหมาไนแลไวรัสเอชห้าเอ็นหนึ่งเสียอีก ค่าที่มันมักมาก กมลทราม และชอบใช้อสุนีสายฟ้าของเทพซุสฟาดฟันตัดสินผู้อื่นอยู่เป็นเนืองนิจ
อะฮ้า! ก็เจ้าน่ะ มิใช่เหยื่อการตัดสินของพวกข้าหรอกหรือ หือ…
เจ้ามันโง่!
เจ้าน่ะ บังอาจกล่าวถ้อยให้หลุดออกจากริมฝีปากเน่าๆของตนได้อย่างไรว่า
…เรารักผู้ที่ลงโทษพระเจ้าของตนด้วยความรักในพระเจ้า เนื่องจากเขาต้องตายลงด้วยความกริ้วโกรธของพระเจ้า…*
ข้าว่าเจ้าพึงมีก้อนซีรีบรัมแห่งกาสรฝังอยู่ในกะโหลกเป็นแม่นมั่น มันจึงได้สั่งให้โอษฐ์ของเจ้าเอื้อนถ้อยคำควายๆเช่นนี้ออกมาได้
เจ้าคิดหรือว่ามนุษย์หน้าฝังอยู่ในเหง้าบัวใต้ตม (อันต่อไปตัวข้าจะขานว่า มนุษย์หน้าเหง้า) จะเข้าใจสิ่งเจ้าว่า
คนอย่างข้า ผู้เป็นมนุษย์หน้าเหง้า ข้าย่อมยึดมั่นถือมั่นอยู่ในพระเจ้าของข้า แต่พวกเขาจะเรียกพระเจ้าของพวกข้าต่างกันไป บ้างเรียกว่าธรรมะ บ้างเรียกสัจธรรม บ้างเรียกว่าผีบ้านผีเรือน บ้างเรียกเทพเทพี บ้างเรียกว่าแมว บ้างเรียกว่างู บ้างเรียกว่าตะกวด
แต่จะขานนามเช่นไร ทั้งมวลล้วนเป็นอย่างเดียว นั่นคือหารู้ซึ้งลึกลงไปในผนังกะโหลกไม่ ว่าพระเจ้าธรรมะสัจธรรมผีบ้านผีเรือนเทพเทพีแมวงูตะกวดนั่น-มันคืออะไร
อะโห เจ้าดูตัวอย่างดูชาวยิวสิ พวกนั้นแบกหีบโตราห์ข้ามน้ำข้ามทะเลทรายไปไหนต่อไหน แต่ไม่เคยสำเหนียกเลยว่าในหีบมีอะไรอยู่ ขอเพียงให้มีหีบเอาไว้กราบไหว้เท่านั้นเป็นพอ
มนุษย์อย่างพวกข้า นอกจากจะผายลมออกมาเป็นกลิ่นซากสัตว์เน่าเสียแล้ว พวกข้ายังกล้ากราบไหว้ความโง่ของตัวเองอีกด้วย
เจ้าคงมิรู้ เพราะเจ้าอยู่เปล่าดายเปลี่ยวแดนมาเป็นเวลายาวนาน-ว่า ณ บัดนี้ พวกข้ามีหีบรูปลักษณ์ต่างๆให้ยึดถือเป็นจำนวนมาก หน้าตาของหีบเหล่านี้เปลี่ยนไปต่างๆนานา เพื่อให้สมกับจริตแลสาไถยแลความโง่ของพวกข้าแต่ละหมู่แต่ละเหล่าแต่ละภูมิประเทศถิ่นที่อยู่ ทว่าโดยหลักการแล้ว หีบยังคงเป็นหีบมิมีผิดเพี้ยน แลพวกข้าก็ก้มหัวหรุบหางยอมสยบให้กับหีบทั้งหลายโดยหากล้าอ้าโอษฐ์ออกวิพากษ์ไม่
เจ้าคิดหรือ ว่าหากหีบทำอะไรผิด จะมีใครสำเหนียกรู้ว่าหีบผิด แม้หีบจะหับงับเอาพวกข้าไปกินวันละคนสองคนสังเวยบูชายัญความหลงยึดในหีบ ก็หามีผู้ใครกล่าวโทษลงทัณฑ์หีบนั่นได้
หีบคือพระเจ้า พวกข้ารักหีบ พวกข้ารักพระเจ้า พวกข้าจักมิมีวันลงโทษหีบได้ เพราะพวกข้ารักหีบเหลือเกิน แลเมื่อใดก็ตามที่มีผู้กล้ากล่าวโทษหีบ มันผู้นั้นจักต้องตายลงด้วยความกริ้วโกรธของพวกข้าเอง หาใช่ด้วยน้ำมือของหีบ หรือน้ำมือของพระเจ้าไม่
เจ้ามันโง่!
เจ้าทำมาเป็นเอื้อนเอ่ยถึงสภาวะจิต อะฮ่า, เจ้าหน้าเขลา เจ้าคิดว่ามนุษย์หน้าเหง้าอย่างพวกข้าจะเข้าใจลึกซึ้งได้ฤา ว่าจิตวิปลาสอะไรของเจ้าจะมามีสภาวะเป็นอูฐ เป็นสิงโต แล้วก็เป็นเด็กอีกนั่นน่ะ
เจ้าพร่ำไว้ว่า
เราจะพูดถึงการกลายสภาพจิตสามอย่าง จิตกลายเป็นอูฐ อูฐกลายเป็นสิงโต และสิงโตกลายเป็นเด็กในที่สุด
จิตต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย จิตที่เปี่ยมศรัทธาทนแบกรับสิ่งต่างๆไว้อย่างทรหด ด้วยจิตจะเข้มแข็งได้ก็ต้องแบกรับภาระและเรื่องลำบากแสนเข็ญที่สุด*
อย่าหาว่าข้าไม่รู้จักอูฐเชียวนา ซาราทุสตรา เพราะข้าเคยขี่อูฐขึ้นไปบูชาพระเจ้าบนภูเขาไซนายมาแล้ว อูฐของข้ามีชื่อว่าอับดอห์ ข้าจำได้ว่า นัยน์ตาของมันช่างกลมโตใสซื่อประดุจดวงตาของทารก แลมันค้อมตัวคุกเข่าลง เพื่อน้อมรับข้าขึ้นไปอยู่บนหลัง
เจ้าเพ้อว่า จิตอันทนทรหดจักต้องคุกเข่าลงเหมือนอูฐเตรียมบรรทุกของ เพราะด้วยการถ่อมตัวเท่านั้น จิตจึงจะขจัดความหยิ่งยโสของตนเองได้ และด้วยการใช้ความโง่เขลาน่ะสิ จึงจะเย้ยหยันปัญญาของตนเล่นได้
เจ้ายังสั่งสอนอีกว่า จิตอันทรหดเสมือนอูฐเท่านั้นที่จะรักผู้ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามท่าน และคบหาฝีร้ายที่จะมาหลอกหลอนท่าน*ได้
เจ้ามันโง่!
เจ้าเชื่อจริงๆหรือ ว่ามนุษย์หน้าเหง้าอย่างพวกข้า จะกล้าฝ่าด่านความเป็นอูฐไปได้ เจ้าไม่รู้ดอกว่า มนุษย์อย่างพวกข้านั้น นอกจากโง่แล้ว หัวใจยังไม่เปิด มันปิดอุดตันเสมือนหนึ่งรูทวารเป็นโรคหงอนไก่ผสมริดสีดวงเรื้อรัง ไฉนเลยจักกล้าคบหาผีร้ายในนามของความรักได้เล่า
พบพานสิ่งที่พวกข้าหรือ ‘หีบ’ บอกว่าเป็น ‘ผีร้าย’ เมื่อใด ข้าเป็นต้องขอฟาดฟันกับมันไปก่อนให้ด่าวดิ้นสิ้นชีพ มิผีร้ายนั้นจะเดินทางมาจากหีบใบเดียวกันทว่าในนามอื่น ข้าก็จักฆ่ามัน ฆ่ามัน และฆ่ามัน
โอว์ ซาราทุสตรา สิ่งเดียวที่มนุษย์หน้าเหง้ารักเหลือหลาย ก็คือความรุนแรงในนามของหีบ
ข้าชอบที่เจ้ากล้านัก กล้าแม้ขึ้นไปบนภูเขามะกอก ซ้ำยังพร่ำเทศนาบนภูเขา ด้วยวาทะอันเสียดแทง ข้ารู้ว่าเจ้าเสียดแทงเยซู เจ้าหนุ่มช่างไม้ซึ่งก็เป็นคนโง่เหมือนกับเจ้า ช่างโง่เสียนี่กระไร ที่ออกมาสั่งสอนสิ่งไร้สาระให้มนุษย์หน้าเหง้าได้ฟัง เพราะหูของพวกมันล้วนมีรูใหญ่ดุจแหตาห่าง จึงช้อนจับได้เฉพาะหีบ ทว่าสมบัติล้ำค่าซึ่งซุกซ่อนอยู่ในหีบ ล้วนแล้วแต่หลุดรอดตาห่างของแหออกไปจนสิ้น จึงเหลือไว้เฉพาะหีบ เฉพาะโครงของหีบ เฉพาะรูป เฉพาะแบบ เฉพาะภาพ
เจ้ามันโง่!
เปล่า, ข้ามิได้หมายความถึงเฉพาะเจ้า ซาราทุสตรา เจ้าพึงรู้-ว่าข้าหมายความถึงใครบ้าง ไม่ว่าที่โผล่หัวออกมาจากป่าหลังทำจิตเป็นอูฐจนร่างกายผ่ายผอมใต้ต้นโพธิ์ หรือที่ไปเดินจิตหลอนอยู่ในทะเลทรายสี่สิบวันสี่สิบคืนแล้วมุดออกมาเทศนาเมื่อสองพันกว่าปีโน้น หรือใครต่อใครอีกนับนิ้วมือนิ้วตีนไม่ถ้วน ไล่มากระทั่งถึงเจ้า ซาราทุสตรา
พวกเจ้าพยายาม ทว่าข้าจักกล่าว, โลกหาได้เปลี่ยนไม่ ไม่ว่าเจ้าจักพยายามจนหัวใจอูฐของเจ้าเน่าเฟะเพียงใด อะฮ้า, ก็พวกข้าคือมนุษย์หน้าเหง้าที่ฝังซุกโพรงกะโหลกและเนื้อหัวใจไว้ใต้ตมบัวนั่นดอก ข้าจึงมิเคยเข้าใจเจ้าและพวกของเจ้า ข้าจึงไล่พวกเจ้าออกจากเมืองดุจไล่หมูหมา ข้าจึงร่ายระบำบนหลุมศพตัวเองต่อไป พร้อมกับที่มูนดินนี้ที่ได้สูงขึ้นเรื่อย อันมีเหตุมาจากอสุภซากแห่งความไม่รู้ หลงในหีบ และรักความรุนแรงของพวกข้า
พวกเจ้าไม่เข้าใจดอก
พวกเจ้ามันโง่!
พวกเจ้าไม่มีวันหยุดพวกข้า-มนุษย์หน้าเหง้าได้ เพราะพวกข้ามีทุกสิ่ง หีบของพวกข้ามีทั้งทุน ศีลธรรม และความสวย แม้มันไม่มีสมบัติล้ำค่าอย่างที่พวกเจ้ามี แต่ข้าจะใช้คำสอนของเจ้า-ซาราทุสตรา, เอามาทิ่มแทงสีข้างของเจ้าเอง เจ้าบอกว่า พระเจ้าตายแล้ว และไม่มีสัจธรรมใดจริงแท้หนึ่งเดียว เชอะ, ไอ้หน้าโง่ ก็เจ้าเล่า-เจ้ารู้หรือว่า สิ่งใดล้ำค่าอย่างแท้จริง มิใช่ทุน ศีลธรรม และความสวย อย่างที่พวกข้า-มนุษย์หน้าเหง้า กำลังยึดถืออยู่นี่ดอกหรือ ที่ปรากฏให้เห็นเป็นจริงอยู่ในจอโทรทัศน์และทุกสื่อที่โหมเป็นพายุแห่งทุนอยู่ทุกวันนี้
เจ้าไม่ต้องมาเสียดสีข้าว่าเจ้าโดดเดี่ยว หึหึ เจ้าว่า ความโดดเดี่ยวอาจเป็นการหลีกหนีของผู้เจ็บป่วย ความโดดเดี่ยวก็ยังอาจเป็นการหนี ‘จาก’ คนเจ็บป่วยด้วยเช่นกัน*
เจ้าคิดว่าข้าป่วย?
ฮ่าฮ่า, เจ้าหน้าโง่ ใครกันเล่าที่ป่วย มิใช่นิทเช่ ผู้ให้กำเนิดเจ้านั่นดอกหรือที่ป่วย มันน่ะวิปลาสเสียยิ่งกว่าวิปริต สุดท้ายก็ต้องถูกตัดสินว่าเป็นคนวิกลจริต ‘โดยสมบูรณ์’ ในปี 1889 และตายลงอย่างไอ้บ้าในอีกสิบเอ็ดปีต่อมา
แล้วเจ้ายังมีหน้ามาว่าข้าเจ็บป่วยจนต้องหนีไปจากข้า-มนุษย์หน้าเหง้า, อีกหรือ
ขอเชิญเสพสุขกับความโดดเดี่ยวของเจ้าไปเถิด ข้าจะบอกเจ้าให้ สากลจักรวาลทุกวันนี้ จักมีได้ก็เฉพาะปัจเจกพุทธเจ้าเท่านั้น เพราะมนุษย์หน้าเหง้าอย่างพวกข้ากำลังรุดหน้าด้วยทุน ความรู้ และความสวย พวกข้ากำลังเดินเชิดหน้าโง่อวดรู้ไปในกระแสกาล ข้าไม่มีวันฟังใครหรอก
ขอเชิญเจ้าโดดเดี่ยวต่อไปเถิด…ซาราทุสตรา
จากข้าเอง
หนึ่งในสมาชิกมนุษย์หน้าเหง้า ที่จะเง่าต่อไปไม่มีวันสิ้นสุด!
- จากหนังสือ Thus Spoke Zarathustra หรือ ‘คือพจนาซาราทุสตรา’ เขียนโดย นีทเช่ สำนวนแปลของ มนตรี ภู่มี จัดพิมพ์โดย แพรวสำนักพิมพ์



