Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
mailbox
โตมร ศุขปรีชา


ถึง มาร์คัส โรเบิร์ตส์

ที่บ้าน

11 ตุลาคม 2547

มาร์คัสครับ,


ตอนที่นบ ประทีประเสน-ครูสอนเปียโนแจ๊ซของผม, เปิดซีดีเพลง The Entertainer ที่คุณเล่นให้ฟัง ผมคิดว่าคุณคงใช้เทคนิคในการอัดเสียงแน่ๆ

เพลง The Entertainer เป็นเพลงแร็กไทม์ไม่ยากเย็นอะไร ผมเคยเล่นมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ เมื่อยังเรียนอีเล็คโทนอยู่ แต่พอคุณ-มาร์คัส โรเบิร์ตส์ หยิบมันขึ้นมาเล่น คุณได้ทำให้เพลงนี้กลายเป็นเพลงที่ไม่ธรรมดา

เปล่าครับ, คุณไม่ได้เล่นมันสนุกกว่าคนอื่นหรือทำให้ทำนองของมันเปลี่ยนแปลงไปมากมายอะไร แต่ความ ‘อร่อย’ ที่ผมได้รับจากรสการเล่นของคุณ อยู่ตรงท่อนหนึ่งที่ผมเชื่อไม่ได้-ทำอย่างไรก็เชื่อไม่ได้ ว่ามนุษย์จะทำได้ถึงขั้นนั้น

คุณทำให้มือซ้ายของคุณแยกขาดเป็นอิสระจากมือขวา มันเดินเบสคุมจังหวะและเล่นคอร์ดคนละโลกกับมือขวา ผมจะอธิบายอย่างไรดีหนอ มันเป็นคนละแพทเทิร์น คนละรูปแบบ คนละเสียง คนละสีสัน ขณะที่มือขวาก็มีโลกของมันเอง มีสีสันในแบบของตัวเอง มีจังหวะที่ไม่เหมือนกับมือซ้าย คล้ายเป็นคนสองคนมานั่งเล่นเปียโนอยู่ด้วยกันโดยที่ทั้งคู่ไม่รู้จักกันมาก่อน ซึ่งก็น่าแปลกอีก ที่ความขัดแย้งแตกต่างอย่างสุดขั้วนี้ กลับบรรสานกันอย่างขัดๆ กระทั่งกลายเป็นเพลงที่แปลกและให้รส ‘อร่อย’ ในการฟังอย่างที่สุด

ผมคิดว่าคุณต้องอัดเสียงสองครั้งแน่ๆครับ-มาร์คัส ครั้งหนึ่งอัดเสียงมือซ้าย อีกครั้งหนึ่งอัดเสียงมือขวา

แต่นบบอกว่าไม่ใช่หรอก เขาว่าคุณเป็นอัจฉริยะ และเป็นหนึ่งในไม่กี่คนบนโลกนี้ ที่สามารถสั่งการสมองสองซีกให้แยกขาดเป็นอิสระจากกันได้ถึงขนาดนี้

ผมไม่รู้ว่าเพราะอะไร คุณจึงเล่นดนตรีได้อร่อยถึงเพียงนี้

หรือเพราะดวงตาของคุณมองไม่เห็นครับ-มาร์คัส คุณถึงได้รับรู้ในตัวตนและซาบซึมดิ่งลึกเข้าถึงดนตรีได้เต็มอิ่มอย่างที่คนอื่นๆเข้าไม่ถึง

มาร์คัส โรเบิร์ตส์-คุณรู้ไหมครับ คุณได้กลายเป็นนักเปียโนในดวงใจของผมเทียบเคียงกับอาร์ต ตาตั้ม, แรมเซย์ ลิวอิส และบิล อีแวนส์ ไปในบัดดล

มาร์คัสครับ ผมอยากปรึกษาคุณบางเรื่อง ผมตัดสินใจมาเรียนดนตรีแจ๊ซก็เพราะผมรู้สึกว่าตัวเองมาถึงทางตันบางอย่างในชีวิต ผมชอบดนตรีคลาสสิก แม้ตอนเรียนอีเล็คโทน ผมจะเล่นดนตรีแจ๊ซแบบฟิวชั่นมากทีเดียว แต่ก็เป็นการเล่นแจ๊ซด้วยวิธีการอย่างคลาสสิก นั่นก็คือเอาโน้ตมากาง ตีความ แล้วก็เล่นไปตามโน้ต แม้ฝึกฝนจนชำนาญในเพลงแต่ละเพลง และได้สำเนียงแจ๊ซออกมาแล้ว แต่ผมก็ไม่เคยคิดจะ ‘ด้น’ เลยสักครั้ง ผมได้แต่เล่น ‘ท่อนด้น’ หรือที่เรียกว่า adlib ไปตามโน้ตที่เขียนเอาไว้เรียบร้อยแล้วเท่านั้น

พูดง่ายๆ ถึงเล่นเพลงแจ๊ซ แต่ผมก็ไม่ใช่นักดนตรีแจ๊ซอยู่นั่นเอง

นบเล่าให้ผมฟังถึงนักเปียโนคลาสสิกชาวไทยคนหนึ่งที่ไปเรียนอยู่ในอเมริกา เขาเล่นเพลงคลาสสิกเก่งมาก แต่ก็ยังเก่งไม่พอสำหรับสังคมนักดนตรีที่โน่น เขาเลยต้องฝึกหนักมาก ซ้อมวันละเจ็ดแปดชั่วโมง ตอนหลังเมื่อเรียนจบแล้ว เขาหันมาเรียนเปียโนแจ๊ซคอร์สสั้นๆ และเขาบอกนบว่า แม้เป็นช่วงสั้นๆ แต่ขณะที่เรียนแจ๊ซ เขาได้ ‘เล่นดนตรี’ มากกว่าตอนโหมเรียนและซ้อมคลาสสิกทั้งหมดเสียอีก

ดนตรีจึงเป็นมากกว่าการซ้อม!

ผมคิดว่าแจ๊ซเป็นเรื่องของอิสรภาพ และเป็นเรื่องของการใช้ชีวิตที่แตกต่างไปจากการเล่นเปียโนคลาสสิกอย่างสิ้นเชิง

มาร์คัสครับ คุณเคยบอกว่าเธโลเนียส มองค์ คือนักเปียโนที่ยกระดับการเล่นของตัวเองขึ้นสู่ระดับปรัชญา เขาทำให้ดนตรีของตัวเองแตกต่างไปจากดุค เอลลิงตัน และชาร์ลี ปาร์คเกอร์ ถ้าจะเปรียบ, ดุค เอลลิงตัน ก็เหมือนบาคในดนตรีคลาสสิค ขณะที่ชาร์ลี ปาร์คเกอร์ ได้มาปฏิวัติปรัชญาทางดนตรีของเอลลิงตันใหม่หมด ทุกคนพยายามจะเล่นแจ๊ซให้เหมือนชาร์ลี ปาร์คเกอร์ ทว่าเธโลเนียส มองค์ กลับสร้างดนตรีของตัวเองขึ้นใหม่ในแนวปรัชญาที่ไม่เหมือนของชาร์ลี ปาร์คเกอร์เลย คุณใช้คำว่า เขา consolidate ปรัชญาทางดนตรีแบบใหม่ที่สูงส่งและยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับของชาร์ลี ปาร์คเกอร์

คุณรู้อะไรไหมครับ-ผมไม่เข้าใจอะไรที่คุณพูดเลยแม้แต่คำเดียว!

ผมไม่เข้าใจเรื่องปรัชญาทางดนตรีที่คุณพูดเลย ผมพบเพียงว่า เมื่อพยายามจะเล่นแจ๊ซ ผมต้องสลัดอีโก้ทั้งหมดในตัวออกไป แล้วเปลื้องเปลือยตัวเองต่อหน้าคนอื่น เล่นอะไรก็ได้ที่เป็นตัวของตัวเองออกมา มันอาจจะเห่ย อาจจะย่ำแย่ อาจจะเสียดแทงหูคนอื่น แต่เราก็ต้องกล้าที่จะเล่นเสียก่อน

ซึ่งผมทำไม่ได้!

ผมไม่ใช่หนุ่มหน่ายคัมภีร์ แต่เป็นหนุ่มกอดคัมภีร์ ผมต้องคอยจารึกเสียงทุกเสียงออกมาเป็นโน้ต แล้วถึงจะเล่นได้ ทั้งที่จริงๆแล้วนักดนตรีแจ๊ซน่าจะได้หลับตาเล่นเหมือนคุณ

แต่ผมไม่มีความกล้าหาญอันนั้น!

เคยมีคนถามคุณว่า คุณเล่นดนตรีคลาสสิกบ้างไหม และคุณหัวเราะ คุณบอกว่า คุณเล่นคลาสสิกไม่มากเท่าที่อยากจะเล่น ทั้งนี้ก็เพราะมีสิ่งที่คุณต้อง ‘ฟัง’ มากมายเหลือเกินในชีวิต

คุณเล่าว่า คุณลงทุนไปเรียนอักษรเบรลทางดนตรี ซึ่งก็คือโน้ตดนตรีที่เขียนให้คนพิการทางสายตาอ่าน คุณบอกว่า เมื่อเราอยากรู้จักเพลงสักเพลง เราน่าจะได้ฟังมันจากคนแต่ง แต่ถ้าเราจะเล่นเพลงของบีโธเฟน เราไม่มีวันรู้เลยว่า ที่จริงแล้วบีโธเฟนต้องการให้เราเล่นอย่างไร ที่เราจะรู้ได้มากที่สุด ก็เพียงจากสกอร์เพลงที่เขาเขียนเอาไว้เท่านั้น และแม้คุณไปเรียนอักษรเบรลเพื่อรู้เท่าทันสกอร์ของบีโธเฟนแล้ว แต่คุณก็บอกว่า สกอร์เพลงไม่ได้บอกอะไรมากนัก

“สำหรับผม มันไม่เมคเซนส์เลยที่เราจะไปเอาโน้ตเพลงมากาง แล้วก็เล่นไปตามที่เขียนไว้” คุณเคยพูด “เพราะถ้าผมจารึกเสียงลงมาเป็นโน้ต สิ่งที่ผมได้ก็คือแค่โน้ตกับจังหวะเท่านั้น แต่ถ้าผมฟัง ผมจะค้นพบนวลของภาษา” คุณใช้คำว่า nuance “ผมจะศึกษานวลนั้น วิญญาณนั้น และปริมาณความโศกเศร้า ความรู้สึก และเทคนิคที่มาจากสิ่งมีชีวิตอันแท้จริงนั้นที่สำแดงอยู่ด้วยการฟัง ไม่ใช่แค่จากโน้ต”

ผมอยากร้องไห้-ผมไม่ได้เป็นอย่างที่คุณว่าเลยสักนิด

ผมมีเพื่อนรุ่นน้องนักดนตรีหลายคนที่เล่นดนตรีได้โดยไม่ต้องอ่านโน้ต ผมคิดว่าพวกเขาเป็นอย่างคุณนี่แหละครับ มาร์คัส นั่นคือคนที่เล่นดนตรีที่หัวใจ ด้วยหู ด้วยการฟัง แต่ผมคือคนแข็งๆ ตายซาก ที่เล่นดนตรีด้วยการอ่านโน้ต นับจังหวะ ไม่กรูฟไปกับจังหวะยก ผมคือความผิดพลาดทางดนตรีระดับโลก!

ผมอาจจะกล่าวโทษชีวิตตัวเองเอาง่ายๆก็ได้ ว่าผมไม่ได้เติบโตมาเหมือนคุณ ผมไม่ได้มีประสบการณ์กับเพลงกอสเปลหรือบลูส์เหมือนที่คุณมีตั้งแต่ยังเด็ก โลกที่ผมเติบโตมาไม่โอบเอื้อให้ผมเป็นอย่างคุณ เราไม่มีคอนเสิร์ตฮอลล์ดีๆ ไม่มีผับให้ออกไปฟังดุค เอลลิงตัน หรือชาร์ลี ปาร์คเกอร์ เล่น จะมีที่สุดยอดก็แต่วงสุนทราภรณ์ ซึ่งต่อมาภายหลังก็ถูกกระบวนการทางการตลาดตัดขาด ไม่ยอมต่อยอดสำเนียงและปรัชญาดนตรีให้ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ผมอาจคิดก็ได้ว่าตัวเองโชคร้ายที่เกิดมาในสังคมไร้วัฒนธรรมในแบบที่ผมชอบ บังเอิญผมไม่ ‘อิน’ กับเพลงลูกทุ่ง ทั้งไม่ชอบฟังเพลง (ที่ถูกเรียกว่า) เพื่อชีวิตทั้งหลาย ผมก็เลยไม่มีทางเลือก ไม่มีทางไป ถูกกักขังอยู่กับการเรียนดนตรีแบบคลาสสิกที่ไม่ให้อิสรภาพใดๆกับนักเรียน และเมื่อไม่มีสภาพแวดล้อมทางดนตรีที่ดีพอ ผมก็จบชีวิตอยู่ในกรงขังนั่นเหมือนนักดนตรีไทยจำนวนมากที่ไม่ได้ไปไหนไกล

แต่การกล่าวโทษสิ่งแวดล้อม สังคม และคนอื่นๆ ก็เป็นเรื่องมักง่ายเกินไปใช่ไหมครับ มาร์คัส

บางทีอาจจะเป็นตัวของผมเอง หูของผมเอง หัวใจของผมเอง และวิญญาณของผมเอง-ที่มันดื้อด้านไม่ยอมรับฟังดนตรีของคนอื่น

เมื่อมาถึงตอนนี้ ทุกอย่างก็สายไปเสียแล้ว

ชีวิตของผมอาจสั้นเกินไปที่จะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมสนใจได้

ปราบดา หยุ่น เคยบอกว่า คนเราเกิดมาเพื่อทำอะไรบางอย่างเท่านั้น-บางที ‘บางอย่าง’ ของผมมันอาจจะมากเกินไป

คุณมองโลกไม่เห็นตอนสี่ขวบ แต่คุณก็ได้สัมผัสเปียโนในช่วงวัยนั้นเช่นกัน เมื่อถึงแปดขวบ ที่บ้านของคุณซื้อเปียโนให้ และคุณก็เล่นด้วยตัวเองมาตั้งแต่นั้น แถมครูเปียโนของคุณ คือฮูเบิร์ต ฟอสเตอร์ ก็ยังพาแผ่นเสียงของนักเปียโนชั้นยอดของโลกอย่างอาร์ต ตาตั้ม มาให้คุณฟังและสัมผัสถึงการเล่นเปียโนที่น่าทึ่งและไม่น่าเชื่อว่าจะเล่นคนเดียวได้ตั้งแต่คุณยังเด็กๆ

ผมเพียงแต่อยากจะขอโทษคุณ ที่บังอาจคิด (ตื้นๆ) ว่าคุณใช้เทคนิคในการอัดเสียงช่วยให้เพลง The Entertainer ของคุณประหลาดล้ำลึกและเอร็ดอร่อยได้ถึงเพียงนั้น

แต่เมื่อได้รู้ว่า คุณก็เคยสงสัยอาร์ต ตาตั้ม ว่าเขาเล่นเพลง Sweet Lorraine ได้ด้วยตัวคนเดียวจริงๆหรือ-ผมก็ให้อภัยตัวเองในเรื่องนั้น

แต่จะไม่ให้อภัยตัวเองเลย ที่เกิดมามีชีวิตสั้นเกินกว่าจะเรียนรู้สิ่งที่ผมสนใจได้หมด


จากผม,

คนที่อยากมองโลกแห่งดนตรีได้ชัดเหมือนคุณ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter