ถึง แอนดรูว์ เพอร์ริน
ที่บ้าน,
17 สิงหาคม 2547
สวัสดีครับ แอนดรูว์ เพอร์ริน
ผมก็สงสัยเช่นเดียวกับคุณ, ว่าเซียงหยาง-ยังเก็บรูปภาพใบนั้นไว้อยู่ไหม?
มีไม่กี่ครั้ง ที่ภาพบางภาพ ของคนบางคน จะทำให้ขอบตาร้อนรื้น
คุณจำภาพของเด็กชายชาวอิรักคนนั้นได้ไหม คนที่ถูกระเบิดจนเลือดกรังอยู่บนศีรษะและในดวงตา…ทว่าเขาก็ยังมองมาที่กล้อง พร้อมคำถามบางอย่างในดวงตาคู่นั้น
เป็นคำถามใหญ่โตที่ไม่มีใครกล้าอ้าปากตอบ
ครั้งนั้น ผมนั่งมองเขาอยู่นานเท่าไรไม่รู้ตัว กระทั่งหยดน้ำอุ่นๆ ร่วงหล่นลงสู่ภาพนั้น และทำให้บางส่วนของภาพเลือนราง และกระดาษก็ย่นยู่ไป
กับเซียงหยางก็คลับคล้าย แผกเพียงภาพของเซียงหยาง ผมมองไม่เห็นดวงตาของเธอตรงๆเฉกเช่นดวงตาของเด็กชายชาวอิรัก ใบหน้าของเธอมองละม้ายยิ้ม ทว่าที่แท้คือวงหน้าของคนที่กำลังร่ำไห้ด้วยสาหัสแห่งทุกขเวทนาบางอย่างที่ผมไม่มีวันเข้าถึง
ทุกขเวทนานั้นเป็นทุกข์ที่บังเกิดขึ้นฉับพลัน หลังเธอได้เห็นภาพ ‘สวรรค์’ แห่งหนึ่ง
เป็น ‘สวรรค์’ ที่เธอไม่อาจค้นพบได้เลยในชีวิตนี้…
เซียงหยางเป็นชาวม้งธรรมดาๆ คนหนึ่ง บรรพบุรุษของเซียงหยางอพยพมาจากหลั่นเขาและที่ราบสูงของทิเบตกับมองโกเลียเมื่อร้อยกว่าปีก่อน เพื่อหนีตายจากการเข่นฆ่าสังหารของเหล่าชาวฮั่น แล้วเดินเท้ากระจัดกระจายกันไปตามที่ต่างๆ ในดินแดนอุษาคเนย์แห่งนี้
พวกเขาก็เหมือนเหล่าไดโนเสาร์น้อยๆ ในหนัง The Land Before Time เรื่องนั้น เพราะพวกเขาออกเดินทางหนีห่างจากความตาย เพื่อไปค้นหาดินแดนแห่งหวังและฝัน ดินแดนซึ่งจะไม่มีความตายมาเยือนทุกมื้ออาหาร เป็นดินแดนลึกลับในตำนานอันเปี่ยมไปด้วยสันติสุขและความสมบูรณ์
แล้วพวกเขาก็พบตัวเองอยู่ในแถบเทือกเขาสูงของลาว เป็นเวลานับร้อยปี ที่หญิงสาวชาวม้งต่างพากันถักทอผืนผ้าร้อยเรียงเป็นเรื่องเล่าจดจารประวัติศาสตร์การเดินทางและความหวังของพวกเธอไว้ในนั้น
ลายผ้าทั้งหมด คือลวดลายแห่งความหวัง
แต่แล้วก็ไม่มีหวัง…ไม่มีฝัน
แทนที่จะพบสันติใด พวกเขากลับได้พบเพียงสงคราม ทั้งสงครามอินโดจีนระหว่างลาวกับฝรั่งเศส และสงครามคลั่งลัทธิต่อต้านคอมมิวนิสต์ไร้เหตุผลอย่างสงครามเวียตนาม
ด้วยฝันและหวังจะมีสันติภาพในท้ายที่สุด เหล่าวชาวม้งจึงตัดสินใจเข้าร่วมสงครามเวียตนาม แต่น่าเศร้า ที่พวกเขาเข้าข้างผิด พวกเขาเข้าช่วยเหลือเหล่านักบินอเมริกันและขัดขวางการส่งกำลังบำรุงของฝ่ายเวียตนามเหนือ เพียงเพื่อจะพบว่า-ที่สุดแล้วอเมริกาก็พ่ายแพ้อย่างยับเยินและโง่เขลา
ชาวม้งจำนวนหนึ่งหนีการไล่ล่าของทหารลาวข้ามแม่น้ำโขงมายังประเทศไทย ทว่าส่วนที่เหลือ คือชาวม้งนักรบที่เป็นทหารกับครอบครัว ได้เตลิดหนีลึกเข้าไปในป่าทึบ และหายไปจากประวัติศาสตร์โลกนับแต่นั้น
แอนดรูว์ครับ สามสิบกว่าปีต่อมา คุณก็มีโอกาสเข้าไปพบกับพวกเขา ทั้งที่รัฐบาลลาวยืนยันว่า ชาวม้งกลุ่มนี้ไม่มีตัวตนอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะพวกเขาหลบซ่อนอยู่ในป่าลึก คุ้นเคยกับป่า และสามารถเดินทางได้ไร้ร่องรอย กระทั่งไม่มีใครในโลกเคยพบเห็นพวกเขามานานหลายสิบปี
คุณแปลกใจไหมครับ-แอนดรูว์, ที่พวกเขายอมมาพบคุณ
ที่จริง พวกเขามาพบคุณกับเพื่อนช่างภาพก็เพราะพวกเขาคิดว่าคุณกับเพื่อนคือชาวอเมริกัน-เพื่อนเก่าที่เคยร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา และวันนี้ เพื่อนเก่าได้เดินทางมาเพื่อปลดเปลื้องและปลุกพวกเขาให้ตื่นขึ้นจากฝันร้ายในป่าลึก
ทว่าคุณเป็นชาวออสเตรเลีย
คุณไม่ใช่ทหาร คุณไม่ใช่เพื่อนเก่าคนนั้น-คุณเป็นเพียงนักเขียนคนหนึ่งที่เพียงต้องการจะยืนยันการดำรงอยู่ของชาวม้งกลุ่มนี้ และเก็บเรื่องของพวกเขาไปเขียนขายเท่านั้น
เมื่อชาวม้งรู้ว่าคุณไม่ใช่เพื่อนเก่าคนนั้น-เพื่อนที่จะมาช่วยเหลือกอบกู้ และพาพวกเขาไปสู่ดินแดนแห่งสันติ พวกเขาก็ไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้คุณฟัง จากที่เข้ามารุมล้อมคุณนับสิบคน ต่างค่อยๆแยกย้ายกระจายพรายพลัดหายสูญเข้าป่าไป
เว้นไว้แต่เซียงหยาง
คุณรู้สึกอย่างไรหรือครับ-แอนดรูว์, เมื่อเซียงหยางก้าวเข้ามาหาคุณและพูดอะไรบางอย่างกับคุณในวันนั้น
เธอพูดเป็นภาษาม้งให้ล่ามของคุณแปล, ว่า
“ฉันได้ยินว่าคุณมีรูปอยู่รูปหนึ่ง ฉันอยากดูรูปนั้น”
มันคือรูปที่ผมพกติดกระเป๋าสตางค์ตั้งแต่ผมออกจากออสเตรเลียมาเอเชียในปี 1997 คุณเขียนไว้ เป็นภาพถ่ายเล่นๆตอนไปเดินเล่นสุดสัปดาห์ที่ชายหาดของซิดนีย์กับภรรยาของผม บ่อยครั้ง เมื่อผมอยู่ห่างบ้าน อยู่ในสถานที่แปลกหน้า ผมมักหยิบมันออกมา เพื่อระลึกเสมอว่าผมไม่ได้อยู่ตามลำพัง ยังมีคนที่รักผม และผมก็มีความรักความผูกพัน
ภาพนั้นเป็นภาพหญิงสาวธรรมดาๆ คนหนึ่ง ครึ่งนั่งครึ่งนอนเอนกายอยู่บนผ้าที่ปูอยู่ริมชายหาด เบื้องหลังของเธอคือมหาสมุทรแปซิฟิกกว้างไกลสุดสายตา
คุณมักอวดรูปภรรยาของคุณให้ใครๆดูเสมอตามธรรมเนียมปกติของคุณ ทุกคนที่ได้เห็นมักชื่นชม มีความสุข และเกิดหัวข้อสนทนาใหม่ๆ เพราะทุกคนที่ได้เห็นภาพนั้น ล้วนมองเห็นถึงความสุข ความชื่นชมยินดี และชีวิตคู่ที่น่ารักเหมือนชีวิตคู่ทั่วไปคู่หนึ่ง
ทว่ากับชาวม้ง พวกเขาไม่ได้เห็นสิ่งเหล่านั้นในภาพเหมือนคนอื่นๆ เมื่อคืนนี้ คุณเพิ่งอวดภาพนี้ให้ชาวม้งกลุ่มหนึ่งดู เมื่อพวกเขามองภาพนั้น ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายขึ้นแวบหนึ่ง เป็นชั่ววาบสั้นๆ ในนิรันดรของจักรวาล มันเหมือนภาพงดงามที่พวกเขาไม่อาจไปถึง มันคือภาพแห่งความหวัง
แต่พวกเขาก็ได้สิ้นหวังไปแล้ว…
แอนดรูว์, ผมรู้ว่าคุณลังเลยิ่ง ที่จะหยิบภาพนั้นออกมาให้เซียงหยางดู เพราะประกายแห่งความหวังที่คุณเพิ่งเห็นเมื่อคืนก่อน ทำให้คุณเจ็บปวด คุณก็รู้เหมือนที่ผมรู้ ว่าภาพนั้นจะไม่ได้สร้างความชื่นชมยินดีและความสุขใด มันรังแต่จะสร้างความทุกข์และขมขื่นที่เกิดจากความหวัง
คุณรู้ใช่ไหมว่า เซียงหยางและเพื่อนของเธอไม่รู้จักพิธีกรรมที่เกี่ยวกับการเกิดและการแต่งงานอีกต่อไปแล้ว พิธีกรรมเดียวที่ยังหลงเหลืออยู่ในวัฒนธรรมม้งของเซียงหยาง ก็คือพิธีศพ…
และหญิงสาวชาวม้ง ก็ได้เลิกถักทอประวัติศาสตร์การออกเดินทางตามหาดินแดนแห่ง ‘สวรรค์’ ไปเนิ่นนานแล้วก่อนการมาถึงของคุณ-ไม่มีอีกแล้ว สำหรับสิ่งซึ่งเรียกกันว่า ความหวัง
พวกเขาอาศัยอยู่ในสถานที่หนึ่งบนโลก สถานที่ซึ่งแม้ตัวความหวังเองก็ยังเจ็บปวดเหลือเกิน
แต่เซียงหยางยืนยันอยากขอดู
“ฉันอยากดู” เธอว่า และในชั่วเวลาตัดสินใจสั้นๆ คุณก็หยิบภาพนั้นให้เธอดู
เซียงหยางยิ้ม
“ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า จะมีใครมีความสุขและสันติได้ถึงเพียงนี้ ที่นี่คือสวรรค์ใช่ไหม”
มันเป็นภาพผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้น
“อะไรคือสวรรค์” คุณถามกลับไป
“ก็ที่ที่คุณมายังไงล่ะ ที่ซึ่งผู้คนมีความสุข” เซียงหยางตอบ
“ถ้าอย่างนั้นก็ใช่ มันคือสวรรค์”
เซียงหยางขอรูปนั้นไปจากคุณ และคุณทำอะไรไม่ได้อีก นอกจากมอบรูปนั้นให้เธอไป ทั้งที่คุณก็รู้ ว่าเซียงหยางจะเจ็บปวดกับความหวัง และคุณ-คนแปลกหน้า, ก็จะต้องจากสถานที่แห่งนี้ไป และแน่นอนเหลือเกินว่าอาจจะไม่ได้กลับมาอีก
แต่เซียงหยางก็ยิ้ม
แล้วคุณก็เริ่มถามเซียงหยางถึงลูกที่เธอแบกอยู่บนหลัง ถามถึงพ่อของลูกเธอ
เซียงหยางหยุดยิ้ม ดวงหน้าของเธอเศร้าลงคล้ายว่าจะร้องไห้ ทว่าดวงตากลับแห้งผาก
เธอหันหลัง แล้วเดินจากไปเงียบๆ
ในที่ซึ่งแม้ตัวความหวังเองก็ยังเจ็บปวด, แอนดรูว์ครับ คุณบอกผมว่า สถานที่เช่นนั้นมีอยู่จริงบนโลกใบนี้ แต่ความหวังมักทำให้เรามีความสุขมิใช่หรือ หรือความเจ็บปวดจะต้องมีอยู่ในทุกสิ่ง และเราล้วนมีหน้าที่ต้องซึมซับความเจ็บปวดจากสรรพสิ่งเข้าสู่ตัวเรา เพื่อให้ความเจ็บปวดนั้นผ่อนคลายลง
ผมอ่านเรื่องของคุณแล้วพลันรำลึกได้ ว่าตัวเองก็อาศัยอยู่ใน ‘สวรรค์’ บางอย่าง ทั้งที่โลกนี้ยังมี สถานที่ซึ่งแม้ตัวความหวังเองก็ยังเจ็บปวด ดำรงอยู่จริง
แล้วผมก็ได้แต่สงสัยเช่นเดียวกับคุณ, ว่าเซียงหยาง-ยังเก็บรูปภาพใบนั้นไว้อยู่ไหม
และเธอจะเก็บมันไว้เพื่ออะไร?
จากผม
ชาว ‘สวรรค์’ คนหนึ่ง



