ถึง พลัสทรี
สวนสาธารณะใจกลางกรุง,
6 พฤษภาคม 2546
สวัสดีครับ พลัสทรี
คุณคงไม่รู้จักผม ผมเองก็ไม่รู้จักพวกคุณเหมือนกัน แม้ว่าพวกคุณจะเป็น ‘บอยแบนด์’ ที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ในรัฐคะฉิ่น และผมควรจะรู้จักคุณ เหมือนที่คนฝั่งลาวรู้จักเสก โลโซ แต่อะไรบางอย่างกลับบดบังคุณไว้จากผม และอำพรางผมไว้เสียจากคุณ
พวกคุณเป็นนักร้องป๊อบ-คงใช่ อาจเป็นเหตุผลนี้ก็ได้กระมังครับ ที่ทำให้ผมไม่เคยรู้จักคุณมาก่อน ทำไมน่ะเหรอครับ ก็เพราะผมเข็ดขยาดกับคำว่า ‘เพลงป๊อบ’ เสียแล้วน่ะสิครับ วงการเพลงป๊อบของประเทศผม-ไม่ว่าเจ้าของจะเป็นอากู๋หรือเสี่ย ก็ล้วนแต่สร้างความไพบูลย์ฮ้อเฮียให้แต่กับกระเป๋าของตัวเองด้วยรูปแบบการผลิตเชิงอุตสาหกรรมชี้นิ้วสั่ง โดยละเลยความงดงามในการถักทอผลงานแบบปัจเจกที่เกิดขึ้นเองไป ที่สุด ผมก็เลยเลิกฟังเพลงป๊อบไทยอย่างสิ้นเชิง แม้ระยะหลังจะมีเสียงกระซิบบอกมาว่า วงการเพลงป๊อบไทยกระเตื้องตัวเองขึ้น แต่แรงเฉื่อยจากปฏิกิริยาต่อต้านเพลงป๊อบไทยในตัวผมก็ยังอยู่ พานให้ฟังอย่างไรก็ยังไม่เห็นอะไรไพเราะ อาจเหมือนที่ปราชญ์ด้านการวิจารณ์ท่านหนึ่งบอกไว้กระมังครับว่า เพลงไทยนั้นฟังแล้วเหมือน ‘สำรอก’ ออกมา
ไม่ใช่แค่ร้องไม่เพราะเหมือนสำรอกเท่านั้น ทว่าเนื้อหาและโครงสร้างดนตรีก็ยังเหมือนสำรอกออกมาจากอวัยวะส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่สมองและหัวใจอีกด้วย-เพราะซ้ำซากวกเวียน เหมือนสำรอกซ้ำๆ วนๆ จนน้ำดีออกมาขมปี๋
ผมเข็ดหลาบกับป๊อบไทย จนเมื่อไปดุ่มๆ ด้อมๆ อยู่แถวๆ ชายแดนไทย-พม่า และเห็นเพลงป๊อบพม่าวางขายอยู่ ก็พานคิดไปตามสันดานชอบสรุปเหมารวม (อันเป็นสันดานประจำชาติไทยน่ะครับ) ว่าป๊อบพม่าคงเน่าไม่ผิดอะไรกับป๊อบไทย
ผมมารู้จักกับพลัสทรีก็เพราะนิตยสาร ‘สาละวินโพสต์’ ครับ เขานำเรื่องของพวกคุณไปลงไว้ในคอลัมน์สองหน้า อาจเป็นคอลัมน์เล็กๆ แต่ก็ทำให้ผมรู้สึกได้ว่า ในประเทศพม่าที่พวกคุณอาศัยอยู่นั้น บางทีอะไรๆอาจไม่ได้มืดหม่นไปหมดเสียทุกอย่างก็ได้
เขาลงเนื้อเพลงที่พวกคุณเขียนเอาไว้ด้วย เป็นเพลงชื่อขมขื่นว่า Nsin Na Myi Prwi ซึ่งแปลได้ความว่า Tears from the Darkness หรือ ‘น้ำตาจากความมืด’
เนื้อเพลงตอนหนึ่งเขียนไว้ว่า
ในชีวิตลำบากยากแค้นของเธอ
เธอคงไม่อาจต้านทานเรื่องร้ายๆ
ที่ถาโถมเข้ามาดังคลื่นซัด
เหมือนดังที่เราไม่อาจมองเห็นเงาในความมืด
ตัวของเธอเองก็หายเลือนไปในวันวานแล้ว
อย่าร้องไห้ในความมืด
อย่าเสียน้ำตาเลย อย่ามัวจมอยู่ในความมืด
เธอยังต้องตัดสินอนาคตของเธอด้วยตัวเอง
เนื้อเพลงของคุณทำให้ผมต้องนั่งคิดถึงอะไรหลายอย่าง
ในบรรดาสิ่งต่างๆที่ผมคิดนั้น แปลกไหมครับ ที่ผมกลับคิดถึงภาคใต้ของประเทศไทย
ปราชญ์มุสลิมท่านหนึ่งซึ่งผมเคารพรักสุดหัวใจทั้งที่ไม่เคยพบปะพูดคุยกับท่านจริงจัง เคยบอกไว้ว่า จะเข้าใจเรื่องภาคใต้ได้ ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า มุสลิมในประเทศไทยนั้นมีสองประเภท ประเภทหนึ่งคือมุสลิมอย่างมุสลิมในกรุงเทพฯ เป็นมุสลิมที่เดินทางมาจากที่อื่นๆ เช่น ปากีสถาน ตะวันออกกลาง อินเดีย พวกเขาคือมุสลิมที่เดินทางมาหา ‘ความเป็นไทย’ ในประเทศไทย ขณะที่มุสลิมทางภาคใต้นั้น ‘ความเป็นไทย’ ได้เดินทางไปหาพวกเขาเอง
ผมเข้าใจกับพลัสทรีและคะฉิ่นอย่างเดียวกันครับ ผมเข้าใจว่า ‘ความเป็นพม่า’ ก็ได้เดินทางไปหาชาวคะฉิ่นและชนกลุ่มน้อยอื่นๆเอง พวกคุณไม่ได้เดินทางมาหา ‘ความเป็นพม่า’ เพื่อสมาทานยึดถือเอาความเป็นพม่าเข้าสู่ตัวเอง
ด้วยเหตุนี้ กระทั่งเพลง ‘ป๊อบ’ จากวงบอยแบนด์เล็กๆอย่างพลัสทรีของพวกคุณ-จึงเป็นเพลงที่มีเนื้อหานัยส่อให้เห็นอาการ ‘กบฎ’
เป็นกบฏในแบบที่อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรียกว่า ‘กบฏชาวนา’ หรือ Millenarian Movement อันเป็นการตอบโต้ของคนเล็กๆในท้องถิ่นที่มีต่อความเปลี่ยนแปลงจากภายนอกที่กระทบวิถีความเป็นอยู่ของพวกเขาอย่างร้ายกาจ-ความเปลี่ยนแปลงที่ว่า มักมาจากอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ชาวบ้านหรือชาวนาเองก็มักไม่เข้าใจถ่องแท้ถึงกลไกและผลกระทบ อำนาจที่ว่า-ในโลกสมัยใหม่ มักหนีไม่พ้นอำนาจรัฐหรือไม่ก็อำนาจทุน
แต่ในกรณีของพวกคุณ มันคือซากของอำนาจเผด็จการทหาร
ผมรู้มาว่า พวกคุณมีสมาชิกอยู่ด้วยกันสามคน คือ เมียวเล็ท อายุ 21 ปี, ซุทกุน อายุ 24 ปี และบาบา อายุ 28 ปี ทุกคนเกิดในครอบครัวนายทหารคะฉิ่นในเมืองลายซา ซึ่งเป็นพื้นที่หยุดยิงอยู่ติดชายแดนประเทศจีน ทุกคนรักการร้องเพลง รักดนตรี และฝันที่จะทำงานเพลงกันมาตั้งแต่เด็ก
แต่ก็อีกนั่นแหละครับ พวกคุณไม่สามารถฟังเพลงได้อย่างที่ต้องการ เพราะรัฐบาลทหารพม่าห้ามเล่นเพลงป๊อบและเพลงสากลในรายการวิทยุ ห้ามนำเข้าเพลงและนิตยสารเกี่ยวกับดนตรีจากต่างประเทศ รวมทั้งตั้งกองเซนเซอร์ขึ้นมาตรวจสอบเนื้อหาเพลงก่อนอนุญาตให้บันทึกเสียง ทั้งหมดนี้ก็มาจากความเชื่อและมายาคติของรัฐบาลทหารที่ไม่ต้องการให้ประชาชนได้รับอิทธิพลจากตะวันตก ซึ่งอาจจะนำไปสู่วิถีแบบที่เฮนรี เดวิด ธอโร เรียกว่า State Disobedience ได้
แต่พวกคุณก็ช่างแสวงหา เมื่อไม่ได้ฟังเพลงป๊อบตะวันตก พวกคุณก็ข้ามฝั่งไปประเทศจีน ไปซื้อหาเพลงแนวอาร์แอนด์บีมาจากจีน แล้วในที่สุด พวกคุณก็สามารถก่อตั้งวงดนตรีของตัวเองขึ้นมาได้ โดยไปรับจ้างทำงานตัดไม้ในฤดูร้อน เพื่อเก็บเงินไว้เป็นต้นทุนบันทึกเสียง
ผมคิดว่า พวกคุณคงดีใจกันยกใหญ่ ตอนที่เพลงของพวกคุณผ่านกองเซนเซอร์ เพราะพวกคุณไม่ได้สอดใส่เนื้อหาทางการเมืองเอาไว้ในนั้นอย่างชัดเจน แต่ก็อีกนั่นแหละ หากคนอย่างผมได้อ่านเนื้อเพลงของคุณ แล้วคิดฟุ้งซ่านไปได้มากถึงเพียงนี้ เหตุไฉนคนที่ได้รับความกดดันและทุกข์ทนในประเทศคุณ ถึงจะไม่เข้าใจความนัยที่ปรากฏในเนื้อเพลงของพวกคุณเล่า
ผมยอมรับกับพวกคุณตรงๆครับ ว่าผมเคยปล่อยให้น้ำตาหลั่งไหลอยู่ในความมืดเหมือนกัน โดยเฉพาะกับหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองแถวๆนี้ ผมเข้าใจดีครับ ถึงภาวะที่ถูกกดดันโดยเผด็จการ เพราะหลายครั้ง เผด็จการมักไม่รู้ตัวว่าตัวเองเป็นเผด็จการ แต่มักคิดว่าตนคือคนดีที่มาช่วยคนอื่นทำความสะอาดตัวเอง
แต่มนุษย์จำเป็นต้องมีเจตจำนงเสรีใช่ไหมครับ
เหมือนที่คุณบอกไว้ในเนื้อเพลงนั่น-เธอยังต้องตัดสินอนาคตของเธอด้วยตัวเอง
ผมเชื่ออย่างพวกคุณ และเอาใจช่วยให้พวกคุณได้ตัดสินอนาคตของพวกคุณได้เอง-สักวันหนึ่ง
ส่วนอนาคตของผมน่ะหรือครับ-บางทีผมอาจต้องหัวเราะในความมืดแทนการร้องไห้เสียแล้ว
เพราะดูเหมือนความมืดที่มาจากอำนาจทุนอันผสานรวมกับอำนาจรัฐอย่างลงตัว จะไม่ยอมให้พระอาทิตย์ขึ้นสักที
จากผม
‘คนไทย?’ คนหนึ่ง



