Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
mailbox
โตมร ศุขปรีชา


ถึง คุณคนขับรถตู้

บ้าน 534,

22 เมษายน 2547

ถึงคุณคนขับรถตู้,


ผมคิดว่าคุณคงจำผมไม่ได้ แต่ผมจำคุณได้ติดใจทีเดียวครับ

ตั้งแต่นาทีแรกที่ผมพบคุณ ผมอดคิดไม่ได้ว่า คุณคงเป็นคนใจดีและมีเซนส์ในการเดาใบหน้าคนที่ไม่รู้จัก เพราะคุณถือป้ายที่มีชื่อของผม พลางส่งยิ้มให้ผมก่อน ขณะที่ความสับสนอลหม่านในท่าอากาศยานภูเก็ตยังก่อความตาลายให้ผมไม่เสร็จสิ้นจนผมมองไม่เห็นหรอกครับ ว่าคนที่จะมารับผมไปส่งยังโรงแรมที่พักนั้นเป็นใคร

กระทั่งเมื่อผมเห็นรอยยิ้มของคุณ

คุณใส่แว่นกันแดดสีดำ ผมจึงไม่เห็นแววตาของคุณ ผมเห็นแต่รอยย่นที่หางตาและมุมปาก อันแสดงถึงเวลาในชีวิตที่ผ่านมา ผมเข้าใจว่า คุณคงเป็นคนขับรถตู้ที่เชี่ยวชาญ-อย่างน้อยก็เพราะคุณอายุไม่น้อยแล้ว และความไม่น้อยของประสบการณ์ น่าจะช่วยให้ผมปลอดภัยบนท้องถนนของภูเก็ตได้

คุณช่วยยกกระเป๋าให้ผม ผมออกจะละอายอยู่บ้าง ที่กระเป๋าของผมมันเบาโหวง เพราะมาภูเก็ตครั้งนี้ ผมไม่ได้คิดจะหอบผ้าเช็ดตัวลายสวย ชุดว่ายน้ำ เสื้อผ้าทะเล หรืออุปกรณ์เล่นน้ำทะเลต่างๆนานามาเหมือนที่มักเห็นกันในโฆษณาเชิญชวนให้หนีงานไปเที่ยวก่อนกลับไปทำงานหนักงกๆรับใช้โลกแห่งทุนเหมือนเดิม ผมแค่อยากหนีจากโลกใบเก่า และหลงเชื่อตามคำโฆษณาของการท่องเที่ยวแห่งประเทศใคร (ไปชั่วคราว) ว่าภูเก็ตคือพาราไดซ์ เป็นสวรรค์อันมีเสน่ห์ เหมาะสมแก่การพักผ่อนเพื่อปลีกตัวจากโลกยุ่งเหยิงใบเดิม

แต่คุณก็ช่วยดึงผมกลับสู่โลกใบเดิมจนได้

ผมเกลียดภูเก็ต-คุณเริ่มต้นประโยคแรกที่คุยกับผมว่าอย่างนั้น ชวนให้ผมตั้งคำถามต่อไปว่า-ทำไม

คนที่นี่เห็นแต่เงินสำคัญ-คุณตอบ, ไม่จริงหรอก-ผมอดแย้งไม่ได้ เพราะคนภูเก็ตที่ผมเคยรู้จัก (อย่างน้อยก็เป็นคนที่อยู่ในชนชั้นกลางเหมือนผม) หลายคนน่ารัก พาผมไปเลี้ยงข้าว แนะนำให้ผมรู้จักซื้อของกินของใช้ดีๆ พูดคุยบอกเล่ากับผมถึงกิจกรรมเก๋ๆบนชายหาด (ที่ต้องใช้จ่ายปัจจัยไปบ้าง) และเปิดเผยให้ผมฟังถึงช่องทางธุรกิจบางอย่างที่น่าจะทำต่อไปได้บนเกาะแห่งนี้

คุณมองหน้าผม แม้จะนั่งอยู่หลังพวงมาลัย แต่คุณก็ชำเลืองมองมาที่ผมจนผมรู้สึกได้ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ-คุณว่า อย่างเมียผมจะเปิดแผงเย็บผ้าอยู่ริมถนนที่หาดป่าตอง คุณรู้ไหมว่าต้องเสียเงินให้เจ้าของหน้าร้านเดือนละเท่าไหร่, เดือนละเจ็ดพันบาท-คุณบอกตัวเลขโดยไม่รอให้ผมถาม แล้วคุณคิดว่ามันจะคุ้มกันไหม-คุณถามผมต่อ

ผมเลยอดถามคุณไม่ได้ว่า จริงๆแล้วคุณไม่ใช่คนภูเก็ตหรอกหรือ

คุณจำได้ไหมว่าคุณส่ายหน้า แล้วคุณก็บอกว่าภูเก็ต โดยเฉพาะที่หาดป่าตองนั้น แทบจะไม่มีคนภูเก็ตหลงเหลืออยู่แล้ว คนที่ไปกลุ้มรุมมะรุมมะตุ้มนักท่องเที่ยวจนแทบจะเหมือนปล้นนักท่องเที่ยวหน้าโง่ด้วยอาหารและบริการเก๋ๆน่ะ ล้วนแต่มาจากต่างถิ่น

อย่างผมนี่ไง-คุณบอก ผมมาจากโคราช

โคราชไม่เหมือนที่นี่ร้อก-คุณพูดเหมือนประชด มีวี่แววน้อยเนื้อต่ำใจและเดียดฉันท์ชีวิตของตัวเองอยู่ในที

แล้วคุณย้ายมาทำไม-ผมถามคุณอย่างนั้น

คุณนิ่งไปชั่วอึดใจ ก่อนความคับข้องใจจะพรั่งพรูออกมาเป็นคำ ผมถูกกลั่นแกล้ง-คุณว่า คุณรู้มั้ย ผมเคยเป็นตำรวจ ตอนนี้น่ะมันช่วงตกต่ำที่สุดในชีวิตผมเลย แต่ผมไปจับบ่อนกับเพื่อนตำรวจอีกสี่ห้าคน ผมไม่รู้นี่ว่ามันบ่อนใคร คือก็รู้อยู่เหมือนกันนั่นแหละว่าบ่อนนี้น่ะใหญ่ แต่ไม่รู้ลึกๆ ว่าจริงๆ แล้วมันบ่อนนาย

คุณเอ่ยชื่อพลตำรวจโทคนนั้นให้ผมฟัง ผมไม่รู้จักหรอกครับ ตำรวจเมืองไทยมีตั้งเยอะ แต่ก็พยายามท่องชื่อนั้นให้จำขึ้นใจ

ทีนี้จับมาแล้ว ลงบันทึกประจำวันไปแล้ว-คุณเล่าต่อ ถึงมีโทรศัพท์มาบอกให้ปล่อย เราจะปล่อยได้ยังไงล่ะ ทำไมไม่รีบบอกเราแต่เนิ่นๆ เราจะได้รีบปล่อยก่อนลงบันทึกประจำวัน นี่จับมาข้ามคืน เราจะขังเขาไว้โดยไม่ลงบันทึกประจำวันได้ยังไง ก็ต้องลง ก็เสร็จ

เสร็จยังไงครับ-ผมถาม

คุณบอกผมว่า เสร็จของคุณก็คือ หลังจากนั้น แต่ละคนถูกสั่งย้ายสายฟ้าแลบ ไม่ได้ย้ายแค่คนเดียว แต่ทุกคนที่เข้าไปจับบ่อนกับคุณล้วนแต่ถูกสั่งย้ายหมด ทุกคนถูกสั่งย้ายไปอยู่ในที่ทุรกันดารห่างไกลและยากลำบาก แต่พออยู่ได้เดือนสองเดือน คำสั่งย้ายก็มาอีก ให้ย้ายไปอยู่ในที่ใหม่ที่ยิ่งทุรกันดารขึ้น-เหมือนแกล้ง

เป็นอย่างนี้อยู่ห้าครั้ง-คุณบอก แล้วคิดว่าจะให้ผมอยู่เฉยๆ หรือไง ผมทนต่อไปไม่ได้แล้ว ผมก็ต้องมีเกียรติศักดิ์ศรีของผมเหมือนกัน ผมก็เลยลาออก

แล้วก็ย้ายมาภูเก็ตเลยหรือ-ผมถาม

ไม่หรอก-คุณเล่า ผมลาออกก็มาเชือดวัวขาย ตอนนั้นน่ะทำบาปเอาไว้เยอะ ผมว่าบาปกรรมมันคงตามสนองผม เพราะต่อมาไอ้เพื่อนตำรวจมันก็มายืมเงินผมไป แล้วมันก็โกงผมหน้าด้านๆ ผมน่ะหมดเนื้อหมดตัวเลย มันยืมผมไปเป็นแสนแล้วเบี้ยว ตอนนั้นถ้าผมไม่ฆ่ามัน มันก็ต้องฆ่าผม เพราะมีเรื่องกันแรงขนาดเอาด้ามปืนตบหน้ากันมาแล้ว ผมคิดสะระตะดูแล้ว อยู่ไปก็ไม่มีประโยชน์ หนีดีกว่า แล้วผมก็เลยหนีมาที่นี่ จนบัดนี้มันก็ยังไม่ใช้หนี้ผม มานี่แล้วผมไม่รู้จะทำอะไร ก็ต้องตกต่ำมาขับรถอย่างนี้แหละ ชีวิตผมน่ะ ไม่เคยตกต่ำอย่างนี้มาก่อนเลย ผมเบื่อ เหนื่อย ขับรถมาสองปีแล้ว เมื่อไหร่ผมส่งลูกชายผมจบ ผมก็ว่าจะกลับบ้าน อยากพักผ่อน ลูกชายผมมาอยู่นี่ ปีที่แล้วซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์ อยู่ๆ ก็ถูกยิง ไม่รู้เพื่อนมันขี่มอเตอร์ไซค์ไปกวนตีนใครเข้า มันเลยตามมายิง แต่ยิงไม่โดนคนขี่ ดันมาโดนลูกชายผม ต้องนอนโรงพยาบาล หมดเงินไปอีกเป็นแสน ผมน่ะบอกตำรวจเลยว่าให้ปล่อยไอ้เด็กนั่นไปเถอะ ผมบอกมันยิ้มๆเหมือนเมตตามัน แต่ถ้ามันไม่ติดคุก ผมจะตามเช็ดตูดมันเอง นี่ก็รอให้มันออกจากคุกอยู่

ผมนิ่งฟัง-คุณไม่รู้หรอกว่าผมออกจะหวั่นๆในความรุนแรงของคุณอยู่ไม่น้อย แต่แล้วคุณก็พูดต่อ,

ผมว่าคงเป็นเวรกรรมละมั้ง-คุณถอนหายใจ สมัยก่อนน่ะ ผมเคยเป็นตำรวจตระเวนชายแดน ไปอยู่แถวชายแดนเขมร สมัยยี่สิบสามสิบปีก่อน แถวนั้นยังมีค่ายอพยพอยู่ มันมีลักขโมยกันเยอะ ไอ้คนไหนหัวโจกเป็นขี้ขโมยก่อปัญหา พวกทหารเขาก็จะจับมา แล้วก็บอกพวกผมว่าให้เอาไปจัดการที พวกผมก็จะพาพวกมันเดินคุยไปเรื่อยๆตามท้องทุ่งท้องนาอย่างนี้แหละ แล้วพอลับตาคน ก็เอาปืนออกมายิงโป้ง จัดการให้พวกมันหมดปัญหากันไปเลย ผมว่านั่นแหละ ทำให้ผมต้องมาตกต่ำอยู่ทุกวันนี้

คุณจำได้ไหมครับว่าผมกลั้นใจถามคุณไปว่า คุณ ‘ฆ่า’ มาแล้วกี่ศพ

จำไม่ได้หรอก-คุณตอบ คงสักเจ็ดแปดคนมั้ง ตอนนั้นน่ะมันคึกด้วย ยังวัยรุ่นอยู่ เขาบอกให้ทำก็ทำ สนุกดี ถ้าเป็นตอนนี้ก็ไม่ทำแล้วละ ผมถึงได้ตกต่ำที่สุดในชีวิตอย่างนี้ไง หมอดูเขาดูเอาไว้ บอกว่าชีวิตผมน่ะ ช่วงนี้ต้องเป็นยังงี้แหละ นี่ผมก็ยังลำบากอยู่นะ ผมยังผ่อนรถสปอร์ตไรเดอร์ไม่หมด ผมซื้อเอาไว้ ยืมเงินพี่สาวมาดาวน์ เผื่อเวลากลับบ้านจะได้ขับกลับไปให้พ่อแม่พี่น้องเห็น จะได้ไม่รู้ว่าเราลำบากแค่ไหน ผมใช้ขนปลาไปด้วย ซื้อปลาซื้อกุ้งไปทั้งรถ เอาไปเลี้ยงกินกันทั้งหมู่บ้านเลย แต่อยู่นี่ผมใช้มอเตอร์ไซค์ ผมไม่มีเงินหรอก

แล้วทุกวันนี้รายได้เป็นยังไงบ้าง-ผมกลั้นใจครั้งที่สอง ถามถึงเรื่องส่วนตัว เพราะผมไม่ใจนักว่า รายได้ของคุณจะพอกับค่าผ่อนรถ เลี้ยงลูก เช่าบ้าน

ผมได้น้อย-คุณบอก คนที่นี่มันงก เจ้าของโรงแรมมันก็งก มันเห็นแก่เงินกันทั้งนั้น ผมได้เดือนละสี่พันบาท ถ้าทำโอทีก็ได้อีกชั่วโมงละยี่สิบบาทเท่านั้นเอง แต่ผมได้ทิปนะ เวลามารับคนที่สนามบิน เขาก็ทิปผมกันทุกคน บางคนทิปเป็นร้อยก็มี

คุณทิ้งท้ายไว้กับผมว่า-อย่างวันนี้ ผมก็ลำบาก มารับคุณคนเดียว เที่ยวบินคุณไม่เหมือนคนอื่นเขา ผมก็คงได้ทิปจากคุณคนเดียวเท่านั้น

คุณรู้ไหม คุณช่วยดึงผมกลับมาสู่โลกใบเดิม-ใบเดียวกับคุณ ตั้งแต่นาทีแรกที่ผมอยากระเริงไปกับสวรรค์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศใครนั่นทีเดียว…ผมจึงอยากขอบคุณคุณน่ะครับ


จากผม

ผู้โดยสารช่างซัก



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter