คดี กฟผ.
-๑.-
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขออะไร?
มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นำโดยนางรสนา โตสิตระกูล ได้ยื่นฟ้องต่อศาลปกครองให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘
ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง มาตรา ๑๑ (๒) กำหนดให้การขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาต้องยื่นฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุดโดยตรง
ต่อประเด็นดังกล่าว ผมไม่เห็นด้วยเท่าไรที่กฎหมายไปกำหนดให้คดีขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาไปศาลปกครองสูงสุดโดยมิต้องผ่านศาลปกครองชั้นต้น เพราะศาลปกครองสูงสุดเป็นศาลสุดท้ายที่พิพากษาเสร็จเด็ดขาด เมื่อให้ฟ้องตรงต่อศาลปกครองสูงสุดเลยก็เท่ากับว่าศาลปกครองสูงสุดเป็นศาลชั้นแรกและชั้นสุดท้ายในเวลาเดียวกัน และไม่มีศาลใดจะทบทวนคำพิพากษาในกรณีนี้ได้อีก (ดูความเห็นทำนองเดียวกันกับผมได้ที่วิทยานิพนธ์ของคุณนรินทร์ อิธิสาร นิติศาสตรมหาบัณฑิต มธ.)
นอกจากคำฟ้องหลักแล้ว มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยังได้ขอวิธีการชั่วคราวต่อศาลไปด้วยว่าระหว่างที่ศาลยังไม่ได้พิพากษาขอให้ศาลสั่งในสองประเด็น ดังนี้
หนึ่ง ทุเลาการบังคับการตามพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ และพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘
สอง กำหนดมาตรการชั่วคราวที่ให้หยุดการดำเนินการใดๆในการกำหนดจองหุ้น กฟผ. ในตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ ๑๖–๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งพิพากษาหรือคำสั่งใดๆ
กล่าวสำหรับวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในคดีปกครองตามระบบกฎหมายไทย มี ๒ ประเภทหลักๆ
ประเภทแรก การทุเลาการบังคับการตามกฎหรือคำสั่งทางปกครอง
ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๗๒ วรรคสามกำหนดเงื่อนไขในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งไว้ ๓ ข้อ ได้แก่
หนึ่ง กฎหรือคำสั่งน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สอง การให้กฎหรือคำสั่งมีผลต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนยากแก่การเยียวยาในภายหลัง
และสาม การทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ
ประเภทที่สอง การบรรเทาทุกข์ชั่วคราว
ระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อ ๗๗ กำหนดให้นำความในลักษณะ ๑ ของภาค ๔ แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับกับหลักเกณฑ์ในการพิจารณาคำขอและเงื่อนไขในการออกคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวโดยอนุโลม
จะเห็นได้ว่ากฎหมายไม่ได้กำหนดเงื่อนไขของการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวไว้อย่างละเอียดนัก หากให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลม และขึ้นกับดุลพินิจของศาลเป็นกรณีๆไป
ต้องไม่ลืมว่าการนำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้โดยอนุโลมนั้น ในบางกรณีก็ไม่เหมาะสมกับคดีปกครอง จึงน่าคิดว่าสมควรปรับปรุงกฎหมายในส่วนของการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวหรือไม่ เพื่อให้มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เป็นการเฉพาะสำหรับคดีปกครอง
-๒.-
ศาลสั่งอะไร?
สมควรทำความเข้าใจในเบื้องต้นก่อนว่า กรณีที่ศาลสั่งในวันที่ ๑๕ พ.ย. ที่ผ่านมา เป็น “คำสั่งของศาลปกครองสูงสุด” หาใช่ “คำพิพากษา” ไม่ ที่ต้องกล่าวให้ชัดเช่นนี้ ก็เพราะ “คำสั่งของศาล” แตกต่างกับ “คำพิพากษา” กล่าวคือ “คำสั่งของศาล” เป็นการพิจารณาในเบื้องต้นก่อนเข้าไปพิจารณาในเนื้อหาของคดี เช่น คำสั่งที่เป็นการพิจารณาในส่วนของการรับฟ้อง คำสั่งที่เป็นการพิจารณาในส่วนวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษา คำสั่งรวมคดี ให้ร้องสอด จำหน่ายคดี ให้ถอนฟ้อง ฯลฯ ส่วน “คำพิพากษา” เป็นการตัดสินในเนื้อหาของคดี เช่น พิพากษาเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง พิพากษาให้ฝ่ายปกครองชดใช้ค่าเสียหาย พิพากษายกฟ้อง เป็นต้น
ดังนั้น ที่สื่อมวลชนจำนวนหนึ่งพาดหัวทำนองว่าศาลปกครองสูงสุดพิพากษาให้ยุติการขายหุ้น กฟผ. จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
หลังจากพิจารณาเงื่อนไขการฟ้องคดีแล้ว (มี ๔ ข้อ ได้แก่ ผู้ฟ้องต้องมีส่วนได้เสียในเรื่องที่ฟ้อง ฟ้องภายในระยะเวลา คำฟ้องเป็นไปตามแบบ และผู้ฟ้องได้อุทธรณ์ภายในฝ่ายปกครองเรียบร้อยแล้ว) ศาลปกครองสูงสุดก็มีคำสั่งรับคำฟ้องของมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเข้าสู่กระบวนพิจารณา
บังเอิญว่ามูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอวิธีการชั่วคราวมาด้วย ศาลปกครองสูงสุดก็ต้องพิจารณาในเบื้องต้นก่อนว่าจะให้ตามที่ขอมาหรือไม่
ต่อคำขอข้อแรก มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอทุเลาการบังคับการตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ
ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า “การพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ ดังกล่าวเป็นประเด็นหลักแห่งคดีที่ศาลต้องพิจารณาพิพากษา อีกทั้งมีขั้นตอนที่ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการต่อไปตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับดังกล่าว หากให้ระงับการบังคับใช้พระราชกฤษฎีกาดังกล่าวจะทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป และเกิดปัญหาแก่การบริหารงานของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน)”
จึงวินิจฉัยให้ยกคำขอ
เมื่อพิจารณาเหตุผลที่ศาลให้ไว้ ศาลมองว่าการขอทุเลาการบังคับการตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับยังไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อ ๗๒ วรรคสามแห่งระเบียบของที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. ๒๕๔๓ นั่นเอง
ต่อคำขอข้อที่สอง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอให้ศาลบรรเทาทุกข์ชั่วคราวด้วยการสั่งให้หยุดการดำเนินการใดๆในการกำหนดจองหุ้น กฟผ. ในตลาดหลักทรัพย์ ระหว่างวันที่ ๑๖–๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๘ ไว้ชั่วคราว
ศาลปกครองสูงสุดได้วางเงื่อนไขในการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวไว้ว่า “การที่ศาลปกครองจะกำหนดมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา จะต้องเป็นกรณีที่ศาลเห็นว่าคำฟ้องมีมูลและมีเหตุผลเพียงพอที่จะนำวิธีการคุ้มครองตามคำขอมาใช้ เนื่องจากผู้ถูกฟ้องคดีตั้งใจกระทำต่อไปซึ่งการกระทำที่ถูกฟ้องร้อง โดยผู้ฟ้องคดีจะได้รับความเดือดร้อนเสียหายเนื่องจากการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดี หรือมีเหตุจำเป็นอื่นใดตามที่ศาลเห็นเป็นการยุติธรรมและสมควร และต้องคำนึงถึงความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐประกอบด้วย”
เมื่อพิจารณาจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ ศาลเห็นว่า “โดยที่คดีมีมูลและมีเหตุที่ศาลจะรับไว้พิจารณาได้ และบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) กำลังดำเนินการเพื่อเสนอขายหุ้นให้แก่เอกชน โดยกำหนดให้ประชาชนจองซื้อหุ้นในวันที่ 16 ถึงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2548 หากให้มีการดำเนินการดังกล่าวและในภายหลังหากศาลพิพากษาให้เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิ และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ.2548 ย่อมทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้างแก่ประชาชนที่จองซื้อหุ้นซึ่งมีเป็นจำนวนมาก และยังมีผลกระทบต่อบุคคลและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการดังกล่าวด้วย แต่การให้ระงับการดำเนินการเพื่อเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนไว้ก่อนศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดคดีนั้น ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินบริการสาธารณะของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) เนื่องจากแม้ไม่มีการเสนอขายหรือขายหุ้นให้แก่ประชาชนในขณะนี้ บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ก็ยังคงดำเนินการบริการสาธารณะต่อไปได้”
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยกเหตุผลโต้แย้งรวม ๓ ข้อ ดังนี้
หนึ่ง การระงับการเสนอขายหรือขายหุ้นจะมีผลกระทบต่อนโยบายของรัฐบาลนั้น ศาลมองว่า “การให้ระงับการเสนอขายหรือขายหุ้นไม่ได้มีผลกระทบต่อการแปรรูปการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแต่อย่างใด”
สอง การระงับการเสนอขายหรือขายหุ้นจะทำให้บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ขาดเงินทุนที่จะขยายการให้บริการแก่ประชาชนนั้น ศาลมองว่า “ไม่ปรากฏว่าเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องดำเนินการโดยรีบด่วน หรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อการจัดทำบริการสาธารณะ”
สาม การระงับการเสนอขายหรือขายหุ้นจะก่อให้เกิดการขาดความน่าเชื่อถือจากผู้ที่จะลงทุนซื้อหุ้น ศาลเห็นว่า “การระงับการเสนอขายหรือการดำเนินการใดๆ เพื่อขายหุ้นเกิดจากการที่ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา มิใช่เกิดจากการดำเนินกิจการของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) จึงไม่น่าจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน”
จึงวินิจฉัยให้มีคำสั่งระงับการดำเนินการเพื่อเสนอขายหรือดำเนินการเพื่อเสนอขายหรือดำเนินการใดๆ เกี่ยวกับการขายหุ้นไว้ก่อนจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
สมควรทำความเข้าใจปิดท้ายว่า กรณีที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ ๑๕ พ.ย. ให้ระงับการกระจายหุ้น กฟผ. เข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น เป็นเพียงมาตรการบรรเทาทุกข์ชั่วคราวที่ศาลให้แก่ผู้ฟ้องคดีเท่านั้น หาใช่คำพิพากษาที่มีผลผูกพันเป็นการถาวรไม่ หากในท้ายที่สุดศาลมีคำพิพากษาไม่ว่าจะเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับหรือไม่ก็ตาม การระงับการกระจายหุ้นก็เป็นอันยุติ
-๓.-
แนวโน้มต่อไปจะเป็นอย่างไร?
ภาพข่าวที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคไชโยโห่ร้อง ผมเห็นแล้วก็ทั้งดีใจและเสียใจ ดีใจที่เห็นความพยายามต่อสู้ของเอ็นจีโอเมืองไทยที่ใช้อาวุธทางกฎหมายที่มีอยู่ เสียใจที่เกรงว่าความพยายามครั้งนี้อาจไม่สัมฤทธิ์ผลตามที่ตั้งใจไว้
เหตุใดผมจึงกล่าวเช่นนี้
คงไม่ปฏิเสธกันว่า เป้าหมายสุดท้ายของเอ็นจีโอ คือ ไม่ต้องการเห็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในหมวดสาธารณูปโภคหรือพลังงาน หรือให้เบากว่านั้น คือ ไม่ต้องการเห็นการแปรรูปรัฐวิสาหกิจในหมวดสาธารณูปโภคหรือพลังงานตามแนวทางที่รัฐบาลกำลังทำอยู่
เมื่อนำเป้าหมายดังกล่าวมาคำนวณกับกระบวนการทางกฎหมายที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคดำเนินอยู่ มีแนวโน้มว่าอาจไม่เข้าเป้าตามที่ตั้งใจ
ตามคำฟ้อง มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาสองฉบับ ศาลปกครองสูงสุดก็มีอำนาจพิพากษาได้สองทางเท่านั้น คือ เพิกถอนตามที่ผู้ฟ้องขอมา หรือ ยกฟ้อง หามีอำนาจพิพากษาให้รัฐบาลล้มการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ประการใด
ต้องไม่ลืมว่า หลักกฎหมายวิธีพิจารณาความ ที่เรียกในภาษาละตินว่า “ultra petita” คือ ศาลพิพากษาให้ได้ตามที่ขอ ศาลไม่อาจพิพากษาเกินกว่าที่ผู้ฟ้องขอมาได้ เรียกได้ว่า ผู้ฟ้องขอมา ๑ ๒ ๓ ๔ ศาลก็ให้ได้แค่ ๑ ๒ ๓ ๔ จะให้ต่อถึง ๕ ๖ ๗ ๘ ไม่ได้ แม้ศาลจะปรารถนาดีอยากให้เพียงใดก็ตาม
เช่นนี้แล้ว การยุติการแปรรูป กฟผ. อันเป็นเป้าหลักที่เอ็นจีโอต้องการ ในท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดคงไม่อาจสั่งให้ได้
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาถึงเนื้อหาสาระในพระราชกฤษฎีกาสองฉบับที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคขอเพิกถอน พบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวพันในสาระสำคัญของนโยบายการแปรรูป กฟผ. แต่อย่างใด กล่าวคือ พระราชกฤษฎีกากำหนดอำนาจ สิทธิประโยชน์และประโยชน์ของบริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๘ เป็นเพียงกฎหมายที่กำหนดสิทธิพิเศษให้แก่บริษัท กฟผ. จำกัด (มหาชน) ในการดำเนินกิจการไฟฟ้า เช่น การติดตั้งเสาไฟฟ้า การเดินสายไฟฟ้า ฯลฯ ส่วนพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘ ก็เป็นเพียงการยกเลิก พ.ร.บ.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยเท่านั้น
เรียกได้ว่า แม้ศาลปกครองสูงสุดจะพิพากษาเพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับ ก็ไม่ได้เป็นการหยุดหรือเหนี่ยวรั้งกระบวนการแปรรูป กฟผ. ของรัฐบาลแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผมยังเห็นเลยไปถึงขนาดว่า ในท้ายที่สุดศาลปกครองสูงสุดอาจไม่เพิกถอนพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับก็เป็นได้ ด้วยเหตุผลสองประการ
ประการแรก พิจารณาจากการที่ศาลไม่ทุเลาการบังคับการตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับไว้เป็นการชั่วคราว
อย่างที่กล่าวไปแล้ว ศาลจะทุเลาการบังคับตามพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับเมื่อศาลเห็นว่าพระราชกฤษฎีกานั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและการให้พระราชกฤษฎีกานั้นมีผลต่อไปจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงจนยากแก่การเยียวยาในภายหลัง ตลอดจนการทุเลาการบังคับตามพระราชกฤษฎีกานั้นไม่เป็นอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือบริการสาธารณะ
จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งที่ศาลจะทุเลาการบังคับให้ คือ ศาลต้องเห็นว่าพระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายจึงจะทุเลาการบังคับให้ เมื่อศาลไม่ทุเลาให้ ก็อาจมองในมุมกลับได้ว่า พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับน่าจะชอบด้วยกฎหมาย
จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในท้ายที่สุดศาลจะพิจารณาว่า พระราชกฤษฎีกาทั้งสองฉบับชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษายกฟ้อง
ประการที่สอง พิจารณาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕๐/๒๕๔๒
ในส่วนของพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘ นั้นได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒๘ แห่ง พ.ร.บ.ทุนรัฐวิสหากิจ พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งบัญญัติว่า “ในกรณีที่มีมติคณะรัฐมนตรียุบเลิกรัฐวิสาหกิจใด ให้ถือว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นเป็นอันยกเลิกตามเงื่อนเวลาที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นเพื่อการนั้น”
บทบัญญัติในมาตรา ๒๘ ดังกล่าว หมายความว่า ถ้ารัฐบาลต้องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดก็ให้มีมติ ครม. ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจนั้น แล้วให้ตราพระราชกฤษฎีกาเพื่อยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้น กรณี กฟผ. รัฐบาลมีมติ ครม. ยุบเลิก กฟผ. และออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อยกเลิก พ.ร.บ.จัดตั้งกฟผ.ที่มีอยู่เดิมทั้งหลาย
ความข้อนี้ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคเห็นว่าการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘ เพื่อยกเลิก พ.ร.บ.จัดตั้ง กฟผ. นั้นน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะ กฎหมายในระดับพระราชบัญญัติมีลำดับศักดิ์สูงกว่าพระราชกฤษฎีกา การยกเลิกพระราชบัญญัติจึงต้องกระทำโดยพระราชบัญญัติเท่านั้น จะยกเลิกโดยพระราชกฤษฎีกาไม่ได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้น ศาลรัฐธรรมนูญเคยวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของบทบัญญัตในมาตรา ๒๘ นี้มาแล้วว่า “การที่มาตรา ๒๘ บัญญัติให้ใน กรณีที่มีมติคณะรัฐมนตรียุบเลิกรัฐวิสาหกิจใด ให้ถือว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเป็นอันยกเลิกไปนั้น มิได้หมายความว่ากฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจนั้นถูกยกเลิกโดยมติคณะรัฐมนตรี แต่หมายถึงมติคณะรัฐมนตรีที่ให้ ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจใดเป็นเพียงเงื่อนไข ส่วนการยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจต้องเป็นไปตามเวลาที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นเพื่อการนั้นซึ่งเป็นเงื่อนเวลา และเมื่อต้องด้วยเงื่อนไขและเงื่อนเวลาครบทั้งสองประการแล้ว กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจจึงถูกยกเลิกโดยร่างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ฯ มาตรา ๒๘ นี้เมื่อการยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจที่เป็นพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดหรือประกาศของคณะปฏิวัติ ได้ดำเนินการโดยร่างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ฯ ที่มีผลบังคับใช้เป็นกฎหมายแล้ว ก็จะเป็นการยกเลิกโดยกฎหมายที่มีลำดับชั้นของกฎหมายเดียวกัน อนึ่ง การที่มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง กำหนดให้มติคณะ รัฐมนตรีที่ให้ยุบเลิกรัฐวิสาหกิจเป็นเงื่อนไขและพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเป็นเงื่อนเวลา เพื่อให้ มาตรา ๒๘ มีผลเป็นการยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ นั้น ร่างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ฯ ดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ในการยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจเป็นการทั่วไป โดยให้อำนาจในส่วนที่เป็น เงื่อนไขและเงื่อนเวลาของการให้กฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจแต่ละฉบับยกเลิกเมื่อใดไปให้คณะรัฐมนตรีเพื่อให้คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารที่ต้องบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อ รัฐสภาพิจารณามีมติในเรื่องนี้เมื่อเห็นว่าได้มีการดำเนินการครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ของร่างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ฯ และไม่มีกรณีใดที่รัฐวิสาหกิจเดิมจะต้องดำเนินการต่อไปแล้ว โดยจะต้องตราเป็นพระราชกฤษฎีกาและรายงานต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาตามร่างพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจ ฯ จึงเห็นว่า ข้อความในมาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง ไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ”
พูดง่ายๆ ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า ตัวพ.ร.บ.ทุนรัฐวิสหากิจ พ.ศ.๒๕๔๒ ยกเลิกกฎหมายจัดตั้งรัฐวิสาหกิจทั้งหลายแล้ว แต่จะยกเลิกเมื่อไรนั้นให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา
ต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕๐/๒๕๔๒ ผมเองก็ไม่เห็นด้วยเท่าไรนัก แต่จากการสำรวจระบบกฎหมายต่างประเทศ “ทริค” ทางกฎหมายทำนองนี้กำลังนิยมในหลายๆประเทศ ที่ฝรั่งเศสเองก็ใช้ “ทริค” นี้เช่นกัน
กล่าวได้ว่าทิศทางของโลกต่อไปในอนาคต ความสำคัญของรัฐสภาจะค่อยๆเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ
เมื่อพิจารณากับคดีนี้ หากศาลปกครองสูงสุดเดินตามแนวคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ ๕๐/๒๕๔๒ ศาลปกครองสูงสุดก็น่าจะไม่เพิกถอนพระราชกฤษฎีกากำหนดเงื่อนเวลายกเลิกกฎหมายว่าด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๔๘ ตามเหตุผลที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคยกมา
.........
แม้ว่าผลสุดท้ายองค์กรเอกชนจะไม่อาจต้านทานการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ หรือกล่าวให้ถึงที่สุดไม่อาจต้านกระแสทุนิยมในยุคโลกาภิวัตน์ภายใต้ฉันทามติวอชิงตัน แต่อย่างน้อยกรณีการต่อสู้ของมูลนิธิผู้บริโภคก็เป็นนิมิตหมายที่ดี อันแสดงให้เห็นถึงพลังขององค์กรเอกชนในการใช้อาวุธทางกฎหมาย และนำบทเรียนเหล่านี้ไปปรับยุทธวิธีการต่อสู้ต่อไป
การสู้แล้วแพ้ย่อมดีกว่าการยอมจำนน



