Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ด้วยเหตุด้วยผล
อติรุจ ตันบุญเจริญ


โกร๋นบาร์เบอร์

“ช่างทำรุนแรงเหลือเกิน เกินใจของคนจะทนนนนนนนนน…” เสียงร้องโหยหวน เหมือนสุนัขปัสสาวะรดสังกะสี ของหนุ่มใหญ่เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ ดังขึ้น ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ เล่นเอาร้อยเวรที่ประจำการแทบสำรอกของเก่าเมื่อเย็นออกมา

หลังจากที่เสียงโหยหวนนั้นสงบลง ร้อยเวรก็เริ่มสอบถามความเป็นมาของการเดินต้อยๆมาครวญเพลงทำลายโสตประสาทของตำรวจและบรรดาประชาชีตาดำๆบนโรงพัก ได้ความว่าเสี่ยเจ้าของอู่รถยนต์ นาม “ฟูเจริญยนต์” ที่ตอนนี้อาจต้องเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “โล้นเจริญยนต์” เพื่อให้เข้ากับทรงผมทิดสึกใหม่ ได้เข้าไปใช้บริการร้านตัดผมที่ได้ฝากกบาลไว้เป็นประจำเป็นเวลากว่าสี่ปีเข้าให้แล้ว พร้อมกับพูดเล่นกับเพื่อนเจ้าของร้านและเป็นช่างประจำตัว ทำนองว่าโกนหัวให้หน่อย ซึ่งเจ้าตัวคงไม่คิดว่าอีตาช่างจะจัดการอุปสมบทโดยไม่มีการแห่ และเข้าโบสถ์ห่มผ้าเหลืองแต่อย่างใด ด้วยความเพลีย เมื่อนั่งเก้าอี้ตัดผมแล้ว ไม่นานก็ขอตัวไปเฝ้าพระอินทร์ ครั้นตื่นลืมตาขึ้นมาอีกที แทนที่จะได้เห็นทรงผมสุดเดิ้นกลับได้เห็นทรงทิดสึกใหม่

เมื่อขยี้ตา แล้วแน่ใจว่าเป็นเงาของตัวนั่นเองที่อยู่ในกระจก ไม่ใช่เกจิวัดไหน อารมณ์เดือดก็พลุ่งพล่าน ประหนึ่งเด็กหนุ่มกลัดมันวัยสิบแปด

เมื่อเจ้าของร้านโกร๋นบาร์เบอร์ ได้ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของลูกค้าขาประจำ จึงระลึกได้ว่า ตัวเองประเคนผิดทรงให้หนุ่มใหญ่ ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา โดยเจ้าตัวบอกว่า ขำตัวเองเพราะดันตัดผิดทรง แต่หนุ่มใหญ่ผู้ได้ทรงผมใหม่ กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะไอ้เสียงหัวเราะพร้อมละอองฟองน้ำลาย ได้ฟุ้งกระจาย ฉาบหัวเหม่งของแกจนเป็นคราบเงามัน ยิ่งเหมือนกับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่สุมในอกและลามขึ้นหัวของหนุ่มใหญ่ จนถึงกับกล่าวอาฆาตและแสดงเจตนาจะเอาเรื่องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด

แล้วแกก็หอบเอาความแค้น พร้อมมือกุมหัวอันโล่งเตียน เดินขึ้นมาแจ้งความที่โรงพักนี่แหละ

ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คดีเล็กๆ ทำนองสัพเพเหระ หรือ “มโนสาเร่” นี้ จะขโมยซีนข่าวใหญ่ทั้งข่าวศึกหมอเจ็บในกระทรวงสาธารณะสุข ฆ่ารายวันในสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือแม้แต่การผุดมาตรการประชานิยมในนาม “มาตรการชักดาบแห่งชาติ” ที่มีแนวคิดจะให้ลูกหนี้สามารถยื่นขอให้ตัวเองล้มละลายได้ และสามารถปลดจากการล้มละลายด้วยระยะเวลาอันแสนสั้นเพียงปีเดียว ทำเอาเจ้าหนี้ผู้ที่เป็นยอดหญ้าอกสั่นขวัญหายกันทั่วหน้า ของท่านผู้นำและกุนซือรายล้อมผู้มีสมองอันแสนบรรเจิดทำนอง “คิดไปได้” และ “ทำไปได้”

ลองมามองปรากฏการณ์นี้ผ่านแว่นแห่งกฎหมายกันสนุกๆดีกว่าครับ ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายอย่างไรได้บ้าง แต่ทั้งนี้ผมขอแสดงจุดยืนก่อนนะครับว่า ไม่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินคดีเป็นเรื่องเป็นราวกันจนถึงโรงถึงศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แม้จะมีผู้ชนะตามคำพิพากษา แต่แท้จริงแล้ว แพ้ทั้งสองฝ่ายแหละครับ สูญเสียทั้งเวลา สูญเสียทั้งความสัมพันธ์อันดี สูญเสียเงินทองและความรู้สึก

กว่าคนเราจะได้ร้านตัดผมพร้อมทั้งช่างตัดผมที่รู้ใจจนกระทั่งฝากฝังกบาลให้อยู่ในความดูแลได้เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ

ผมเฝ้าตระเวน ตัดร้านนั้นร้านนี้มาก็ยังไม่เคยคิดจะฝากกบาลไว้ที่ร้านไหนจริงจัง เพราะยังไม่มีร้านไหนตัดผมได้อย่าง “โดนใจ” ในราคาที่ “ยอมรับได้“ สักที

ดังนั้นเมื่อคุณเจอร้านในดวงใจ ร้านที่คุณจะฝากชีวิต ฝากราศี ฝากกบาลไว้ได้ จงอย่าปล่อยให้หลุดมือไปครับ จงอย่าลืมว่า หากเป็นการแพ้เพราะไม่ได้ลงแข่ง มันน่าเสียดาย…น่าเสียยยยย ดายยยยย

เรื่องราวในตอนนี้ของผม จึงมีเจตนาแค่เพียงจะลองนำเอาเกร็ดหรือแง่มุมในทางกฎหมาย มาปรับเข้ากับเรื่องราวดังกล่าว ไว้เตือนใจใครหลายคนที่อาจเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหละครับที่เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ทำความสัมพันธ์ร้าวรอนมาแล้วมากต่อมาก

ในทางกฎหมายเราสามารถแบ่งข้อพิพาทจากเรื่องราวดังกล่าวได้ออกเป็นสองเส้นทางใหญ่ๆครับ นั่นคือ ทางแพ่งและทางอาญา

ทางแพ่งนั้น แน่นอนครับ การไปจ้างเขาตัดผมนั่นถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ถ้าจะว่าไปแล้วก็น่าจะปรับได้กับ “สัญญาจ้างทำของ” โดยที่ผู้ว่าจ้างมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของผลงานเป็นหลัก ซึ่งมันต้องอาศัยฝีมือ และความไว้ใจของผู้รับจ้างด้วยในระดับหนึ่ง

สัญญาเกิดหรือยังครับ ? เกิดนานแล้วครับ มันเกิดตั้งแต่เมื่อพี่คนโชคร้าย เดินก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ทำท่าเตรียมพร้อมจะขึ้นเขียงให้ช่างละเลงกรรไกรและแบตตาเลี่ยนบนกบาลนั่นแหละครับ (ถือว่ามีการเสนอสนองต้องตรงกันแล้ว แม้จะยังไม่มีการเอื้อนเอ่ยวาจาอะไร เพราะหากดูถึงเจตนาในการก้าวเท้าเข้าไปนั่งบน “เก้าอี้ตัดผม” แล้วยังเป็นลูกค้าประจำกัน เมื่อช่างตัดผมเริ่มลงมือสนองตอบคำกิริยาอันเป็นคำเสนอนั้นแล้ว สัญญาก็เกิดแล้วล่ะครับ)

คราวนี้จะถือว่า อีตาบาร์เบอร์เซ่อซ่าคนนี้ทำผิดสัญญาหรือไม่? อันนี้ก็ต้องแปลความสัญญา หรือแปลความเจตนากันหน่อย สัญญาจะตีความอย่างไร ก็ควรต้องเคารพเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลักครับ เพราะเขามีสุภาษิตกฎหมาย กล่าวไว้ว่า “สัญญานั้นถือได้ว่าเป็นกฎหมายของคู่สัญญา” มันศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายอีกขอรับ

เพราะหากตัดสินตามกฎหมายอย่างเถรตรง แต่มันขัดต่อทั้งเจตนาของคู่สัญญาทั้งสอง มันจะมีประโยชน์อันใดเล่าครับ เมื่อคู่สัญญาเขาประสงค์จะเรียกปลาวาฬว่าปลาทู แล้วทำสัญญาซื้อขายปลาทูที่เป็นปลาวาฬกัน ศาลก็คงจะไปพิพากษาให้การส่งมอบปลาวาฬที่ไม่ใช่ปลาทูนั้นผิดสัญญาไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อเขาเข้าใจตรงกันว่า ไอ้ที่เรียกว่าปลาทูน่ะ หมายถึงปลาวาฬแล้วเขาก็ค้าขายอย่างนี้กันมาหลายสิบปีแล้ว

ทำนองเดียวกันครับ สำหรับความเห็นส่วนตัวผม ผมมองว่าการที่ช่างตัดผมในข่าว จับมีดโกนไปกระซวกผมบนหนังศรีษะของลูกค้า โดยอาศัยแค่เพียงพฤติการณ์ที่ลูกค้าตะโกนถามว่า “เฮ้ย โกนหัวนี่คิดเท่าไหร่” แค่นั้น ไม่น่าจะพอนะครับ ถ้าเราลองพิจารณาจากการที่เขาตัดกันมาตั้งสี่ปีแล้ว ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยครั้งแล้ว และตัดทรงเดิมกันมาตลอด การที่อยู่ๆจะเปลี่ยนทรง และที่สำคัญ ทรงที่เปลี่ยนนี่ธรรมดาที่ไหนครับ

พ่อคุณเล่นจะโกนกันเลย ในวัยที่ปาเข้าไปจะห้าสิบแล้วเนี่ย ครั้นคิดว่าต้องการให้ละม้ายคล้ายคุณลุง กรุง ศิวิไล ก็ไม่น่าจะคิดไปได้ขนาดนั้น

ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ช่างตัดผมก็ควรจะต้องไต่ถาม สืบสวนทวนความให้ได้ความสัจความจริงอันเที่ยงแท้แน่นอนกันก่อน ว่า “เฮ้ย เอาจริงนะ” เพื่อให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนั้นหากพิจารณาประกอบกับการที่ หนุ่มใหญ่ลูกค้าได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัดผม และลั่นวาจาว่า “งั้นเหมือนเดิม” ก็น่าจะเป็นที่รู้กันแล้วล่ะครับว่า ต้องการทรง ร.ด. ที่ตามข่าวเรียกว่าทรง “รองหวี” เหมือนเดิม ไม่ใช่ทิดเพิ่งสึกอย่างนี้

ดังนั้นผมเห็นว่าการกระทำของช่างตัดผมรายนี้ เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างทำของ (จ้างตัดผม) ซึ่งฝ่ายผิดสัญญาจำต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาให้แก่ฝ่ายผู้ว่าจ้าง

แต่จะคิดค่าเสียหายกันอย่างไร อันนี้จนด้วยเกล้าครับ จะไปให้เข้าร้านสเวนสันแฮร์เซ็นเตอร์เพื่อปลูกผมใหม่ ก็คงเกินไป ไม่แน่เจ้าของร้านตัดผมอาจจะเถียงได้ว่า “นี่อั๊วโกนให้ดีซะอีก ลื้อไม่ต้องตัดอีกตั้งหลายเดือน” (ผมว่าไม่ใช่แค่หลายเดือนหรอกครับ มีหวังมันเขาไม่เหยียบเข้าร้านแกทั้งชาติครับทำกันอย่างนี้)

นอกจากเรื่องผิดสัญญานั่นแล้ว อีกมูลหนึ่งที่หนุ่มใหญ่โชคร้าย พอจะเรียกร้องค่าเสียหายจากการนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่อง “ละเมิด” หลายคนมองว่า เรื่องละเมิดกับสัญญาเป็นคนละเรื่องกัน แต่แท้จริงมันเป็นเรื่องเดียวกันได้ครับ ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะฟ้องได้ทั้งสองมูล ถ้าเข้าเงื่อนไขและองค์ประกอบของกฎหมายทั้งเรื่องผิดสัญญาและเรื่องละเมิด แล้วก็สามารถเลือกฟ้องมูลในมูลที่ให้ประโยชน์แก่ผู้เสียหายมากที่สุดครับ ผมไปเจอคำพิพากษาบางฉบับศาลท่านเลือกให้เองเลยก็มีนะครับ

งานนี้ผมว่าเรียกมูลละเมิดน่าจะมีประโยชน์กว่า

อย่างที่ผมว่าไว้ข้างต้นครับ การคำนวณ หรือเรียกร้องความเสียหายในฐานของสัญญาค่อนข้างจะลำบาก เพราะจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขนี่ไม่รู้จะเอาฐานไหนมาวัด แต่ถ้าเป็นละเมิดล่ะ

กฎหมายเขากำหนดให้ การคำนวณค่าเสียหายนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ “พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด” อันนี้เป็นหลักการกว้างๆทั่วไปครับ แล้วแต่ดุลพินิจท่านเปา ซึ่งค่อนข้างกว้าง สามารถปรับได้อย่างยืดหยุ่น

นอกจากนั้น กรณีความเสียหายเกิดต่อร่างกาย ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน อีกก็ได้ครับ อะไรล่ะที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็เอาเป็นพวกเงินค่าทำขวัญทั้งหลายแหล่นั่นแหล่ะครับ กรณีนี้ก็ทำให้ศาลท่านใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายได้อีกทางหนึ่งด้วย

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่เกินสมควรจนกลายเป็น “การแสวงหากำไร” จากการถูกทำละเมิดนะครับ มิฉะนั้นเดี๋ยวจะโกนหัวกันทั่วประเทศ ยิ่งเป็นยุคน้ำมันพ่นพิษอยู่ด้วย

หันกลับมาดูบริบททางกฎหมายอาญาบ้าง

ไอ้การโกนหัวเนี่ย เป็นความผิดฐานอะไรได้บ้างครับ

ทำร้ายร่างกาย?

สำหรับผมมันน่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย แต่เป็นเพียงบทเบาที่อยู่ในภาคลหุโทษ โทษไม่มากครับ (ไม่เหมือนกับการหยิบมีดพร้าไปฟาดฟัน หรือต่อยตีกันจนหัวร้างข้างแตก ) ซึ่งมีโทษปรับไม่เกินพันบาท จำคุกไม่เกินเดือน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจำกันหรอกครับ เปรียบเทียบปรับได้ในชั้นพนักงานสอบสวนเลย คดีอาญาระงับไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้ท่านๆปวดกบาลกันอีก) เขาเรียกว่า “ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ” ครับ พวกฟกช้ำนิดหน่อย ตบหน้ากันเล็กๆน้อยๆ

โกนหัวก็น่าจะเข้าฐานนี้เหมือนกันนะ

ปัญหาคือ กรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการทำร้ายเพราะเกิดจากความ “ยินยอม” ของผู้เสียหายหรือไม่ เพราะตามแนวปฏิบัติทั้งทางตำรา และทางศาลนั้น ยอมรับให้ความยินยอมของผู้เสียหาย เป็นบ่อเกิดที่ทำให้ผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำการอันเป็นการทำร้ายร่างกายผู้ที่ยินยอมได้ (แต่ทั้งนี้มิใช่จะไร้ขอบเขตนะครับ ในเรื่องความยินยอมดังกล่าวนั้นมีเงื่อนไขเพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ในการทำร้ายนั้นมากมาย เงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งได้แก่การวางหลักว่าความยินยอมนั้นต้องไม่ขัดต่อสำนึกทางศีลธรรมด้วยครับ)

ในมุมของผู้เสียหาย แน่ๆครับ “ใครจะไปยอม” เขาคงไม่ยอมให้โกนหัวหรอกครับ

แต่สำหรับ กัลบกนั่นล่ะครับ จะอ้างว่า “สำคัญผิด คิดว่าผู้เสียหายให้ความยินยอม” ได้หรือเปล่า?

ถ้าสำคัญผิดจริง กฎหมายก็เห็นใจนะครับ แต่งานนี้จากข้อเท็จจริงผมว่าคงยากที่จะอ้างว่าสำคัญผิดน่ะครับ

นอกจากนั้น การหัวเราะเยาะ จนน้ำลายกระเด็นไปเปรอะเปื้อนหัวโล้นโกนเหม่ง ด้วยท่าทีเยาะเย้ย ยั่วยวนดังกล่าว ทำให้กัลบกหนุ่มใหญ่มาก ถูกปรับในความผิดฐาน “ดูหมิ่นซึ่งหน้า” ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในภาค “ลหุโทษ” เช่นกัน ซึ่งถ้าผู้ถูกกล่าวหายอมที่จะจ่ายค่าปรับในจำนวนสูงที่สุด ( ราวหนึ่งพันบาท ) คดีอาญาก็ระงับไปครับ เดินลงโรงพักกันไป

ล่าสุดผมรู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรู้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตกลงยอมความจูบปากกันแล้วอย่างชื่นมื่น นี่แหล่ะครับ อย่างที่ผมบอกว่าเราจะหาช่างรู้ใจ รู้จักผมทุกเส้น รูขุมขนทุกรู ขวัญทุกขวัญ รังแคทุกเม็ด เห็บเหาทุกตัวบนกบาลเรา และรังสรรค์งานศิลป์บนหัวเราได้อย่างถูกอกถูกใจเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะปล่อยให้เรื่องขี้ผงนี้ทำลายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้ไป มันน่าเสียดายครับ

แต่ถ้าคราวหน้าไปใช้บริการอีก แล้วอีตานี่ยังทะลึ่งโกนหัวล้านเตียนเหม่งให้ พี่เจ้าของอู่ “ฟูเจริญยนต์” อีกล่ะก็

สงสัยพี่แกต้องครวญเพลง “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยยยยยยยยยยยยยย” ขึ้นโรงพักอีกทีแล้วล่ะครับ แล้วเชื่อว่าวันนั้นคงไม่ชื่นมื่นอย่างวันนี้แน่ๆ เตรียมห้องพิจารณาคดีไว้เลยครับ ท่าจะให้ดี เอาห้องข้างๆ คดี “สนธิบาทเดียว” นะครับ คงมันส์พิลึก



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter