โกร๋นบาร์เบอร์
“ช่างทำรุนแรงเหลือเกิน เกินใจของคนจะทนนนนนนนนน…” เสียงร้องโหยหวน เหมือนสุนัขปัสสาวะรดสังกะสี ของหนุ่มใหญ่เจ้าของอู่ซ่อมรถยนต์ ดังขึ้น ณ สถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองสมุทรปราการ เล่นเอาร้อยเวรที่ประจำการแทบสำรอกของเก่าเมื่อเย็นออกมา
หลังจากที่เสียงโหยหวนนั้นสงบลง ร้อยเวรก็เริ่มสอบถามความเป็นมาของการเดินต้อยๆมาครวญเพลงทำลายโสตประสาทของตำรวจและบรรดาประชาชีตาดำๆบนโรงพัก ได้ความว่าเสี่ยเจ้าของอู่รถยนต์ นาม “ฟูเจริญยนต์” ที่ตอนนี้อาจต้องเปลี่ยนชื่อร้านใหม่เป็น “โล้นเจริญยนต์” เพื่อให้เข้ากับทรงผมทิดสึกใหม่ ได้เข้าไปใช้บริการร้านตัดผมที่ได้ฝากกบาลไว้เป็นประจำเป็นเวลากว่าสี่ปีเข้าให้แล้ว พร้อมกับพูดเล่นกับเพื่อนเจ้าของร้านและเป็นช่างประจำตัว ทำนองว่าโกนหัวให้หน่อย ซึ่งเจ้าตัวคงไม่คิดว่าอีตาช่างจะจัดการอุปสมบทโดยไม่มีการแห่ และเข้าโบสถ์ห่มผ้าเหลืองแต่อย่างใด ด้วยความเพลีย เมื่อนั่งเก้าอี้ตัดผมแล้ว ไม่นานก็ขอตัวไปเฝ้าพระอินทร์ ครั้นตื่นลืมตาขึ้นมาอีกที แทนที่จะได้เห็นทรงผมสุดเดิ้นกลับได้เห็นทรงทิดสึกใหม่
เมื่อขยี้ตา แล้วแน่ใจว่าเป็นเงาของตัวนั่นเองที่อยู่ในกระจก ไม่ใช่เกจิวัดไหน อารมณ์เดือดก็พลุ่งพล่าน ประหนึ่งเด็กหนุ่มกลัดมันวัยสิบแปด
เมื่อเจ้าของร้านโกร๋นบาร์เบอร์ ได้ทราบถึงเจตนาอันแท้จริงของลูกค้าขาประจำ จึงระลึกได้ว่า ตัวเองประเคนผิดทรงให้หนุ่มใหญ่ ก็พลันระเบิดเสียงหัวเราะออกมา โดยเจ้าตัวบอกว่า ขำตัวเองเพราะดันตัดผิดทรง แต่หนุ่มใหญ่ผู้ได้ทรงผมใหม่ กลับไม่คิดเช่นนั้น เพราะไอ้เสียงหัวเราะพร้อมละอองฟองน้ำลาย ได้ฟุ้งกระจาย ฉาบหัวเหม่งของแกจนเป็นคราบเงามัน ยิ่งเหมือนกับเป็นการราดน้ำมันลงบนกองไฟที่สุมในอกและลามขึ้นหัวของหนุ่มใหญ่ จนถึงกับกล่าวอาฆาตและแสดงเจตนาจะเอาเรื่องดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
แล้วแกก็หอบเอาความแค้น พร้อมมือกุมหัวอันโล่งเตียน เดินขึ้นมาแจ้งความที่โรงพักนี่แหละ
ไม่น่าเชื่อนะครับว่า คดีเล็กๆ ทำนองสัพเพเหระ หรือ “มโนสาเร่” นี้ จะขโมยซีนข่าวใหญ่ทั้งข่าวศึกหมอเจ็บในกระทรวงสาธารณะสุข ฆ่ารายวันในสามจังหวัดชายแดนใต้ หรือแม้แต่การผุดมาตรการประชานิยมในนาม “มาตรการชักดาบแห่งชาติ” ที่มีแนวคิดจะให้ลูกหนี้สามารถยื่นขอให้ตัวเองล้มละลายได้ และสามารถปลดจากการล้มละลายด้วยระยะเวลาอันแสนสั้นเพียงปีเดียว ทำเอาเจ้าหนี้ผู้ที่เป็นยอดหญ้าอกสั่นขวัญหายกันทั่วหน้า ของท่านผู้นำและกุนซือรายล้อมผู้มีสมองอันแสนบรรเจิดทำนอง “คิดไปได้” และ “ทำไปได้”
ลองมามองปรากฏการณ์นี้ผ่านแว่นแห่งกฎหมายกันสนุกๆดีกว่าครับ ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลในทางกฎหมายอย่างไรได้บ้าง แต่ทั้งนี้ผมขอแสดงจุดยืนก่อนนะครับว่า ไม่ต้องการให้ทั้งสองฝ่ายดำเนินคดีเป็นเรื่องเป็นราวกันจนถึงโรงถึงศาล เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นจริง แม้จะมีผู้ชนะตามคำพิพากษา แต่แท้จริงแล้ว แพ้ทั้งสองฝ่ายแหละครับ สูญเสียทั้งเวลา สูญเสียทั้งความสัมพันธ์อันดี สูญเสียเงินทองและความรู้สึก
กว่าคนเราจะได้ร้านตัดผมพร้อมทั้งช่างตัดผมที่รู้ใจจนกระทั่งฝากฝังกบาลให้อยู่ในความดูแลได้เป็นระยะเวลากว่าสี่ปีนั้น ไม่ใช่เรื่องง่ายนะครับ
ผมเฝ้าตระเวน ตัดร้านนั้นร้านนี้มาก็ยังไม่เคยคิดจะฝากกบาลไว้ที่ร้านไหนจริงจัง เพราะยังไม่มีร้านไหนตัดผมได้อย่าง “โดนใจ” ในราคาที่ “ยอมรับได้“ สักที
ดังนั้นเมื่อคุณเจอร้านในดวงใจ ร้านที่คุณจะฝากชีวิต ฝากราศี ฝากกบาลไว้ได้ จงอย่าปล่อยให้หลุดมือไปครับ จงอย่าลืมว่า หากเป็นการแพ้เพราะไม่ได้ลงแข่ง มันน่าเสียดาย…น่าเสียยยยย ดายยยยย
เรื่องราวในตอนนี้ของผม จึงมีเจตนาแค่เพียงจะลองนำเอาเกร็ดหรือแง่มุมในทางกฎหมาย มาปรับเข้ากับเรื่องราวดังกล่าว ไว้เตือนใจใครหลายคนที่อาจเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เรื่องเล็กน้อยเหล่านี้แหละครับที่เป็นเหมือนน้ำผึ้งหยดเดียว ทำความสัมพันธ์ร้าวรอนมาแล้วมากต่อมาก
ในทางกฎหมายเราสามารถแบ่งข้อพิพาทจากเรื่องราวดังกล่าวได้ออกเป็นสองเส้นทางใหญ่ๆครับ นั่นคือ ทางแพ่งและทางอาญา
ทางแพ่งนั้น แน่นอนครับ การไปจ้างเขาตัดผมนั่นถือเป็นสัญญาชนิดหนึ่ง ถ้าจะว่าไปแล้วก็น่าจะปรับได้กับ “สัญญาจ้างทำของ” โดยที่ผู้ว่าจ้างมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จของผลงานเป็นหลัก ซึ่งมันต้องอาศัยฝีมือ และความไว้ใจของผู้รับจ้างด้วยในระดับหนึ่ง
สัญญาเกิดหรือยังครับ ? เกิดนานแล้วครับ มันเกิดตั้งแต่เมื่อพี่คนโชคร้าย เดินก้าวเข้าไปนั่งที่เก้าอี้ ทำท่าเตรียมพร้อมจะขึ้นเขียงให้ช่างละเลงกรรไกรและแบตตาเลี่ยนบนกบาลนั่นแหละครับ (ถือว่ามีการเสนอสนองต้องตรงกันแล้ว แม้จะยังไม่มีการเอื้อนเอ่ยวาจาอะไร เพราะหากดูถึงเจตนาในการก้าวเท้าเข้าไปนั่งบน “เก้าอี้ตัดผม” แล้วยังเป็นลูกค้าประจำกัน เมื่อช่างตัดผมเริ่มลงมือสนองตอบคำกิริยาอันเป็นคำเสนอนั้นแล้ว สัญญาก็เกิดแล้วล่ะครับ)
คราวนี้จะถือว่า อีตาบาร์เบอร์เซ่อซ่าคนนี้ทำผิดสัญญาหรือไม่? อันนี้ก็ต้องแปลความสัญญา หรือแปลความเจตนากันหน่อย สัญญาจะตีความอย่างไร ก็ควรต้องเคารพเจตนาของคู่สัญญาเป็นหลักครับ เพราะเขามีสุภาษิตกฎหมาย กล่าวไว้ว่า “สัญญานั้นถือได้ว่าเป็นกฎหมายของคู่สัญญา” มันศักดิ์สิทธิ์กว่ากฎหมายอีกขอรับเพราะหากตัดสินตามกฎหมายอย่างเถรตรง แต่มันขัดต่อทั้งเจตนาของคู่สัญญาทั้งสอง มันจะมีประโยชน์อันใดเล่าครับ เมื่อคู่สัญญาเขาประสงค์จะเรียกปลาวาฬว่าปลาทู แล้วทำสัญญาซื้อขายปลาทูที่เป็นปลาวาฬกัน ศาลก็คงจะไปพิพากษาให้การส่งมอบปลาวาฬที่ไม่ใช่ปลาทูนั้นผิดสัญญาไม่ได้ล่ะครับ ในเมื่อเขาเข้าใจตรงกันว่า ไอ้ที่เรียกว่าปลาทูน่ะ หมายถึงปลาวาฬแล้วเขาก็ค้าขายอย่างนี้กันมาหลายสิบปีแล้ว
ทำนองเดียวกันครับ สำหรับความเห็นส่วนตัวผม ผมมองว่าการที่ช่างตัดผมในข่าว จับมีดโกนไปกระซวกผมบนหนังศรีษะของลูกค้า โดยอาศัยแค่เพียงพฤติการณ์ที่ลูกค้าตะโกนถามว่า “เฮ้ย โกนหัวนี่คิดเท่าไหร่” แค่นั้น ไม่น่าจะพอนะครับ ถ้าเราลองพิจารณาจากการที่เขาตัดกันมาตั้งสี่ปีแล้ว ไม่รู้กี่สิบ กี่ร้อยครั้งแล้ว และตัดทรงเดิมกันมาตลอด การที่อยู่ๆจะเปลี่ยนทรง และที่สำคัญ ทรงที่เปลี่ยนนี่ธรรมดาที่ไหนครับ
พ่อคุณเล่นจะโกนกันเลย ในวัยที่ปาเข้าไปจะห้าสิบแล้วเนี่ย ครั้นคิดว่าต้องการให้ละม้ายคล้ายคุณลุง กรุง ศิวิไล ก็ไม่น่าจะคิดไปได้ขนาดนั้น
ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ช่างตัดผมก็ควรจะต้องไต่ถาม สืบสวนทวนความให้ได้ความสัจความจริงอันเที่ยงแท้แน่นอนกันก่อน ว่า “เฮ้ย เอาจริงนะ” เพื่อให้เกิดความมั่นใจ นอกจากนั้นหากพิจารณาประกอบกับการที่ หนุ่มใหญ่ลูกค้าได้นั่งลงบนเก้าอี้ตัดผม และลั่นวาจาว่า “งั้นเหมือนเดิม” ก็น่าจะเป็นที่รู้กันแล้วล่ะครับว่า ต้องการทรง ร.ด. ที่ตามข่าวเรียกว่าทรง “รองหวี” เหมือนเดิม ไม่ใช่ทิดเพิ่งสึกอย่างนี้
ดังนั้นผมเห็นว่าการกระทำของช่างตัดผมรายนี้ เป็นการกระทำที่ผิดสัญญาจ้างทำของ (จ้างตัดผม) ซึ่งฝ่ายผิดสัญญาจำต้องชดใช้ค่าเสียหายตามสัญญาให้แก่ฝ่ายผู้ว่าจ้าง
แต่จะคิดค่าเสียหายกันอย่างไร อันนี้จนด้วยเกล้าครับ จะไปให้เข้าร้านสเวนสันแฮร์เซ็นเตอร์เพื่อปลูกผมใหม่ ก็คงเกินไป ไม่แน่เจ้าของร้านตัดผมอาจจะเถียงได้ว่า “นี่อั๊วโกนให้ดีซะอีก ลื้อไม่ต้องตัดอีกตั้งหลายเดือน” (ผมว่าไม่ใช่แค่หลายเดือนหรอกครับ มีหวังมันเขาไม่เหยียบเข้าร้านแกทั้งชาติครับทำกันอย่างนี้)
นอกจากเรื่องผิดสัญญานั่นแล้ว อีกมูลหนึ่งที่หนุ่มใหญ่โชคร้าย พอจะเรียกร้องค่าเสียหายจากการนี้ได้ ก็น่าจะเป็นเรื่อง “ละเมิด” หลายคนมองว่า เรื่องละเมิดกับสัญญาเป็นคนละเรื่องกัน แต่แท้จริงมันเป็นเรื่องเดียวกันได้ครับ ผู้เสียหายมีสิทธิที่จะฟ้องได้ทั้งสองมูล ถ้าเข้าเงื่อนไขและองค์ประกอบของกฎหมายทั้งเรื่องผิดสัญญาและเรื่องละเมิด แล้วก็สามารถเลือกฟ้องมูลในมูลที่ให้ประโยชน์แก่ผู้เสียหายมากที่สุดครับ ผมไปเจอคำพิพากษาบางฉบับศาลท่านเลือกให้เองเลยก็มีนะครับ
งานนี้ผมว่าเรียกมูลละเมิดน่าจะมีประโยชน์กว่า
อย่างที่ผมว่าไว้ข้างต้นครับ การคำนวณ หรือเรียกร้องความเสียหายในฐานของสัญญาค่อนข้างจะลำบาก เพราะจะคำนวณออกมาเป็นตัวเลขนี่ไม่รู้จะเอาฐานไหนมาวัด แต่ถ้าเป็นละเมิดล่ะ
กฎหมายเขากำหนดให้ การคำนวณค่าเสียหายนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่ “พฤติการณ์ และความร้ายแรงแห่งละเมิด” อันนี้เป็นหลักการกว้างๆทั่วไปครับ แล้วแต่ดุลพินิจท่านเปา ซึ่งค่อนข้างกว้าง สามารถปรับได้อย่างยืดหยุ่น
นอกจากนั้น กรณีความเสียหายเกิดต่อร่างกาย ผู้เสียหายจะเรียกร้องเอาค่าเสียหายอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน อีกก็ได้ครับ อะไรล่ะที่ไม่ใช่ตัวเงิน ก็เอาเป็นพวกเงินค่าทำขวัญทั้งหลายแหล่นั่นแหล่ะครับ กรณีนี้ก็ทำให้ศาลท่านใช้ดุลพินิจในการกำหนดค่าเสียหายได้อีกทางหนึ่งด้วย
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็คงไม่เกินสมควรจนกลายเป็น “การแสวงหากำไร” จากการถูกทำละเมิดนะครับ มิฉะนั้นเดี๋ยวจะโกนหัวกันทั่วประเทศ ยิ่งเป็นยุคน้ำมันพ่นพิษอยู่ด้วย
หันกลับมาดูบริบททางกฎหมายอาญาบ้าง
ไอ้การโกนหัวเนี่ย เป็นความผิดฐานอะไรได้บ้างครับ
ทำร้ายร่างกาย?
สำหรับผมมันน่าจะเป็นการทำร้ายร่างกาย แต่เป็นเพียงบทเบาที่อยู่ในภาคลหุโทษ โทษไม่มากครับ (ไม่เหมือนกับการหยิบมีดพร้าไปฟาดฟัน หรือต่อยตีกันจนหัวร้างข้างแตก ) ซึ่งมีโทษปรับไม่เกินพันบาท จำคุกไม่เกินเดือน (ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่ค่อยจำกันหรอกครับ เปรียบเทียบปรับได้ในชั้นพนักงานสอบสวนเลย คดีอาญาระงับไม่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลให้ท่านๆปวดกบาลกันอีก) เขาเรียกว่า “ทำร้ายร่างกายไม่เป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจ” ครับ พวกฟกช้ำนิดหน่อย ตบหน้ากันเล็กๆน้อยๆ
โกนหัวก็น่าจะเข้าฐานนี้เหมือนกันนะ
ปัญหาคือ กรณีเช่นนี้จะถือว่าเป็นการทำร้ายเพราะเกิดจากความ “ยินยอม” ของผู้เสียหายหรือไม่ เพราะตามแนวปฏิบัติทั้งทางตำรา และทางศาลนั้น ยอมรับให้ความยินยอมของผู้เสียหาย เป็นบ่อเกิดที่ทำให้ผู้กระทำมีอำนาจที่จะกระทำการอันเป็นการทำร้ายร่างกายผู้ที่ยินยอมได้ (แต่ทั้งนี้มิใช่จะไร้ขอบเขตนะครับ ในเรื่องความยินยอมดังกล่าวนั้นมีเงื่อนไขเพื่อสร้าง “ความชอบธรรม” ในการทำร้ายนั้นมากมาย เงื่อนไขที่สำคัญประการหนึ่งได้แก่การวางหลักว่าความยินยอมนั้นต้องไม่ขัดต่อสำนึกทางศีลธรรมด้วยครับ)
ในมุมของผู้เสียหาย แน่ๆครับ “ใครจะไปยอม” เขาคงไม่ยอมให้โกนหัวหรอกครับ
แต่สำหรับ กัลบกนั่นล่ะครับ จะอ้างว่า “สำคัญผิด คิดว่าผู้เสียหายให้ความยินยอม” ได้หรือเปล่า?
ถ้าสำคัญผิดจริง กฎหมายก็เห็นใจนะครับ แต่งานนี้จากข้อเท็จจริงผมว่าคงยากที่จะอ้างว่าสำคัญผิดน่ะครับ
นอกจากนั้น การหัวเราะเยาะ จนน้ำลายกระเด็นไปเปรอะเปื้อนหัวโล้นโกนเหม่ง ด้วยท่าทีเยาะเย้ย ยั่วยวนดังกล่าว ทำให้กัลบกหนุ่มใหญ่มาก ถูกปรับในความผิดฐาน “ดูหมิ่นซึ่งหน้า” ซึ่งเป็นความผิดที่อยู่ในภาค “ลหุโทษ” เช่นกัน ซึ่งถ้าผู้ถูกกล่าวหายอมที่จะจ่ายค่าปรับในจำนวนสูงที่สุด ( ราวหนึ่งพันบาท ) คดีอาญาก็ระงับไปครับ เดินลงโรงพักกันไป
ล่าสุดผมรู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรู้ว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตกลงยอมความจูบปากกันแล้วอย่างชื่นมื่น นี่แหล่ะครับ อย่างที่ผมบอกว่าเราจะหาช่างรู้ใจ รู้จักผมทุกเส้น รูขุมขนทุกรู ขวัญทุกขวัญ รังแคทุกเม็ด เห็บเหาทุกตัวบนกบาลเรา และรังสรรค์งานศิลป์บนหัวเราได้อย่างถูกอกถูกใจเรานั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จะปล่อยให้เรื่องขี้ผงนี้ทำลายความสัมพันธ์อันลึกซึ้งนี้ไป มันน่าเสียดายครับ
แต่ถ้าคราวหน้าไปใช้บริการอีก แล้วอีตานี่ยังทะลึ่งโกนหัวล้านเตียนเหม่งให้ พี่เจ้าของอู่ “ฟูเจริญยนต์” อีกล่ะก็
สงสัยพี่แกต้องครวญเพลง “ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลยยยยยยยยยยยยยยย” ขึ้นโรงพักอีกทีแล้วล่ะครับ แล้วเชื่อว่าวันนั้นคงไม่ชื่นมื่นอย่างวันนี้แน่ๆ เตรียมห้องพิจารณาคดีไว้เลยครับ ท่าจะให้ดี เอาห้องข้างๆ คดี “สนธิบาทเดียว” นะครับ คงมันส์พิลึก



