Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ด้วยเหตุด้วยผล
อติรุจ ตันบุญเจริญ


ZOOPHILIA

สุกร ก็คือ หมู ณ พ.ศ. นี้ คงไม่มีใครคิดว่าเป็น “หมาน้อยธรรมดา” เหมือนครั้ง 2504 ปีที่ผู้ใหญ่ลีแกตีกลองประชุม

น้องหมู ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสิ่งมีชีวิตสารพัดประโยชน์สำหรับคนเราชนิดหนึ่ง ตั้งแต่แล่เนื้อเถือหนังมาบำรุงบำเรอชีวิต ยันไปถึงใช้มันในฐานะ “แหล่งอวัยวะสำรอง” ของมนุษยชาติ เนื่องจากค้นพบว่า อวัยวะภายในของหมูนั้น มีรูปร่างและขนาดใกล้เคียงกับอวัยวะภายในของคนเราอย่างยิ่ง (ยืนยันได้จากการไปทัศนาการ “แยกธาตุ” มนุษย์ตามขั้นตอนของการชันสูตรพลิกศพตามกฎหมาย เพื่อหาสาเหตุการตายด้วยความอดทนอย่างยิ่งตลอดรายการ และเป็นเหตุให้ไม่รับประทานตือฮวนเป็นเวลาหลายสัปดาห์หลังจากนั้น)

แต่ใครจะเชื่อครับว่า นอกจากคุณประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นแล้ว พลโลกบางรายยังใช้หมูในการ “บำบัดความใคร่” อีกด้วย…เป็นคนไทยเสียด้วยครับ

เรื่องดังกล่าวเปิดเผยต่อสาธารณะเมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมานี้เองครับ ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น หลังจากหมูที่เลี้ยงไว้ในคอกของชาวบ้านรายหนึ่งหายตัวไปอย่างลึกลับ และจากการออกติดตามหาของเจ้าของและเพื่อนบ้านจนมาถึงบริเวณชายป่าสาธารณะของหมู่บ้านก็ทำให้ทั้งหมดได้พบกับภาพอันชวนสำรอกของเก่า เมื่อพบชายวัยสามสิบกำลังหาความสำราญบนเรือนร่างของหมูสาวที่หายไป ในอาการเมามัน

หลายคนอาจให้ค่าข่าวดังกล่าวในฐานะเป็นข่าวเบาสมอง คลายเครียด แม้จะเป็นข่าวกรอบเล็กๆ แต่ก็สามารถเรียกรอยยิ้มคำโตๆ ได้ หรือบางอารมณ์อาจมีเผลอระเบิดเสียงหัวเราะออกมาดังๆ ด้วยซ้ำ

อีกหลายคนเห็นเป็นข่าวสัปดน พร้อมกับเอามือปิดตาบุตรหลาน แต่อีกข้างถ่างตาตัวเอง ยามพาสายตามาประสบพบเจอข่าวจั๊กจี้ต่อมศีลธรรมอย่างนี้

แต่ก็เชื่อว่าอีกหลายๆ คนคงมีคำถามในใจกันบ้าง ว่าการกระทำอันผิดมนุษย์มนาดังกล่าวนั้นจะเป็นความผิดในทางกบิลเมืองหรือไม่อย่างไร หรือเป็นแค่เพียงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจ อันเกิดจากความผิดปกติทางรสนิยม ที่ควรได้รับการประณามหยามเหยียดจากสังคมเท่านั้น

เมื่อพลิกๆ บทกฎหมายดูแล้ว พ่อหนุ่มกลัดมัน (หมู) รายนี้ อาจต้องเดินทางไปเยี่ยมเยียนร้อยเวรที่โรงพักด้วยข้อหา

“ทำให้เสียทรัพย์”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358 บัญญัติว่า “ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่นหรือผู้อื่นเป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

ถึงแม้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจจะไม่ถึงขนาดทำให้แม่หมูล้มหายตายจากไปเลย แต่ก็น่าจะเป็นการ “ทำให้เสื่อมค่า” ได้เหมือนกัน

เพราะถ้าเจ้าของจะเอาหมูตัวนี้ออกขาย

ไม่รู้ว่าจะมีใครซื้อ นี่ไม่นับหากการข่มขืนดังกล่าวก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บให้แก่แม่หมูผู้โชคร้ายด้วยนะครับ

นอกจากนั้นก็อาจเป็นความผิดในภาคลหุโทษ ในฐานเจ้าประจำครับ

ตาม “มาตรา 388 ผู้ใดกระทำการอันควรขายหน้าต่อธารกำนัล โดยเปลือย หรือเปิดเผยร่างกาย หรือกระทำการลามกอย่างอื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท”

เพราะว่าน่าจะเข้าข่าย เป็น “กระทำการลามกอย่างอื่น”

นอกจากสองฐานดังกล่าวข้างต้น ผมมีอีกฐานหนึ่งมานำเสนอครับ

อยู่ในภาคลหุโทษเช่นกัน

“มาตรา 381 ผู้ใดกระทำการทารุณต่อสัตว์ หรือฆ่าสัตว์โดยให้รับทุกขเวทนา อันไม่จำเป็น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

น่าจะเป็นการ “ทารุณต่อสัตว์” ได้ครับ

ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ดังกล่าว เป็นความผิดอันยอมความได้ ถ้าเจ้าทุกข์ยอมความก็จบครับ

ส่วนอีกสองฐานหลังนั้น ถ้าผู้ต้องหายอมจ่ายค่าปรับในอัตราที่สูงสุด แล้วพนักงานสอบสวนเห็นว่าดำเนินคดีไปก็ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใดขึ้นมา ต่อทั้งตัวผู้กระทำ ผู้เสียหาย และสังคม หรือประโยชน์ที่จะได้รับมันน้อยค่าเหลือเกินเมื่อแลกกับการต้องนำตัวผู้นั้นเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญา ก็อาจมีการเปรียบเทียบปรับได้ครับ ซึ่งทำให้คดีอาญาระงับ และไม่ต้องไปขึ้นศาลที่ไหน

จริงๆ แล้ว ในทางปรัชญาก็มีข้อถกเถียงกันว่า การบัญญัติให้พฤติกรรมใดพฤติกรรมหนึ่งเป็นความผิดอาญาหรือมีโทษทางอาญานั้น จะมีวิธีคิดหรือหลักเกณฑ์ใด ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะหากเบื้องหลังแห่งการบัญญัตินั้น เป็นเพียง “ข้อความคิดว่าด้วยศีลธรรม” และเป็น ศีลธรรมในเรื่อง “การดำเนินชีวิต” หรือ “รสนิยม” เพียงเท่านั้น

เช่น รสนิยมในการเสพสังวาสและหาความรื่นรมย์ในเพศรส หากไม่ถึงกับเป็นการข่มขื่นกระทำชำเรา ล่วงละเมิดสิทธิเสรีภาพในการมีเพศสัมพันธ์ของผู้อื่น แม้จะพิสดารโลดโผนเพียงใด ก็ไม่สมควรกำหนดพฤติกรรมเยี่ยงนั้นให้เป็นความผิดอาญา และมีโทษทางอาญา

กรณีนี้ก็คงคล้ายๆ กันล่ะครับ

ในส่วนของการแสวงหาความสุข ความรื่นรมย์ทางเพศ คงไม่เป็นความผิดอาญา แม้จะเปลี่ยนเป็นการเสพสังวาสกับเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือพืชพันธุ์ใดๆ ก็ตาม

แต่ในคุณค่าอื่น เช่น การกระทำลามกอนาจารต่อหน้าธารกำนัล ก็ยังคงต้องเป็นความผิดอยู่ รวมไปถึงการทำให้เสียทรัพย์ ตามฐานความผิดที่ผมนำเสนอข้างต้น

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าวได้มีการยืนยันจากแพทย์ว่า หมอนี่มีความผิดปกติทางจิต เนื่องจากได้รับข้อมูลจากเพื่อนบ้านละแวกนั้นว่า เขามักลักลอบเสพสังวาสกับสัตว์เลี้ยงของชาวบ้านเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็น วัว ควาย หรือสุกร

แต่ต้องทำความเข้าใจกันสักนิดนะครับว่า ที่หมอแกว่ามีความผิดปกติทางจิตนี่ มันเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกับ กรณีคุณจิตรลดา มือมีดที่เข้าไปจ้วงแทงเด็กหญิงในโรงเรียนหญิงล้วนชื่อดัง รายนั้นแกเป็น “จิตเภท” หรือ Schizophrenia ซึ่งมีอาการพื้นฐานคือ หูแว่ว ประสาทหลอน เห็นภาพ หรือได้ยินเสียงที่ไม่มีจริง และมีอาการหวาดกลัว เหมือนพวกเมายาครับ ซึ่งอาการเช่นนี้ ถือได้ว่า เป็น “โรคจิต” หรือ “จิตบกพร่อง” ทำให้สำนึกความรู้ผิดชอบชั่วดี การตัดสินใจกระทำความผิดบกพร่อง

โดยผู้กระทำผิดในขณะที่จิตบกพร่องแบบนี้ กฎหมายยกเว้นโทษหรือไม่เอาโทษครับ เพราะไร้ประโยชน์อันใด ให้ส่งไปรักษาตามกระบวนการดีกว่า แต่ถ้ายังมีความรู้ผิดชอบอยู่บ้างขณะกระทำ (ก็แบบคุณจิตรลดานั่นแหละครับ) อันนี้กฎหมายไม่ได้ยกเว้นโทษทั้งหมดแต่อย่างใดเลยนะครับ เพียงแต่ศาลท่านอาจลดโทษให้แล้วแต่จะเห็นควร โดยต้องให้ไปรักษาตัวก่อนจนกว่าจะมีความสามารถเพียงพอที่จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรมได้

แต่สำหรับพฤติกรรมของพ่อหนุ่มวิตถารรายนี้เขาเรียกว่า “พวกพฤติกรรมเบี่ยงเบน” เช่นเดียวกับพวก ชอบมีเพศสัมพันธ์แบบวิตถารทั่วไป พวกชอบโชว์ ชอบสะสมชุดชั้นใน นั่นเอง

โดยอาการชอบเสพสังวาสกับสัตว์นี้ เรียกว่า พวก Zoophilia ครับ

แต่แม้จะไม่อยู่ในข่ายที่จะยกเว้นโทษ หรือไม่ต้องรับโทษ แต่การปล่อยให้เขายังเป็นเช่นนั้นต่อไปไม่ได้ส่งผลดีอะไรต่อตัวเขาและสังคมเลยครับ ยังไงก็ต้องบำบัดรักษา แต่ที่ยังเป็นปัญหาคือ กระบวนการรักษานั้นจะทำอย่างไร หากยังต้องใช้ระบบสมัครใจในการเข้ารับการรักษา เพราะบ้านเรายังไม่มีกฎหมายอย่างประเทศอังกฤษ รู้สึกจะเป็น Mental Health Act ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือฝ่ายปกครองสามารถที่จะจับกุม ควบคุมตัวผู้มีความผิดปกติทางจิต และมีพฤติการณ์เบี่ยงเบนที่อาจก่ออันตรายให้แก่สังคมและคนรอบข้าง

แต่ที่จับนี่ก็เพื่อเอามารักษาครับ

เหตุที่กฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีในบ้านเรา แม้ว่าจะมีแนวคิดผลักดันให้มีก็ตาม ผมว่าอาจจะมาจากบุคลากรในกระบวนการยุติธรรมเองยังมีปัญหาในส่วนขององค์ความรู้ ที่จะใช้ดุลพินิจได้อย่างถูกต้องในการจับกุมและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยว่ามีความผิดปกติทางจิต หรือมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนจน “น่าจะเป็นอันตรายแก่สังคมและคนรอบข้าง” เพราะข้อบ่งชี้ของอาการบางอย่าง เป็นการเปิดช่องให้เจ้าหน้าที่ใช้ดุลพินิจจับกุมได้กว้างขวางพอดูซึ่งอาจจะสุ่มเสี่ยงต่อการบิดเบือนการใช้อำนาจในการไปจับกุม ควบคุมตัวบุคคลใดโดยไม่สุจริต หรือ อย่างน้อยก็เป็นการกระทำโดยมี “โมหาคติ” หรือ “ความไม่รู้” ครอบงำ ซึ่งจะด้วยเหตุใด ก็อันตรายทั้งคู่ล่ะครับ

แต่ในอนาคตผมเชื่อว่าจะต้องมีการหยิบเรื่องนี้มาพิจารณาอย่างจริงๆ จังๆ แล้ว

เพราะเราไม่รู้ว่าการปล่อยให้ให้บุคคลเหล่านี้อยู่ในสังคม ที่มีแต่สายตาหวาดระแวง บางครั้งถึงกับหยามเหยียดนั้น จะทำให้อาการของเขาหนักขึ้นไปกว่านี้อีกหรือเปล่า ซึ่งนั่นหมายถึงความเสี่ยงที่เขาเหล่านั้นอาจก่อภยันตรายได้มากกว่าที่ทำกับ “สุกร” ก็ได้



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter