Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ด้วยเหตุด้วยผล
อติรุจ ตันบุญเจริญ


พระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยในกฎหมายตราสามดวง ฉบับที่หนึ่ง

ในขณะที่ปัจจุบันเรากำลังถกเถียงกันในประเด็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ โดยมีกฎหมายสูงสุดของรัฐ ในชื่อว่า “รัฐธรรมนูญ” เป็นกรอบในการพิจารณา แต่ดูเหมือนว่าข้อความคิดทางกฎหมาย รวมไปถึงตรรกะในทางกฎหมายสมัยใหม่ ไม่ได้สร้างบรรยากาศในการวิพากษ์วิจารณ์ที่ดีมากมายนัก

ด้วยอาจจะเป็นเพราะความอ่อนด้อย หรือความไร้เดียงสาทางการเมือง หรือความไม่เข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของประชาชนชาวไทย ไม่นับรวมผลประโยชน์ทางการเมือง ที่แฝงอยู่ตามซอกหลืบของวาทกรรมดังกล่าว

เป็นที่น่าฉงนใจอย่างยิ่งเมื่อเราประกาศตัวว่าเราเป็นอารยะในทางกฎหมาย ด้วยการมีรัฐธรรมนูญที่ “หรอย” เอาแต่ของดีๆ ทั่วทุกมุมโลกมาประดิษฐาน แต่ความเป็นอารยะดังกล่าวหาได้ทำให้นักการเมือง หรือแม้แต่นักกฎหมาย (มิพักต้องกล่าวถึงประชาชนตาดำๆ) ของบ้านนี้เมืองนี้ มีความเป็นอารยะอะไรกับเขาขึ้นมาบ้างเลย

ซ้ำร้ายยังทำให้หลายสิ่งหลายที่ “เคยมี” ,“มีอยู่” รวมถึง “กำลังจะมี” อยู่ในภาวะ “เกย” หรือไม่ก็ “ขาด” ดังได้เห็นกันอยู่เนืองๆ

เรียกง่ายๆ ว่า มันสร้างรอยต่อที่ไม่ “เนียน” เอาเสียเลย ในหลายๆ เรื่อง ไม่เว้นแม้แต่เรื่องที่เรากำลังถกเถียงกันอยู่

หลายคนคงเข้าใจว่าบ้านหลังเก่าของเราที่เรียกว่า สมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น คือ การถือครองอำนาจที่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไร้การถ่วงดุลและตรวจสอบอันส่งผลให้อาจเกิดการบิดเบือนอำนาจนั้นได้ง่าย ด้วยเหตุนี้เองแนวคิดเรื่องการแบ่งแยก (องค์กรถือและใช้) อำนาจออกจากกันของมองเตสกิเออร์จึงกำเนิดเกิดขึ้นและยืนยงเป็นตำนานบทหนึ่งของการเมืองการปกครอง และพัฒนาจนกลายหลักการปกครองและการบริหารบ้านเมืองภายใต้กฎหมาย หรือที่เราเรียกว่า “นิติรัฐ”

แต่แท้จริงแล้ว ระบอบที่เราเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้นมีอะไรมากกว่าที่เราเข้าใจกัน ทั้งนี้หากพิจารณาในเนื้อหาของกฎหมายตราสามดวงในหลายๆส่วน เราจะพบคติความเชื่อรวมทั้งกุศโลบายทั้งหลายที่ “ให้” และ “จำกัด” พระราชอำนาจ ไว้ได้อย่างละมุนละม่อม และ “เนียน” อย่างที่สุด รวมทั้งความสัมพันธ์อันแนบสนิทระหว่างการปกครองบ้านเมือง การใช้พระราชอำนาจ และพระมหากรุณาธิคุณ ขององค์พระมหากษัตริย์ กับคติทางพุทธศาสตร์ ดูตัวอย่างได้ใน หลัก “ทศพิธราชธรรม” นั่นเองครับ (แล้วหากเราย้อนกลับมามองดู ผู้ทรงไว้ซึ่งอำนาจในการบริหารในปัจจุบัน มีหลักการอะไรหรือไม่ครับที่ยึดโยงระหว่างผู้บริหารกับสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” พิจารณากันดูเล่นๆครับ นอกจากการที่ท่านผู้นำไปนอนสนทนาธรรมกับเกจิชื่อดังแถบอีสาน รวมถึงการ “ท่องจำ” และ “พ่น” ภาษาธรรมและคาถาบาลีให้ได้ฟังผ่านสื่อในต่างกรรมต่างวาระ)

ดังนั้นคงไม่น่าจะผิดเพี้ยนนักหากผมจะสรุปในเบื้องต้นว่า ระบอบการปกครองของเราในสมัยที่เนื้อหาทั้งหลายในกฎหมายตราสามดวงยังมีผลใช้บังคับนั้น เป็นระบบ “ธรรมราชา” หรือ “ธรรมรัฐ” ซึ่งจะว่าไปอาจเป็นรากเหง้าของ “นิติรัฐ” มากกว่าการแบ่งแยกองค์กรถือและใช้อำนาจอธิปไตยของมองเตสกิเออร์เสียอีก เพราะคำว่า กฎหมายกับธรรมนั้นแท้จริงเป็นเนื้อเดียวกัน

ดังนั้นก่อนที่จะกล่าวไปถึงเนื้อหาของพระราชอำนาจของกษัตริย์ไทยในกฎหมายตราสามดวงตามหัวเรื่องที่ผมตั้งไว้ในตอนนี้ จึงสมควรที่จะต้องท้าวความย้อนไปถึงที่มาที่ไป และลักษณะสำคัญของกฎหมายตราสามดวงพอสังเขปกันก่อนครับ

กฎหมายตราสามดวงที่เรารู้จักกันทุกวันนี้แท้จริงแล้วสมัยกรุงเก่า เขาไม่เรียกกันอย่างนี้หรอกครับ เพราะแต่เดิม บรรดาเนื้อหาในกฎหมายตราสามดวงนั้นกระจัดกระจายอยู่ในรูปของ “พระอัยการ” หรือ “ไอยการ” (เหมือนพระราชบัญญัติฉบับต่างๆในปัจจุบันแหละครับ) ซึ่งถือเป็นกฎหมายบทหลัก (Basic Law) ที่ใช้ในการปกครองประเทศ และระงับข้อพิพาทระหว่างปัจเจกชนในมิติความสัมพันธ์ต่างๆ

โครงสร้างของบรรดากฎหมายสมัยนั้นจะตั้งต้นด้วยสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุด จะว่าไปก็คือมี “ลำดับศักดิ์” หรือ Hierarchy สูงที่สุด ซึ่งก็คือสิ่งที่เรียกว่า “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์”

คัมภีร์พระธรรมศาสตร์นั้นได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมกฎหมายสายอินเดีย (อีกสายคือจีน อันถือเป็นสายกฎหมายที่มีอิทธิพลมากที่สุดสองสายของโลกตะวันออก) ซึ่งคาดว่าเราจะได้รับมาผ่านทางมอญอีกที ดังนั้นนักกฎหมายที่มีชื่อในสมัยอยุธยาจึงเป็นพวกพราหมณ์เสียมาก เพราะเป็นผู้คุ้นเคยกับคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ การแปลกฎหมาย และรวมถึงงานราชพิธีด้วย โดยดูจากราชทินนามขุนน้ำขุนนางฝ่ายกฎหมายทั้งหลายส่วนใหญ่จะเป็นพวกพราหมณ์เสียเป็นส่วนมาก (เช่น พระครู ราชปุโรหิต อะไรทำนองนั้นครับ)

เนื้อหาคัมภีร์เก่าแก่ดังกล่าวในช่วงต้นจะกล่าวถึงตำนานการเกิดขึ้นของโลก รวมถึงที่มาของคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ที่มโนสารฤาษีเหาะไปจดจำมาจากกำแพงจักรวาลโน่น อันนี้แสดงให้เห็นเป็นกุศโลบายว่า สิ่งที่เรียกว่าธรรมศาสตร์หรือกฎหมายอันศักดิ์สิทธิ์นี้หาใช่เกิดจากสติปัญญาของมนุษย์ไม่ แต่เป็นของศักดิ์สิทธิ์ที่จะล่วงละเมิดไม่ได้

ต่อจากนั้นเนื้อหาของคัมภีร์จะว่าถึงพระราชกรณียกิจของผู้เป็นกษัตริย์อันฤาษีท่านเดิมเป็นผู้สั่งสอนพระเจ้าแผ่นดิน (ในคัมภีร์เรียกว่า “พระสมมุติราช” ) เช่นว่า ให้ทรงตั้งอยู่ในราชธรรม 10 ประการ นอกจากนั้นยังต้องทรง “พระอุตสาหะมะนะสิการะซึ่งคัมภีร์พระธรรมสาตรเปนนิจ” ด้วย และอื่นๆอีกมากมาย

มาถึงข้อใหญ่ใจความของคัมภีร์ฉบับดังกล่าวดีกว่า ส่วนที่ผมเห็นว่าเป็นหัวใจของพระธรรมศาสตร์ อันถือเป็นต้นธารแห่งเหตุผล และหลักกฎหมายทั้งปวงที่จะประสาทความยุติธรรมให้แก่สังคมบุพกาลนั้น ได้แก่สองส่วนนี้ครับ

1. คำสอนเกี่ยวกับลักษณะแห่งตุลาการ หรือผู้ตัดสินคดี (ในกฎหมายเก่ามักนิยมใช้คำว่า “ตระลาการ” บ้าง “กระลาการ” บ้าง คำว่า “ผู้พิพากษา” ก็พอมี แต่น้อย) ซึ่งเป็นการกล่าวถึงบรรดาคุณสมบัติ สิ่งที่ตระลาการพึงรู้ และพึงกระทำ รวมไปถึงความรู้ทางกฎหมายที่เกี่ยวกับการพิจารณาตัดสินคดีความทั้งหลาย

2. ว่าถึงมูลคดีวิวาททั้งหลาย แปลให้ง่ายก็คือ กฎหมายลักษณะต่างๆที่ครอบคลุมความสัมพันธ์ของปัจเจกในทุกมิติ ทำนองกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และกฎหมายอาญาในปัจจุบันนี่แหล่ะครับ เรื่องไหนที่ชาวบ้านร้านตลาดจะทะเลาะหรือมีข้อพิพาทกันได้ก็จะมีกำหนดไว้ในพระธรรมศาสตร์ โดยปรากฏมูลคดีวิวาทไว้ทั้งสิ้น 29 มูลคดี เช่น ว่าด้วยการกู้หนี้ถือสิน การแบ่งปันมรดก ซื้อขาย โจร วิวาทด้วยเรือกสวนไร่นา วิวาทกันเรื่องทาส การตบตีด่าหมิ่นประมาทกัน ยันไปถึงการเป็นกบฏต่อแผ่นดิน

มีข้อสังเกตว่าการกำหนดอยู่ในพระธรรมศาสตร์ของมูลคดีวิวาททั้งหลายนั้นจะปรากฏแต่เพียงชื่อ หรือหัวเรื่องของมูลคดีเหล่านั้นเท่านั้น ไม่ได้มีเนื้อหาหรือรายละเอียดแต่อย่างใด นี่เป็นเพราะในพระธรรมศาสตร์จะกำหนดไว้แต่เป็นหลักการ แต่ในเนื้อหานั้น ด้วยสภาพสังคมที่แตกต่างและกาลเวลาที่เปลี่ยนไป การปรับใช้ การกำหนดเนื้อหาจึงเป็นเรื่องของพระบรมราชวินิจฉัยที่จะกำหนดเนื้อหาแก้ไขและเพิ่มเติมได้ตลอด หรือที่ในพระธรรมศาสตร์เรียกว่าเป็น “สาขาคดี”

โรแบร์ แลงกาต์ (ผู้ซึ่งโดยชาติกำเนิดเป็นฝรั่งเศส แต่มีความรู้ทางภาษาไทยดีมาก ในระดับสามารถศึกษากฎหมายตราสามดวงได้อย่างดี และผลงานของท่านยังปรากฏตราบทุกวันนี้ ด้วยการรวบรวมกฎหมายตราสามดวงโดยสอบทานจากต้นฉบับ จนกลายเป็นฉบับพิมพ์ที่น่าเชื่อถือและใช้ทำการศึกษาอ้างอิงอย่างแพร่หลายในนาม “ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวง ตรา 3 ดวง” จัดพิมพ์โดย มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง )

ท่านเคยเปรียบเทียบไว้ว่าพระธรรมศาสตร์เหมือนกระสอบเปล่าจะสามารถมีชีวิตและใช้ได้จริงก็ต่อเมื่อมีพระราชศาสตร์ นั่นคือมีพระบรมราชวินิจฉัย รวมทั้งทรงบัญญัติเนื้อหาแห่งคดีความเหล่านั้นใส่ในกระสอบเปล่าด้วย แต่อย่างไรก็ตาม กษัตริย์ก็ไม่สามารถที่จะไปกำหนดมูลคดีอะไรให้มันนอกเหนือ หรือเพิ่มเติมไปจาก 29 มูลคดีนั้นได้ เพราะถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างที่กล่าวมาแล้วตอนต้น (แต่แม้จะไม่ได้ ก็ยังมีข้อสังเกตจากกรมพระยาดำรงฯ ว่า เมื่อสอบกับพระธรรมศาสตร์ของเพื่อนบ้านแล้ว บ้านเรารู้สึกว่าจะมีมูลคดีเยอะกว่าเพื่อน ของชาวบ้านแถวนี้เขามีกัน 18 มูลคดีกัน ซึ่งนี่ก็น่าจะเป็นหลักฐานของการมีอยู่ในความ “เจ้าเล่ห์” แบบไทยๆ เพราะเล็งเห็นว่า ลำพังพระธรรมศาสตร์ที่มาจากต่างบ้านต่างเมืองนั้นมีมูลคดีน้อยเกินไปไม่ครอบคลุมความสัมพันธ์อันหลากหลายได้ เลยมีการปรับแต่งเพื่อเพิ่มเติมมูลคดีที่เห็นว่าจำเป็นเข้าไปด้วย)

อย่างไรก็ตามยังมีเนื้อหากฎหมายบางเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในมูลคดีวิวาท ทั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของการบัญญัติเพิ่มเติมไปให้ผิดพระธรรมศาสตร์แต่อย่างใดนะครับ แต่เป็นในส่วนของกฎหมายที่มีผู้เรียกว่าเป็น “พระราชนิติศาสตร์” คือ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารกิจการบ้านเมืองโดยแท้ ไม่ได้เกี่ยวกับมูลคดีวิวาทแต่อย่างใด และพวกนี้พระธรรมศาสตร์ก็ไม่ได้กำหนดไว้ด้วย เช่น พระอัยการตำแหน่งนาทหาร นาพลเรือน และนาหัวเมือง พระธรรมนูญในส่วนของบรรดา ตราประจำตำแหน่งทั้งหลาย จะเห็นได้ว่า เป็น “เรื่องภายใน” รัฐแท้ๆ ที่จะจัดระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินกันเอง คงไม่ใช่เหตุผลสากลเหมือนที่กำหนดไว้ในพระธรรมศาสตร์

ดังนั้น กฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมืองในบุพกาลของเรานั้น เริ่มที่คัมภีร์พระธรรมศาสตร์ ซึ่งเหมือนกระสอบเปล่า และกษัตริย์ท่านก็จะมีพระบรมราชวินิจฉัยคดีความต่างๆ จนสกัดออกมาเป็นหลักกฎหมายและเขียนบันทึกไว้ รวบรวมไว้ในกระสอบเรื่องแต่ละเรื่อง เรียกว่า “พระอัยการ” ดังนั้นเมื่อผ่านกาลเวลา ผ่านรัชสมัย ผ่านแผ่นดินมาเรื่อย บรรดาตัวบทกฎหมายที่เรียกว่า “พระราชศาสตร์” เหล่านี้ก็จะมีเพิ่มขึ้นมากมาย แม้ว่าจะมีการยกเลิกหรือวินิจฉัยกลับบ้าง แต่ก็ยังมีปริมาณมากอยู่

เมื่อคราวเสียกรุงครั้งหลัง เอกสารที่เป็นตัวบทกฎหมายอันน่าจะมีอยู่มากมายมหาศาลเหล่านี้ก็ถูกเผาทำลายไป จนเหลือตกมาถึงแผ่นดินกรุงรัตนโกสินทร์เพียง “หนึ่งในสิบส่วน” เท่านั้น ซึ่งผมจะบอกว่าหนึ่งในสิบส่วนดังกล่าวนั้น

มันมีจำนวนมากมายพอๆกับ เนื้อหาของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์รวมกับประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งนับๆแล้วมีประมาณสองพันกว่ามาตรานั่นแหล่ะครับ

ไม่อยากจะคิด หากเราได้รับจากกรุงเก่ามาทั้งหมดสิบส่วนเราจะมีระบบกฎหมายที่สมบูรณ์ครบถ้วนเพียงไร และน่าคิดว่าหากเราไม่ตกอยู่ภายใต้การเอาตัวรอดจากการเป็นอาณานิคม แล้วจำต้องรับเอากฎหมายจากโลกตะวันตกอย่างพลิกโฉมหน้านั้น และมีโอกาสได้สืบสานภูมิปัญญาแห่งระบบกฎหมายดั้งเดิมของเรา ป่านนี้เราจะมีระบบกฎหมายหน้าตาอย่างไร

ไม่เป็นไรครับผ่านไปนานกาเลแล้ว และที่สำคัญกฎหมายใส่สูทก็มีส่วนทำให้ประเทศเราก้าวมาถึงทุกวันนี้ล่ะครับ ขึ้นชื่อว่าเหตุผลแล้ว สิ่งที่ชอบสิ่งที่ถูกย่อมทนต่อการทดสอบ และทนต่อการผ่านเวลาเสมอครับ

เมื่อพระพุทธยอดฟ้าฯ ท่านทรงโปรดให้มีการชำระกฎหมายที่ตกทอดจากกรุงเก่านั้น (หลังจากท่านทรงโปรดให้สังคยานาพระไตรปิฎกไปแล้ว เป็นธรรมดาของการตั้งกรุงใหม่หลังจากเสียกรุงแหละครับที่จะต้อง สร้างศูนย์รวมใจ และจัดระบบระเบียบในสังคมให้เร็วที่สุด) ก็ด้วยเหตุแห่งคดี อำแดงป้อมหญิงไทยใจกล้า เดินขึ้นศาลฟ้องหย่าผัวตัวเองคือนายบุญศรี ซึ่งเป็นช่างเหล็กหลวง ความปรากฏแก่พระเกษมผู้นั่งเป็นตุลาการในคดีนั้นว่า อำแดงป้อมเองที่เป็นฝ่ายลักลอบไปมีชู้ ก็คือนายราชาอรรถ พระเกษมเปิดกฎหมายแล้วพลางเกาหัวแกร่กๆ เนื่องจากในกฎหมายนั้นบัญญัติให้หญิงสามารถฟ้องหย่าชายผู้เป็นผัวได้ แม้ชายนั้นจะไม่มีความผิดใดๆ หากหญิงประสงค์จะฟ้องหย่าชาย ก็ให้หย่าได้ ท่านก็เลยตัดสินไปตามกฎหมายคือ ให้หย่าขาดกันเสีย อำแดงป้อมก็ไปอยู่กับชู้สบายใจเฉิบ

นายบุญศรีเห็นว่าตัวไม่ได้รับความยุติธรรมจึงอุทธรณ์ไปที่ลูกขุน ณ ศาลหลวง ซึ่งนอกจากกล่าวหาว่า พระเกษมตัดสินคดีไม่เป็นธรรมแล้ว ยังกล่าวหาว่าพระเกษมพูดจา “แพละโลม” อำแดงป้อมอีกด้วย จึงรู้เห็นเป็นใจให้หย่าขาดจากตนได้ (งานนี้ถือว่าได้ชำระกฎหมายเพราะเรื่องของโลกีย์แท้ๆเทียว) และเมื่อก็เปิดกฎหมายแล้วเห็นอย่างเดียวกับพระเกษม ท่านก็เลยยืนคำตัดสินเดิมให้หย่าได้อยู่

เมื่อสุดทางแล้วก็เลยตัดสินใจทูลเกล้าถวายฎีกา สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าฯ ท่านทรงรู้สึกแปลกๆ เพราะหญิงสามารถฟ้องหย่าชายได้ แม้ชายจะไม่มีความผิดแน่หรือ กฎหมายคงวิปลาสเป็นแน่ จึงโปรดเกล้าฯให้เจ้าพระยาพระคลังเอากฎหมายที่เก็บไว้ที่ศาลหลวง มาสอบกับฉบับที่เก็บไว้ที่หอหลวงและข้างที่ โดยปรากฏว่าทั้งสามฉบับ เขียนไว้ตรงกันว่า “ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเปนหญิงหย่าชายหย่าได้”

ดังนั้นครับ เรื่องก็เกิดขึ้นเพราะทรงมีพระราชดำรัสว่า ขนาดพระไตรปิฎกแปดหมื่นสี่พันพระธรรมขันธ์เกิดอาการฟั่นเฟือนวิปริตผิดเพี้ยนไป ยังทรงจัดให้มีการสังคายนาชำระให้ผ่องใสขึ้นได้ ฉะนั้นทางฝ่ายอาณาจักรเมื่อกฎหมายออกอาการวิปริตผิดเพี้ยนไปเช่นนี้ก็ย่อมต้องชำระสะสางเช่นกัน ว่าแล้วก็ทรงโปรดให้อาลักษณ์ ลูกขุน และราชบัณฑิต ผู้ทรงภูมิรู้ จำนวน 11 คน (นี่แหละครับน่าจะถือเป็นนักกฎหมายมือฉมังยุคนั้น) ช่วยกันชำระสะสาง โดยสอบกับคาถาบาลีและจัดเป็นหมวดหมู่เข้าไว้ บทไหนที่ทรงเห็นว่าไม่ยุติธรรมท่านก็ทรงชำระดัดแปลงเสียใหม่ เช่น บทชายหาผิดไม่หญิงขอหย่าชายท่านว่าหย่าได้ข้างต้น ซึ่งก็น่าจะเป็นหลักฐานที่ชัดเจนได้ว่า กษัตริย์ไทยสมัยบุพกาลจวบจนทุกวันนี้ ทรงมีพระอัจฉริยะภาพในทางกฎหมายอยู่ทุกพระองค์ เพราะการประสาธน์ความยุติธรรมนั้นก็ถือได้ว่าเป็นพระราชอำนาจและพระราชกรณียกิจประการหนึ่ง และตามพระราชประวัติพระพุทธยอดฟ้าฯ ท่านเคยเป็น “ยกกระบัตร” ต่างพระเนตร พระกรรณ ในการตรวจราชการตามหัวเมือง นั่งกำกับการพิจารณาคดีตามโรงตามศาลหัวเมือง เพื่อมิให้ผิดเพี้ยนไปซึ่งความยุติธรรมด้วย และต่อมาท่านได้รับการขนานนามว่าเป็น “พระบิดาแห่งอัยการไทย” เพราะตำแหน่งยกกระบัตรนี้เอง ต่อมาได้กลายเป็นตำแหน่ง “อัยการ” ในทุกวันนี้เอง

ใช้เวลาชำระเพียง 11 เดือนเองครับ ก็ได้กฎหมายที่ผ่องใสที่สามารถใช้ระงับข้อพิพาท และปกครองบ้านเมืองได้ (จนกระทั่งรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ) และโปรดให้อาลักษณ์ชุบเส้นหมึกเพื่อความคงทน เป็นจำนวนสามฉบับ ไว้ที่ห้องเครื่องฉบับหนึ่ง หอหลวงฉบับหนึ่ง และศาลหลวงฉบับหนึ่ง แต่ละชุดจะต้องปิดตราคชสีห์ ราชสีห์ และบัวแก้วไว้ด้วยกันเสมอ

เหตุผลก็เพื่อกันปลอมครับ เพราะทรงมีพระราชดำริว่า ที่เกิดอาการวิปลาสของกฎหมายนั้นเพราะมีผู้มีจิตใจคิดคดโลภหลงไม่ละอายแก่บาปมาดัดแปลงตบแต่งตามใจชอบเพื่อให้เสียความยุติธรรม ดังนั้นครานี้ท่านจึงทรงโปรดฯให้มีการปิดตราทั้งสามข้างต้นไว้ทุกเล่ม และถ้าเชิญกฎหมายออกมาเพื่อปรับวินิจฉัยคดีแล้วไม่เห็นตราทั้งสามดวงดังกล่าว “อย่าให้เชื่อฟังเป็นอันขาดทีเดียว”

และนี่ก็คือที่มาของชื่อขนานว่า “กฎหมายตราสามดวง”

พอเห็นเค้าลาง และภาพของกฎหมายตราสามดวง แล้วนะครับ

คราวหน้าจะมาเล่าเรื่องพระราชอำนาจที่ปรากฏในกฎหมายตราสามดวงครับ



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter