เรื่องยุ่งๆ ในการตรวจเงินแผ่นดินไทย
แม้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรในสังคมไทย เพราะหากย้อนอดีตไป ประเทศไทยนั้นมีระบบการตรวจเงินแผ่นดินมาแล้วอย่างยาวนาน ซึ่งจะครบหนึ่งร้อยสามสิบปีพอดิบพอดีในปีนี้ และหากจะนับอายุในนามสถาบันหรือองค์กรของรัฐที่ทำหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดินนั้น ก็จะมีอายุครบ 90 ปีในปีนี้เช่นเดียวกัน
แต่ถ้าถามว่าสังคมไทยรู้จักกับบทบาทหน้าที่ รวมทั้งตัวองค์กรหรือสถาบันที่ทำหน้าที่ในการตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าวมากน้อยเพียงไร
แม้จะไม่อาจคะเนออกมาเป็นตัวเลขได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มากนัก
ไม่ต้องคาดหวังเอากับประชาชนตาดำๆ ที่รัฐบาลเรียกว่า “รากหญ้า” เลยครับ ระดับ “ยอดข้าว” อย่างปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยก็เชื่อว่าเพียงหยิบมือเท่านั้น
ส่วนตัวผมเอง จะมาคุ้นหูกับนาม “สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน” (ชื่อในขณะนั้น) และคุณประโยชน์ของ “การตรวจเงินแผ่นดิน” ก็ต้องรอจนถึงชั้นปีที่สี่ของการศึกษาระดับปริญญาตรีเลยทีเดียว
แถมปรากฏอยู่ราวสองหน้ากระดาษในหนังสือเล่มอวบๆ ท้วมๆ ในวิชากฎหมายการคลังและภาษีอากรเท่านั้น
แต่ใครจะเชื่อครับว่า ในระยะเวลาเพียงปีกว่าๆ ที่ผ่านมา ชื่อของ “สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน”, “คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน” กลับปรากฏหราอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์ รวมทั้งกระจายภาพและเสียงผ่านเครื่องรับสัญญาณทั้งโทรทัศน์และวิทยุในจำนวนแทบนับไม่ถ้วนในแต่ละวัน
แต่ถึงจะมากมายเพียงไรก็ยังต้องหลีกทางให้แก่นามนี้ครับ “คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา” ในตำแหน่ง “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน”
ปัญหาสถานะของคุณหญิงจารุวรรณในตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กลายเป็นหัวข้อการสนทนาสาธารณะไป ซึ่งเราสามารถพบเห็นภาพแห่งการถกเถียงกันอย่างเมามันในประเด็นข้อกฎหมายที่ยุ่งยากซับซ้อนของทั้งบรรดาท่านๆ ผู้ทรงเกียรติในสภาผู้แทน วุฒิสภา หรือเรื่อยไปกระทั่งบรรดาลุงๆ ป้าๆ ผู้ทรงกับ (แกล้ม) ในสภากาแฟหน้าตลาด
เรียกได้ว่า ในด้านการประชาสัมพันธ์องค์กรนั้น ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง โดยใช้เวลาน้อยกว่าการพิสูจน์ด้วยผลงานเป็นร้อยๆ เท่า
ณ เวลานี้ ผมเชื่อว่าหลายท่านคงรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางสื่อต่างๆ จนเพียบแปล้ไปหมด ออกจะเยอะเกินไปด้วยซ้ำครับ ว่ากันตั้งแต่ประเด็นข้อกฎหมาย ประเด็นทางการเมือง เรื่อยไปจนกระทั่งไปถึงเรื่องของ “พระราชอำนาจ”
ประเด็นน้อยใหญ่เหล่านี้ ผูกเข้าด้วยกันจนเป็นปมเขม็งเกลียวจนลำพังแค่คลายออกก็ยังนับว่ายากยิ่ง และบางครั้งการพยายามแก้ปมหนึ่งมันกลับทำให้อีกปมรัดตรึงแน่นมากกว่าเดิมเสียอีก
แต่สำหรับผมแล้ว ผมขอวิเคราะห์และวิพากษ์บนฐานของประเด็นข้อกฎหมายดีกว่าครับ เพราะผมเชื่อว่า มันยังเป็นประเด็นที่ตั้งอยู่บนสิ่งที่เรียกว่า “เหตุผล” มากที่สุด แม้จะยาก แต่ก็ยังเห็นแสงรำไรอยู่ปลายอุโมงค์ ต่างจากในประเด็นอื่นที่มักตั้งอยู่บน “ผลประโยชน์” และ “ความเชื่อ” มากกว่า
ในฐานะคนเรียนกฎหมาย คดีนี้ถือได้ว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์อันสุดแสนจะคลาสสิกที่ผมจะไม่มีวันลืมเลือน ตำราทางวิชาการหลายต่อหลายเล่มสามารถถูกโยนเข้ากองไฟได้อย่างไม่ต้องไยดี และผมเชื่อว่าคงยากที่มันจะเกิดขึ้นให้ปวดเศียรกันอีก
แต่ก็ไม่แน่นะครับ ถ้านับจากคดีคุณศิรินทร์ ณ ก.ก.ต. จนมาถึงคดีคุณหญิงจารุวรรณ ณ สตง. แล้ว มันก็ห่างกันแค่ปีกว่าๆ เท่านั้น ความถี่เช่นนี้น่ากลัวเหลือเกินครับว่า ในราวปีหน้าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอาจจะผลิตคำวินิจฉัยทำนองนี้มาให้ยลกันอีก ต้องจับตาดูไม่ให้กระพริบครับว่า ในปีหน้าจะมีการสรรหาบุคคลใดเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญอีกหรือไม่ ถ้ามีนี่มีลุ้นครับ
และเนื่องด้วยความหลากหลายแห่งประเด็น หากเขียนรวมๆ คงยากยิ่งที่จะทำความเข้าใจ ฉะนั้นผมจึงขอแบ่งลำดับในการนำเสนอออกเป็นสามตอนดังนี้ครับ
1. โครงสร้าง บทบาท และอำนาจหน้าที่ขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
2. กระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามที่กฎหมายกำหนด
3. บทวิเคราะห์กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและแนวทางแก้ไข
มาเริ่มกันที่ตอนแรกกันก่อนดีกว่าครับ
…………………………………………………………………
1. โครงสร้าง บทบาท และอำนาจหน้าที่ขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินไทย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ได้สถาปนาองค์กรที่จะมาร่วมกันทำหน้าที่ตรวจเงินแผ่นดินไว้ทั้งสิ้นสามองค์กร อันได้แก่
1. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เหมือนๆ กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น “องค์กรกลุ่ม” ทั้งสิ้น
2. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งมีสองฐานะก็คือ ฐานะที่หนึ่ง เป็นเสมือนเลขาธิการของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน เป็นหน่วยธุรการ ซึ่งในบทบาทนี้ผู้ว่าการฯต้องปฏิบัติหน้าที่ขึ้นตรงต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และฐานะที่สอง เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจในทางการ “ตรวจสอบ” การใช้จ่าย รับจ่ายเงินแผ่นดิน โดยเป็นการปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระ
3. สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เป็นส่วนราชการอิสระ คำว่าอิสระในที่นี้หมายถึง ไม่ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมือง แต่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของผู้ว่าการฯ ตามนโยบายการบริหารของ คตง.
ความเชื่อมโยงของทั้งสามองค์กรนั้น มีดังนี้ครับ
คตง. ถือเป็นองค์กรสูงสุดในการพิจารณาผลการตรวจสอบในการใช้จ่ายเงินแผ่นดิน (คำนี้มันกว้างน่ะครับ ไม่ลำพังเฉพาะเงินงบประมาณเท่านั้น แต่หมายรวมทั้งทรัพย์สินอื่นใดที่อยู่ในความครอบครองดูแลของหน่วยรับตรวจ ซึ่งก็คือองคาพยพทั้งหลายใน “ภาคราชการ” ด้วย ) ผลการตรวจสอบจะออกมาใน 4 รูปแบบ ดังนี้
1. พิจารณาผลในทางวินัย หมายถึง ชี้ว่าเจ้าหน้าที่รายใดที่เกี่ยวข้องกับการใช้จ่าย ควบคุม เก็บรักษาเงินหลวง ปฏิบัติหน้าที่โดยเกิดความบกพร่องผิดพลาดในการใช้จ่ายเงินตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ทั้งนี้เพื่อให้ต้นสังกัดพิจารณาความผิดและลงโทษวินัยราชการ
2. พิจารณาผลในทางแพ่ง ส่วนใหญ่ก็คือการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ เป็นการเรียกเงินคืนหรือให้ชดใช้ความเสียหาย ซึ่งก็ต้องแจ้งไปให้หน่วยงานเจ้าของเงินเป็นผู้เรียก ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่และระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการพิจารณาเรื่องละเมิดดังกล่าว
3. พิจารณาผลในทางอาญา เป็นกรณีที่พบว่าเจ้าหน้าที่มีพฤติการณ์น่าเชื่อว่าทุจริตหรือประพฤติมิชอบ ผิดกฎหมายอาญา กรณีนี้จะส่งไปให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินคดีอาญา ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ
อำนาจหน้าที่ของ คตง. ส่วนใหญ่จะอยู่ที่การวางนโยบาย ออกระเบียบในการตรวจเงินแผ่นดิน แต่ไม่ได้ลงมาใช้อำนาจตรวจสอบเอง เหตุเพราะอำนาจในการตรวจสอบนั้นเป็นของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ภายใต้การบังคับบัญชาชองผู้ว่าการฯ
หากจะเทียบตำแหน่งผู้ว่าการฯกับเลขาธิการของหน่วยธุรการทั้งหลายในองค์กรอิสระอื่น จะพบว่ามีความแตกต่างกันอยู่มากพอสมควร เนื่องจากตำแหน่งผู้ว่าการฯเป็นตำแหน่งที่ต้องมีการสรรหาและได้รับการแต่งตั้งโดยความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งมีมาตรฐานเทียบได้กับการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญเลยทีเดียว รวมทั้งบรรดาเงินเดือน ค่าตอบแทนอื่นก็ได้เท่าเทียมกับตัวกรรมการตรวจเงินแผ่นดินด้วย
สำหรับการเข้าสู่ตำแหน่งและการพ้นจากตำแหน่งก็มีการกำหนดไว้ค่อนข้างชัด โดยให้โยงกับวุฒิสภา คือถ้า คตง. จะให้ผู้ว่าการฯพ้นจากตำแหน่ง ก็จะต้องมติเอกฉันท์ว่าประพฤติเสื่อมเสีย และนอกจากนั้นต้องส่งไปให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบให้พ้นจากตำแหน่ง โดยต้องใช้มติเสียงสามในสี่ของวุฒิสภาด้วย ซึ่งไม่ใช่ง่ายๆ เลยครับ
ความสัมพันธ์ระหว่าง คตง. กับผู้ว่าการฯจึงไม่ใช่ในฐานะผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาแต่อย่างใด แต่มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่กันอย่างชัดเจน นั่นคือ คตง. เป็นผู้วางนโยบายและคุมนโยบายการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งการพิจารณาผลการตรวจสอบ ท่านไม่ได้ลงมาตรวจเอง แต่จะพิจารณาผลการตรวจสอบซึ่งกระทำโดยเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นข้าราชการของ สตง.
ดังนั้นการใช้อำนาจในการตรวจสอบทั้งหลาย จึงเป็นเรื่องของ สตง. ที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของผู้ว่าการฯเท่านั้น คตง. จะลงมาสั่งในทางปฏิบัติให้ตรวจเรื่องนี้เรื่องนั้นไม่ได้ หรือแทรกแซงการปฏิบัติในการตรวจสอบไม่ได้นั่นเองครับ
คตง. ท่านทำได้เพียงการวางนโยบายการตรวจสอบ ออกระเบียบเป็นกรอบในการปฏิบัติหน้าที่ของบรรดาข้าราชการทั้งหลาย และพิจารณาลงความเห็นในผลการตรวจสอบที่ สตง. ส่งเรื่องขึ้นไปให้
แต่สำหรับการแจ้งผลการตรวจสอบไปยังส่วนราชการทั้งหลายนั้น ต้องกระทำในนามของ คตง. ทั้งนี้เนื่องจากเป็นองค์กรอิสระที่ถูกออกแบบไว้ให้ “ชน” กับ “ช้าง” ทั้งหลายโดยเฉพาะในรัฐบาล
ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่าตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้นถือเป็น “กันชัน” ระหว่าง คตง. กับสตง. ด้วยก็ไม่น่าจะผิดนัก
ฉะนี้กระมังครับ ที่ตำแหน่งผู้ว่าการฯ จึงมีความพิเศษและมีประเด็นเรื่องราวมากมาย ให้ถกเถียงกัน
การคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระของบ้านเรา ต้องยอมรับว่า จะให้ปลอดจากการเมืองเป็นเรื่องยากเหลือเกิน การที่ศาสตราจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ เคยวางโครงสร้างให้ผู้ว่าการฯเป็นอิสระจากฝ่ายการเมือง และในขณะเดียวกันก็อิสระ (พอควร) จาก คตง. เองด้วย อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งในการสร้าง “กันชน” ระหว่าง คตง. กับข้าราชการใน สตง. หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นการแบ่งแยกองค์กรในการ “ตรวจสอบ” และ “พิจารณาผล” ออกจากกัน
หากเปรียบเทียบกับโครงสร้างขององค์กรอย่างคณะกรรมการป้องกันและปรามปราบการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. จะพบว่าต่างกันมาก เพราะตัว ป.ป.ช.เอง มีอำนาจในการลงมาไต่สวน รวมทั้งสืบสวนสอบสวน (แสวงหาข้อเท็จจริง และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิดและจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ) ด้วยตนเอง คือ “ลงมาเล่นเอง” นั่นแหล่ะครับ ไม่ได้ถูกแยกเช่นกับ โครงสร้างของ คตง. และ สตง.
แต่อำนาจของ คตง. และ สตง. เองก็มีจำกัด คำวินิจฉัยของ คตง. ไม่ได้มีอำนาจในการลงโทษ หรือให้คุณให้โทษด้วยตัวเอง เป็นแต่เพียงแจ้งผลการตรวจสอบไปยังองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น วินัย ก็ต้องแจ้งไปยังหน่วยงานต้นสังกัด แพ่ง พวกเรียกเงินคืน ก็ต้องแจ้งไปยังเจ้าของเงิน เช่น หน่วยงานต้นสังกัดนั่นแหล่ะ หรือกระทรวงการคลัง และอาญา ก็แจ้งไปยัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ปปช. แล้วแต่กรณี
เรียกง่ายๆ ว่า “ขี้ฟ้อง” น่ะครับ
อย่างไรก็ตาม อาวุธหรือเขี้ยวเล็บใหม่ๆ ของ คตง. และ สตง. ใน พ.ศ. นี้ ก็ยังพอทำให้ องค์กรตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าว เป็นเป้าหมายในทางการเมืองกับเขาได้บ้าง หลังจากปล่อยให้พี่ๆ น้องๆ อย่าง กกต. และ ปปช. รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้ล่วงหน้าไปก่อนหลายช่วงตัว
เขี้ยวเล็บดังกล่าว แม้จะไม่ถึงกับกล่าวได้ว่าเป็น “อาวุธหนัก” ที่มุ่งเข้าประหัตประหาร หรือเอื้อมมือไปตบกะโหลกบรรดาข้าราชการ หรือนักการเมืองขี้ฉ้อ ได้โดยตรง แต่ก็เรียกได้ว่า กระทุ้งให้พอแสบสีข้างกันได้บ้าง มาตรการหรือเขี้ยวเล็บดังกล่าว ได้แก่
1. ในเรื่องขี้ฟ้องนั้น เรียกว่ากฎหมายกำหนดให้ คตง. และ สตง. ฟ้องแบบ “กัดไม่ปล่อย” หรือภาษาทางการเรียกว่า “อำนาจในการติดตามผลการปฏิบัติการตามมติ คตง.” นั่นเองครับโดยหากไม่คืบหน้า หรือมีการดำเนินการที่ไม่สมเหตุสมผลตามที่ตรวจไป ก็มีอำนาจแจ้งไปยังหน่วยงานกำกับที่สูงขึ้น จนกระทั่งถึง คณะรัฐมนตรี และสภา โดยเฉพาะกรรมาธิการทุจริต และ กรรมาธิการงบประมาณ เพื่อพิจารณาตัดงบของหน่วยงานนั้นๆ ในปีต่อไป
2. การลงโทษปรับทางวินัยงบประมาณและการคลัง อันนี้ล่ะครับ ไม้เรียวประจำตัวของ คตง. ท่าน สามารถหยิบฟาดก้นนักเรียนจอมดื้อได้เอง โดยไม่ต้องไปหยิบยืมกระบองใครที่ไหน โดยโทษปรับดังกล่าว มีผลเช่นเดียวกับโทษตัดเงินเดือน ของวินัยข้าราชการพลเรือนทั่วไปนั่นแหล่ะครับ เพียงแต่ คตง. ท่านลงโทษได้เลยด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอให้ต้นสังกัดลงโทษ แต่ทั้งนี้หากหน่วยงานต้นสังกัดปืนไวกว่าลงโทษไปแล้ว ก็จะไม่ลงซ้ำครับ
จะว่าเป็นเสือกระดาษ ก็กระดาษครับ แต่ตามกฎหมายปัจจุบัน ก็น่าจะเป็น กระดาษแข็ง ตีแล้วมันก็รู้สึกบ้าง ไม่ใช่กระดาษสา หรือ ทิชชู่ ที่โดนน้ำก็ยุ่ย ตีไงก็ไม่เจ็บ ยกเว้นว่า กระดาษสา หรือ ทิชชู่นั้น มันจะ
ห่อค้อน
กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
มาตรา 312 วรรคแรก การตรวจเงินแผ่นดินให้กระทำโดยคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระและเป็นกลาง
วรรคสาม คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีหน่วยธุรการของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินที่เป็นอิสระโดยมีผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินเป็นผู้บังคับบัญชาขึ้นตรงต่อประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542
มาตรา 39 สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับราชการทั่วไปของคณะกรรมการ และให้มีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้
(1) รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการ
(2) ตรวจสอบการเงินแผ่นดิน ดังต่อไปนี้
(ก) ตรวจสอบการรับจ่าย การเก็บรักษา และการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สินอื่นของหน่วยรับตรวจ หรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจ…
(ข) ตรวจสอบบัญชีและรายงานการรับจ่ายประจำปีงบประมาณและแสดงฐานะการเงินแผ่นดินประจำปีงบประมาณ และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตามกฎหมายและตามความเป็นจริงหรือไม่
(ค) ตรวจสอบบัญชีทุนสำรองเงินตราประจำปี และแสดงความเห็นว่าเป็นไปตมกฎหมายและความเป็นจริงหรือไม่
(ง) ศึกษาและเสนอความเห็นเกี่ยวกับแผนงาน งาน โครงการที่จะมีผลกระทบต่อการจัดทำงบประมาณ
(จ) ตรวจสอบเกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีอากร ค่าธรรมเนียมและรายได้อื่นของหน่วยรับตรวจ…ในกรณีนี้ให้มีอำนาจตรวจสอบการประเมินภาษีอากร การจัดเก็บค่าธรรมเนียม และรายได้อื่นที่หน่วยรับตรวจจัดเก็บด้วย…
มาตรา 41 ให้ผู้ว่าการมีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้
มาตรา 42 ในการตรวจเงินแผ่นดิน ให้ผู้ว่าการและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบมีอำนาจตรวจสอบเงินและทรัพย์สินอื่น บัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานในการใช้จ่ายและหลักฐานอื่นที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจและให้มีอำนาจดังต่อไปนี้ด้วย
(1) เรียกผู้รับตรวจหรือเจ้าหน้าที่ของหน่วยรับตรวจมาเพื่อสอบสวน
(2) อายัดเงินและทรัพย์สิน บัญชี ทะเบียน เอกสาร หรือหลักฐานอื่นที่มีอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยรับตรวจ
(3) เรียกบุคคลใดๆมาให้การเป็นพยาน
(4) มีอำนาจเข้าไปในสถานที่ใดๆในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตกหรือในเวลาทำการ เพื่อตรวจสอบ…
มาตรา 43 ให้ผู้ว่าการรายงานผลการตรวจสอบต่อคณะกรรมการเว้นแต่เป็นเรื่องที่คณะกรรมการกำหนดหรือมอบหมายให้ผู้ว่าการพิจารณาดำเนินการได้เอง
………………………………………………………….
2. กระบวนการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินตามที่กฎหมายกำหนด
กระบวนการสรรหาผู้ว่าการฯ ถือเป็นรากแก้ว ขื่อ คาคบ อันใหญ่โตแน่นแฟ้น อย่างแท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นการทำหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญผมมองว่าเป็นเพียงกาฝากที่เกาะกินน้ำเลี้ยงอยู่ตามลำต้นเท่านั้นครับ
โดยสาระสำคัญของ “กระบวนการสรรหา“ ผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้น ผมมองภาพของเรื่องนี้เป็นเหมือนสายพานการผลิตที่มีกระบวนการเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การสรรหาชื่อผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม โดย คตง. ต่อจากนั้น ก็เสนอชื่อบุคคลดังกล่าว สู่การพิจารณา เพื่อให้ “ความเห็นชอบ” โดยวุฒิสภา เมื่อวุฒิสภาเห็นชอบบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯแล้ว ก็จะนำชื่อบุคคลนั้นทูลเกล้าฯ ในหลวงท่านเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยก็เป็นอันเสร็จสิ้นกระบวนการ
ประเด็นปัญหาก็คือการทำงานของสายพานเส้นนี้ มันสะดุดตรงไหน?
มันมาสะดุดในขั้นตอนของการสรรหาบุคคลของ คตง. เพื่อนำชื่อของบุคคลดังกล่าวเสนอต่อวุฒิสภา
มันมาสะดุดเพราะระเบียบคตง.ว่าด้วยการสรรหาบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้นดันระบุให้ “เสนอชื่อผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุด” เพียงรายเดียว เพื่อให้วุฒิสภา “เห็นชอบ” แต่เอาเข้าจริง คตง. กลับ เสนอชื่อขึ้นไปสู่การพิจารณาของวุฒิสภา พร้อมกันถึงสามชื่อ แล้วผู้ที่ได้รับการเห็นชอบจากวุฒิสภาให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ดันมาเป็นคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งได้คะแนนเป็นอันดับสอง ไม่ใช่นายปัญญา ดาบเพชร ที่ได้คะแนนสูงสุดตามระเบียบฯ
หลายท่านตีความว่า ระเบียบดังกล่าวขัดต่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 30 เพราะ มาตรานั้นบัญญัติให้ คตง. จัดทำเป็น “บัญชีรายชื่อ” เสนอต่อวุฒิสภา นั่นหมายความว่า พระราชบัญญัติดังกล่าว อนุญาตให้ คตง. เสนอรายชื่อหลายรายชื่อได้ เพราะให้ทำเป็นบัญชี (โปรดนึกภาพบัญชีหางว่าว ทะเบียนไพร่พลสมัยโบราณที่ต้องมีรายชื่อยั้วเยี้ย) ดังนั้นการที่ระเบียบ คตง. กลับกำหนดให้ คตง. เสนอชื่อบุคคลที่ได้รับคะแนนสูงสุดนั้น ย่อมหมายถึง ให้ส่งได้แค่ “คนเดียว” นั่นก็ย่อมแสดงให้เห็นว่า ระเบียบดังกล่าวนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติ ซึ่งเป็นหลักกฎหมายทั่วไปว่า กฎหมายลำดับสูงกว่าย่อมมาก่อน หรือ ตัด กฎหมายในลำดับต่ำกว่า หากเนื้อหาของกฎหมายทั้งสองขัดหรือแย้งกัน
ในเรื่องนี้ ผมกลับเห็นต่างครับ จากการที่ผมสำรวจ บทบัญญัติที่เกี่ยวข้องในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน ในมาตรา 30 และ 31 ซึ่งเกี่ยวข้องกับขั้นตอนการเสนอชื่อของบุคคลที่มีคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ต่อวุฒิสภานั้น ผมพบว่า กฎหมายดังกล่าวมีเจตนารมณ์ในการให้ คตง. เสนอรายชื่อบุคคลนั้น เพียง “ชื่อเดียว” จริงๆ
ผมไม่ได้นั่งเทียนเขียนครับ สาบานได้
สังเกตได้จากถ้อยคำลายลักษณ์อักษรของ มาตรา 30 และ 31 โดยเฉพาะใน มาตรา 31 ครับ แม้มาตรา 30 จะให้ส่งเป็นบัญชีรายชื่อ ซึ่งหลายท่านมองภาพเป็นบัญชีหางว่าวอย่างที่ได้ว่ามาแล้ว แต่กระนั้น บัญชีรายชื่อ ก็ไม่ได้หมายความว่าส่งเพียงคนเดียวไม่ได้นะครับ
ลองมาดู มาตรา 31 กันดีกว่าครับ ว่าอ่านยังไงถึงหมายถึง “คนเดียว”
ถ้อยคำที่เป็นคำสำคัญของมาตราดังกล่าวได้แก่คำว่า…
1. เห็นชอบ ในวรรคแรก
2. คะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง ในวรรคสอง
3. ถ้าไม่เห็นชอบให้ คตง. คัดเลือกคนใหม่ขึ้นไป จนกว่า วุฒิสภาจะเห็นชอบ ซึ่งเป็นเนื้อความหลักในวรรคที่สี่
ขยายความได้ดังนี้ครับ
1. เมื่อ คตง.ได้สรรหาบุคคลผู้มีคุณสมบัติตามกฎหมายและเหมาะสมที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว ก็จะต้องส่งรายชื่อบุคคลนั้นต่อไปให้ วุฒิสภา “ให้ความเห็นชอบ” ถ้อยคำๆว่า “เห็นชอบ” นี้เป็นคำสำคัญที่ต้องพิจารณา เหตุเพราะ หากพิจารณาบทบัญญัติในกฎหมายอื่นๆที่เกี่ยวกับการสรรหาหรือคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น กรณีของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา หรือแม้แต่ กรณีคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินเองแล้ว
ผมพบว่า กฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้นๆ กลับบัญญัติให้ วุฒิสภา “เลือก” ไม่ใช่ “เห็นชอบ”
การที่เรื่องเดียวกัน กฎหมายบัญญัติโดยใช้ถ้อยคำต่างกัน นั่นย่อมหมายความว่า กฎหมายมีความประสงค์ให้ความหมายมันต่างกันด้วยน่ะครับ
บางคนตีความอีกว่า ก็ส่งสามเห็นชอบหนึ่งก็ได้นี่
ครับ…แต่แถวฝั่งธนบ้านผมเค้าเรียกว่า “เลือก” ครับ อีแบบนั้นน่ะ
2. นอกจากความแตกต่างแห่งถ้อยคำของคำว่า “เลือก” กับ “เห็นชอบ” ที่ผมโปรยไว้แล้วนั้น การลงคะแนนของวุฒิสภาในการเห็นชอบผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ก็น่าคิด เนื่องจาก กรณีการเลือกองค์กรอิสระอื่นๆที่กฎหมายกำหนดให้ส่งเป็นบัญชีรายชื่อโดยปรากฏรายชื่อบุคคลมากกว่าหนึ่งให้วุฒิสภาไปเลือกเอาเองนั้น กฎหมายจะบัญญัติเกี่ยวกับเกณฑ์คะแนนไว้โดยใช้เกณฑ์คะแนน “สูงสุด” และ ต้อง”ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกวุฒิ” เป็นมาตรฐานสำหรับผู้ชนะ นั่นหมายถึง ในบรรดาหลายหน่อนั้น ใครได้คะแนนสูงสุดและคะแนนสูงสุดนั้นเกินกึ่งหนึ่ง ก็เป็นผู้ที่ได้รับชัยเหนือคู่แข่งร่วมบัญชีรายชื่อนั้น
แต่หากสังเกตกรณีการลงคะแนนให้ความเห็นชอบผู้ว่าการฯ กฎหมาย กำหนดแต่ คะแนนที่จะให้ความเห็นชอบนั้น ต้อง “มากกว่ากึ่งหนึ่ง” เท่านั้น หาได้บัญญัติถึงกรณีคะแนนสูงสุด เหมือนกรณีอื่นแต่อย่างใด หรือพูดง่ายๆ ก็คือ เมื่อไม่มีเกณฑ์คะแนนสูงสุด ก็ย่อมหมายความได้ว่า มันไม่มีการแข่งขันของบุคคลในบัญชีหลายคน หากแต่เพราะมันเป็นคนๆเดียวแค่นั้นแหล่ะ ถึงกำหนดให้เห็นชอบด้วยคะแนนเกินกึ่งแค่นั้น
ผมว่ามันจะง่ายกว่านั้นนะ ถ้ากฎหมายหันไปใช้คำว่า “รับรอง” แทน “เห็นชอบ”
3. มาถึงเหตุผลสุดท้าย วรรคท้ายของ มาตรา 31 บอกกล่าวถึงกรณีที่วุฒิสภา ไม่ให้ความเห็นชอบกับบุคคลที่ คตง. สรรหามา ผลก็คือ คตง. ต้องไปดำเนินการสรรหา และเสนอขึ้นมาใหม่ จนกว่า วุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบ หมายความว่าอย่างไรครับ ก็หมายความว่า คตง.คัดมาทีละคน ส่งไปให้วุฒิสภาพิจารณา ถ้าไม่ชอบ ก็คืนกลับลงมา ให้ คตง. จัดไปให้ใหม่ ทีละคนๆไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีผู้ที่ต้องชะตาโดยต้องได้คะแนน “เห็นชอบ” เกินกึ่งหนึ่งนั่นแหล่ะครับ จึงจะเสร็จสิ้น
จากเหตุผลทั้งหลายแหล่ที่ผมยกมา ผมจึงเห็นว่า ระเบียบ คตง. ที่กำหนดให้ต้องส่งคนที่ได้คะแนนสูงสุดเพียงคนเดียวจาก คตง. ไปสู่ วุฒิสภาให้ความเห็นชอบนั้นหาได้ขัดกับ รัฐธรรมนูญ หรือ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดินไม่ ออกจะสอดคล้องต้องกันด้วยครับ
นั่นเท่ากับผมยอมรับว่าการส่งชื่อไปทั้งสามท่าน คือ นายประธาน ดาบเพชร นางจารุวรรณ เมณฑกา (ก่อนได้คุณหญิง) และ นายนนทพล นิ่มสมบูรณ์ นั้น ขัดต่อระเบียบฯ และพระราชบัญญัติ แม้จะวงเล็บไปว่า นายประธาน ได้คะแนนมากที่สุด รองลงมาคือ นางจารุวรรณ และนายนนทพล ก็ตามที
มาถึงตรงนี้แล้ว หลายคน อาจจะเกาหัวแล้วตั้งคำถามว่า แล้วผมจะเขียนเรื่องนี้หาอาวุธด้ามยาวใช้แทงทำไม ในเมื่อก็ยอมรับแล้วว่ามันขัด มันก็ต้องพังราบเรียบไปทั้งหมด ไม่ว่าจะมีการโปรดเกล้าฯ แล้วหรือไม่
หรือ “เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว” นั่นเองครับ
มิได้ครับ การที่มีขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งบกพร่อง ผมไม่ได้มองว่ามันจะทำให้ขั้นตอนที่ชอบภายหลังจากนั้น ต้องพังไปด้วย หรือต้องมีการยกเลิกเพิกถอนขั้นตอนที่ชอบภายหลังในทุกกรณี
บ้านแม้ไม่ได้ตอกเสาเข็ม ก็ไม่ได้หมายความว่า ต้องรื้อบ้านที่สร้างเสร็จแล้ว เพื่อตอกเสาเข็มใหม่ หากดินที่ก่อสร้างแข็งแรงดีเพียงพอแล้ว และไม่มีผลต่อความมั่นคงของบ้านหลังดังกล่าว
ผมเห็นว่า มันต่างจาก เรื่องการ ขาด “คุณสมบัติ” ที่ไม่ว่า จะได้รับการโปรดเกล้าฯ แล้วนานกี่ปี เมื่อค้นพบว่า ผู้ดำรงตำแหน่งขาดคุณสมบัติบางประการ เช่น ไปปลอมวุฒิการศึกษา อันนี้ไปหมดครับ ล้มเป็นโดมิโนกันเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้ผมจึงเห็นว่าขั้นตอนที่บกพร่องนั้น หากจะส่งผลให้ต้องมีการยกเลิกเพิกถอนขั้นตอนที่ “ชอบด้วยกฎหมาย” ที่เกิดขึ้นมาภายหลังนั้นได้ มันต้องเป็นขั้นตอนที่ “สำคัญ” จริงๆ
แล้วที่ว่า สำคัญ ไม่สำคัญ จะเอาอะไรมาวัด?
ผมคิดอย่างนี้ครับ
เริ่มที่ความสำคัญและสถานะขององค์กรที่เรียกว่า “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” กันก่อน อย่างที่ผมกล่าวไว้แล้วในตอนแรก ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะว่าไปถือได้ว่าเป็นองค์กรที่มีสถานะพิเศษ เหตุเพราะได้รับการบัญญัติเคียงคู่กับคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ในภารกิจการตรวจเงินแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่เป็นเพียงแม่บ้านคอยปัดกวาดเช็ดถู เหมือน เลขาธิการสำนักงานขององค์กรอิสระทั้งหลายเท่านั้น
ด้วยสถานะและภารกิจที่ค่อนข้างพิเศษ การคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งนี้ จึงต้องพิเศษตามไปด้วย คือ
ไม่หลวมเหมือนกับการเลือกคนมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานขององค์กรอิสระทั้งหลาย และขณะเดียวกัน ก็ไม่แน่นขนาดการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งของบรรดาคณะกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหลาย ที่ขนาดต้องมีการตั้งกรรมการสรรหามากมาย และวุ่นวาย เดี๋ยวจะเอาการเมือง เดี๋ยวไม่เอาการเมือง ปวดกบาล
ด้วยเหตุที่ต้องทำงานร่วมกันกับ คตง. และขณะเดียวกัน ต้องดำรงบทบาทแห่งการ ดุลและคานอำนาจกับ คตง. ด้วย การสรรหาจึงต้องเปิดโอกาสให้ คตง. และ วุฒิสภา ในการใช้อำนาจร่วมกันในการเลือกบุคคลดังกล่าว ไม่ให้ตกอยู่ในอาณัติของ คตง.เกินไป ขณะเดียวกัน ก็ยังผูกด้ายแดงโยงกับ คตง.ไว้ไม่ให้หลุดลอยไป
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 มาตรา 31 ที่ผมยกขึ้นมาข้างต้นแล้วนั้น แสดงให้เห็นถึงการออกแบบ ดุลอำนาจระหว่าง คตง. และ วุฒิสภา ในการร่วมกันสรรหาผู้ว่าการฯ โดยให้ คตง.เป็นคนเสนอชื่อ แล้วให้วุฒิสภา ให้ความเห็นชอบ (คงไม่ผิดนักหากผมจะเปลี่ยนเป็น ให้ คตง.เป็นผู้เลือก และวุฒิสภาเป็นผู้รับรอง)
ดังนั้นการส่งชื่อที่ผิดพลาดดังกล่าว จะถือว่าสำคัญหรือไม่สำคัญ ผมมองว่า เราน่าจะวัดได้จาก การกระทำดังกล่าว ทำให้ดุลอำนาจในการเลือกผู้ว่าการฯ ตามที่กฎหมายออกแบบไว้ ระหว่าง คตง. กับวุฒิสภาเปลี่ยนไปหรือไม่
ในความเห็นของผม ผมเห็นว่า “เปลี่ยน” ครับ เปลี่ยนอย่างไรครับ?
เพราะมันจะต่างอะไร หากกฎหมายบัญญัติให้ คตง.สามารถส่งชื่อผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ ได้สามชื่อ เพื่อให้วุฒิสภาเลือก แต่ คตง.กลับหลับหูหลับตาส่งไปเพียง “ชื่อเดียว” ฉันใดก็ฉันนั้นแล
เท่าที่ร่ายยาวมาทั้งหมด เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า บทบัญญัติในกฎหมายทั้งหลายที่เกี่ยวกับการคัดเลือกผู้ว่าการฯ นั้นมีอยู่อย่างไร กระบวนการทั้งหลายแหล่เป็นอย่างไร และ โดยเฉพาะ เรื่อง “ดุลอำนาจ”ในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ระหว่าง “คตง.” กับ “วุฒิสภา” ตามกฎหมายเป็นอย่างไร
ผมยังไม่ได้แสดงความเห็นว่า มันเหมาะสมหรือไม่อย่างไรเลย
จริงอยู่กฎหมายวางโครงสร้าง และวางดุลอำนาจในกรณีนี้ไว้อย่างข้างต้น แต่ถามผมว่า ผมเห็นด้วยหรือไม่?
ผมไม่ค่อยจะเห็นด้วยกับมันสักเท่าไหร่
ทำไมหรือครับ?
ก็เพราะความเป็นองค์กรที่ต้องร่วมกัน “ตรวจเงินแผ่นดิน” และ ความเป็นองค์กรที่ต้อง “ดุลและคาน” อำนาจระหว่างกันในการตรวจเงินแผ่นดิน ของ “คตง.” และ “ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน” น่ะสิครับ
น้ำหนักที่ได้ดุล ในการสรรหาผู้ที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้น ก็ควรต้องสอดคล้องและเหมาะสมกับภาระหน้าที่และบทบาทขององค์กรดังกล่าวข้างต้นด้วย
ผมมองว่า น้ำหนักที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน และระเบียบ คตง.ว่าด้วยการสรรหาผู้ว่าการฯ นั้น ค่อนข้างจะโอนเอียง มาทาง คตง. จนยากจะเรียกว่า “ได้ดุล”
เพราะอะไรครับ?
หากเราพิจารณาจากการสรรหาผู้ที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอื่นๆตามรัฐธรรมนูญนั้นจะเห็นว่า กฎหมายกำหนดให้มีการ “เสนอชื่อ” ผู้ที่เหมาะสมและมีคุณสมบัติครบถ้วน โดยองค์กรที่เรียกว่า “กรรมการสรรหา” ซึ่งมักจะออกแบบให้มีองค์ประกอบอันหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่คล้ายกันคือ ประธานศาลทั้งสามศาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ และผู้แทนพรรคการเมือง เทือกๆนี้
สังเกตได้ว่า กรรมการสรรหา มักมาจากภาคส่วนที่มีต้นทุนทางสังคม “ค่อนข้างสูง” (แม้ว่าจะมีข้อถกถียงเรื่องตัวแทนพรรคการเมืองในปัจจุบันก็ตาม)
หากพิจารณาอำนาจหน้าที่ของกรรมการสรรหาเหล่านี้ จะพบว่า ไม่ใช่เป็นแค่เพียงองค์กรตรายาง ที่มีไว้สำหรับรับสมัครบรรดาผู้ต้องการแข่งขันเพื่อดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ หรือเป็นแค่เพียง “บุรุษไปรณีย์” ในการรับส่งเอกสารการสมัคร และรวบรวมรายชื่อ ส่งวุฒิสภาแค่นั้น ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องขนาดลากเอาคนอย่างประธานศาลสามศาล อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัฐ หรือผู้แทนพรรคการเมือง หรอกครับ ลำพังข้าราชการรัฐสภาก็น่าจะพอแล้ว
กรรมการสรรหาสามารถพิจารณาคัดบรรดาผู้สมัครทั้งหลาย ให้เหลือจำนวนที่กฎหมายกำหนด (ซึ่งมักจะเป็นจำนวนสองเท่าของตำแหน่งที่จะดำรงได้) นั่นหมายถึง ในกระบวนการสรรหานั้น มีกระบวนการ “คัดเลือก” เบื้องต้น เพื่อหาผู้ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนและ “มีความเหมาะสม” ก่อนจะส่งให้วุฒิสภา
ได้กลิ่นการดุลและคานอำนาจกันระหว่าง “กรรมการสรรหา” กับ “วุฒิสภา” หรือยังครับ?
ผมไม่ต้องการขนาดให้ดุลอำนาจในการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าการฯ เป็นได้ดั่งกรณีข้างต้นหรอกครับ เพราะอย่างที่ผมว่า อย่างไรเสีย ผู้ว่าการฯ กับ คตง. ท่านก็ต้องทำงานด้วยกัน และในฐานะหนึ่ง ผู้ว่าการฯ ท่านก็เป็นเสมือนแม่บ้าน คอยดูแลงานทางธุรการของ คตง. ท่านด้วยน่ะครับ
ไม่จำเป็นต้องไปตั้ง กรรมการสรรหา จากบุคคลภายนอก องค์กรภายนอก ในการสรรหาผู้ว่าการฯ ให้วุ่นวาย ผมมองว่า ให้ คตง. เป็นผู้สรรหานั้นดีอยู่แล้ว
เพราะเมื่อเป็นผู้สรรหาก็ย่อมหมายความว่า ท่านได้ “คัดเลือก” คนที่จะมาทำงานกับท่านได้ในเบื้องต้นแล้ว
การให้ คตง. คัดเลือกเพียงชื่อเดียว เพื่อเสนอให้แก่วุฒิสภา ผมว่ามันล้ำเส้นเกินไป หรือกล่าวอีกนัยหนี่งก็คือ มันเป็นการบีบเปลือกตาของวุฒิสภาให้หรี่ลงมองแต่เฉพาะคนๆเดียว แทนที่จะเบิกตาให้กว้าง แล้วได้มีโอกาสเทียบกับหลายๆคน ซึ่งผมมองว่าการออกแบบเช่นนี้มันไม่ค่อยจะได้ดุลสักเท่าไหร่ (เพราะอย่างน้อยไอ้หลายๆคนที่ส่งไป ก็มาจากคนที่ท่านสรรหามากับมือทั้งนั้นแหล่ะ)
ผมไม่อยากเห็นภาพ “คนๆเดียวๆ” ที่ท่านเลือก จะต้องมาสำนึกกตัญญู กับ คตง. ในการทำหน้าที่ที่ต้องมีทั้งการดุลและคานอำนาจกัน
สรุปก็คือ ผมมองว่า แค่กฎหมายกำหนดให้ คตง.เป็นองค์กร “สรรหา” เพื่อเสนอชื่อผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดดุลอำนาจอันเหมาะสม ไม่จำเป็นต้องขนาด ให้ คตง.เลือกเหลือเพียง “คนเดียว”
หากพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน จะได้รับโอกาสแก้ไขเพิ่มเติมต่อไป ผมว่าประเด็นนี้น่าจะเป็นประเด็นหนึ่งที่ควรได้รับการพิจารณา
นอกจากนั้น ประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะสะเทือนเลื่อนลั่นมากกว่า เรื่อง “ดุล” อำนาจระหว่าง วุฒิสภาและ คตง. ข้างต้น คือ ประเด็นความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของตัวพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542 เอง เพราะหากเปิดดูในรัฐธรรมนูญใน มาตรา 312 แล้วจะพบว่า รัฐธรรมนูญกำหนดให้วิธีการ รวมถึงมาตรฐานในการสรรหาผู้เหมาะสมที่จะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้น ต้องถูกรับรอง หรือประกันให้ปรากฏอยู่ในกฎหมายระดับ “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ” นั่นหมายความว่า บรรดาวิธีการสรรหาทั้งหลายควรต้องกำหนดไว้อย่างชัดเจนและครบถ้วนในตัว “พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน” ที่ได้รับการร่างและพิจารณาจากองค์กรที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้แทนราษฎร” แต่ในความเป็นจริงแล้ว รายละเอียดในกระบวนการสรรหาผู้ว่าการฯ กลับไปปรากฏอยู่ใน “ระเบียบ คตง.” ซึ่งจะว่าไปก็เทียบได้กับกฎลำดับรอง เช่นเดียวกับกฎกระทรวงที่ออกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเท่านั้น
ดังนั้นทั้งตัวพระราชบัญญัติ และระเบียบ คตง. ดังกล่าวจึงสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะขัดต่อกฎหมายสูงสุด ซึ่งน่าจะมีการหยิบยกมาพิจารณากันอย่างจริงจังด้วยเช่นกันในภายภาคหน้า
กฎหมายที่เกี่ยวข้องครับ
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
มาตรา 312 วรรค7 คุณสมบัติ ลักษณะต้องห้าม การสรรหาและการเลือก และการพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รวมทั้งอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ให้เป็นไปตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2542
มาตรา 30 ให้คณะกรรมการมีหน้าที่สรรหาและจัดทำบัญชีรายชื่อบุคคลที่มีคุณสมบัติตามมาตรา 28 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 เพื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภา
เมื่อคณะกรรมการได้สรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว ต้องได้รับความยินยอมของบุคคลนั้นก่อนเสนอชื่อไปยังประธานวุฒิสภา
หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาบุคคลตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการกำหนด
มาตรา 31 เมื่อประธานวุฒิสภาได้รับรายชื่อบุคคลตามมาตรา 30 แล้วให้เสนอวุฒิสภาเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
ในการให้ความเห็นชอบผู้ที่สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ ให้วุฒิสภาลงมติโดยต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา
ในการออกเสียงลงคะแนนเพื่อให้ความเห็นชอบ ให้กระทำโดยวิธีลงคะแนนลับ
เมื่อวุฒิสภาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ประธานวุฒิสภานำความขึ้นกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และในกรณีที่วุฒิสภาไม่ให้ความเห็นชอบให้คณะกรรมการคัดเลือกบุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตาม มาตรา 28 และไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 29 เสนอวุฒิสภาเพื่อให้ความเห็นชอบต่อไปจนกว่าวุฒิสภาจะให้ความเห็นชอบ
ให้ประธานวุฒิสภาเป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน
ระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2543
ข้อ 6 การสรรหาผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการให้ดำเนินการดังต่อไปนี้
....
(5) การเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสม ถือตามมติคณะกรรมการโดยวิธีลงคะแนนลับ ในการนี้ให้ผู้ซึ่งได้รับคะแนนเสียงสูงสุดและมีคะแนนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของกรรมการทั้งหมดเท่าที่มีอยู่เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการ ถ้ามีผู้ได้รับคะแนนเสียงสูงสุดไม่เกินกึ่งหนึ่ง ให้ลงมติอีกครั้งหนึ่งต่อเนื่องกันไปและในกรณีนี้ให้ผู้ที่ได้รับคะแนนสูงสุดเป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นผู้ว่าการ
..............................................................................................
3. บทวิเคราะห์กรณีปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน และแนวทางแก้ไข
จากตอนที่แล้ว ผมได้กล่าวถึงบรรดากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการสรรหาผู้ว่าการฯ ซึ่งกฎหมายเขียนอย่างไร ออกแบบอย่างไร ก็คงต้องเป็นไปอย่างนั้น ตราบใดที่ยังไม่มีการแก้ไข ก็ฝันลมๆแล้งๆเหงือกแห้งกันไปก่อน
วันนี้เราจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างไรในปัจจุบัน ผมว่าเร่งด่วนกว่า
อย่างที่ผมว่า เมื่อมันเป็นความผิดพลาดในขั้นตอนที่สำคัญแล้ว ก็ชอบที่จะต้องมีการยกเลิกเพิกถอนกระบวนการนั้นเสีย แล้วแก้ไขให้มันถูกต้อง
แล้วการแก้ไขนั้นมีขอบเขต หรือข้อจำกัดอย่างใดหรือไม่?
ผมคิดว่ามี
ผมเชื่อในคำสอนโบราณ ที่ว่า “อย่าฟื้นฝอยหาตะเข็บ” ไม่ใช่ว่าผมจะล้อสำนวนโบราณ มาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาอย่างข้างๆคูๆ เพราะดูเหมือนวิธีคิดแบบนี้ น่าจะแฝงอยู่ในวิธีคิดของกฎหมายเช่นกัน
สิ่งที่เป็นเรื่องของ “ขั้นตอน” หลีกหนีไม่พ้นที่จะต้องเกิดปัญหาที่ว่า เมื่อขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง ผิดพลาดคลาดเคลื่อน แล้วจะส่งผลต่อขั้นตอนอื่นๆอย่างไร โดยเฉพาะหากปล่อยให้มันล่วงเลยไปยาวนาน หรือเกิดขั้นตอนใหม่ๆ ที่สมบูรณ์ตามกฎหมาย ตามก้นมาติดๆแล้ว
เมื่อผมคิดได้ถึงตรงนี้ ผมก็พยายามที่จะเหลือบมอง บรรดากฎหมายที่มีอยู่ดั่งกองภูเขา ว่าไอ้วิธีคิดแบบนี้ มันซ่อนอยู่ ณ ตรงไหน ของมหาสมุทรกฎหมาย
ไม่รู้อะไรดลใจทำให้ผมนึกถึงวิชาที่ผมถือว่าเป็นของแสลงที่สุด นั่นได้แก่ วิชา”กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง” อันเป็นกฎหมายที่ว่าด้วยการดำเนินกระบวนการระงับข้อพิพาททางแพ่ง โดยใช้ศาลเป็นเวทีเรียกร้องความยุติธรรมของคู่กรณี
เช่นกัน กระบวนพิจารณาของศาลตาม วิฯแพ่ง (ผมเรียกย่อๆนะครับ ตามภาษาที่พวกเรานักกฎหมายใช้กันอยู่ทั่วไปดาษดื่น) ก็เป็นเรื่องของขั้นตอน เริ่มต้นที่การยื่นฟ้อง รับฟ้อง ตรวจฟ้อง ชี้สองสถาน กำหนดประเด็นข้อพาท และหน้าที่ในการนำสืบพิสูจน์ความผิด การพิจารณา โดยคู่ความทั้งสองฝ่ายอ้างพยานหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างข้อเถียงของแต่ละคน ตามหน้าที่หรือภาระการพิสูจน์ที่กำหนด เมื่อศาลรับฟังพยานหลักฐานเพียงพอแล้ว ก็จะเริ่มชั่งน้ำหนักพยาน เชื่อหรือไม่เชื่อฝ่ายใด เพื่อให้ข้อเท็จจริงที่ทั้งคู่ถกเถียงกันอยู่ ยุติลงในข้อเท็จจริงที่ว่า “ใคร ทำอะไร ที่ไหน อย่างไร” เมื่อข้อเท็จจริงยุติลงแล้ว ศาลก็จะเปิดบทกฎหมายดูว่าข้อเท็จจริงเหล่านั้นเข้ากับบทกฎหมายบทใด และก่อให้เกิดผลทางกฎหมายตามกฎหมายนั้นๆอย่างไร และนำไปสู่การพิพากษา อันเป็นการจบกระบวนการพิจารณาคดี (ขั้นตอนหลังจากนี้ก็ยังมีอีกที่เรียกว่าขั้นตอนการบังคับคดี หรือบังคับให้เป็นไปตามคำพิพากษาต่อไป อันนี้ไม่กล่าวถึงล่ะครับ ยืดยาวเสียเปล่าๆ)
จะเห็นได้ว่า ในกระบวนการพิจารณาหลักๆของศาลตั้งแต่ยื่นฟ้อง รับฟ้อง จนกระทั่ง มีคำพิพากษา มันก็เป็นกระบวนการที่เริ่มตั้งแต่หนึ่งยันสิบ (แม้จะมีช่องทางอยู่บ้างพอสมควรที่จะถีบคดีออกจากพิจารณาของศาลโดยไม่ต้องรอให้ถึงสุดสายปลายทางโดยมีคำพิพากษาคดีก็ตามที) มันก็ต้องมี บ้างที่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเกิดผิดพลาดคลาดเคลื่อนไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด
แล้ววิฯแพ่ง ก็ไขปัญหาตรงนี้อย่างไร
พลันผมเหลือบไปเห็น มาตรา 27 แห่งประมวลกฎหมายวิฯแพ่งดังกล่าว ซึ่งเป็นเรื่องที่คู่ความ หรือศาล ท่าน สามารถแก้ไขสิ่งที่เรียกว่า “กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ” ผมสรุปเนื้อหาย่อๆ และแปลงให้มันเป็นภาษาของมนุษย์โลก ดังนี้ครับ
1. กระบวนพิจารณาใด ที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดแต่เป็นเพียงการผิดหลงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อความยุติธรรมในการพิจารณาคดี หรือ ไม่ส่งผลให้เกิดความได้เสียกันระหว่างคู่ความ และไม่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยของสังคมนั้น กฎหมายปล่อยให้มันผ่านเลยไป ไม่ต้องไปแก้ไขอะไร เสียเวลาเปล่าๆ
2. กระบวนการพิจารณาที่ผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญ คือ เป็นกรณีที่ผิดกฎหมายที่เกี่ยวกับความยุติธรรม เกี่ยวกับการได้เสียของคู่ความ ความได้เปรียบในเชิงการต่อสู้คดี หรือเป็นการขัดต่อกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยแล้วนั้น อันนี้กฎหมายอนุญาตให้คู่ความริเริ่มเสนอขอแก้ไขกระบวนการนั้นต่อศาลได้ หรือท่านอาจเห็นและหยิบยกมาว่ากล่าวเองก็ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด
แต่การแก้ไขนั้น ต้องอยู่ในเงื่อนไขทางกฎหมายด้วยครับ หาจะแก้ได้โดยอิสระเสรี เงื่อนไขในการแก้ไขกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม วิฯแพ่ง มาตราดังกล่าว มีดังนี้ครับ
1. คู่ความที่เสียหายจากกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้น ต้องยื่นคำค้านต่อศาลนับแต่วันที่ทราบถึงขั้นตอนที่ผิดระเบียบ ภายใน 8 วัน และต้องก่อนมีคำพิพากษาด้วย นั่นหมายถึง การขอยกเลิกเพิกถอนหรือการแก้ไข ย่อมต้องอยู่ในระยะเวลาพอสมควร และที่สำคัญ ต้องกระทำก่อนที่อะไรๆมันจะสายเกินไป คือ ก่อนที่กระบวนการนั้นมันจะสิ้นสุด ก็คือ ก่อนมีคำพิพากษานั่นเอง
2. คู่ความที่จะยกเอาเหตุที่กระบวนการพิจารณาผิดระเบียบนั้นมาอ้างเพื่อขอแก้ไข หรือยกเลิกเพิกถอนได้นั้น ต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบนั้นแล้ว หมายความว่า รู้ทั้งรู้ว่าผิด แทนที่จะเรียกร้องให้มีการยกเลิกเพิกถอน หรือแก้ไข ความผิดพลาดนั้นกลับไปดำเนินการในขั้นตอนใหม่ภายหลังขั้นตอนที่ผิดพลาดนั้น คือ ผิดที่ 1 แทนที่จะหยุดและร้องแรกให้แก้ไข แต่ดันเงียบแล้ว ไปเริ่มนับ 2 , 3 , 4, ... อันนี้กฎหมายถือว่า คุณให้สัตยาบัน แก่กระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นแล้ว
กฎหมายปิดปากนั่นเองครับ
แล้วมันเกี่ยวกับเรื่องผู้ว่าการฯ ของผมยังไง หลายท่านอาจสงสัย
จำได้ไหมครับที่ผมบอกว่า ผมมองเรื่องราว หรือปรากฏการณ์ดังกล่าว เป็นเรื่องของ “ขั้นตอน” และผมก็คิดว่า เหตุผลในการแก้ไขในเรื่องกระบวนการพิจารณาที่ผิดระเบียบของ วิฯแพ่ง น่าจะเป็นสิ่งที่เทียบเคียงเหตุผล หรือวิธีคิดนั้นมาพิจารณาได้
เบื้องแรกต้องถามว่าขั้นตอนที่ผิดพลาดในการเสนอชื่อผู้ที่เหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ นั้น ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญหรือไม่?
คำตอบอยู่ที่ตอนที่แล้ว ... สำคัญครับ
เมื่อสำคัญแล้วส่งผลอย่างไร?
คำตอบคือ
สามารถยกเลิกเพิกถอน หรือแก้ไขได้ครับ
การยกเลิกเพิกถอนดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใดหรือไม่?
มีครับ ตามที่ผมว่าไว้ข้างต้น แล้วกรณีกระบวนการสรรหาผู้ว่าการฯ อยู่ในข้อจำกัดหรือไม่ครับ
อยู่ครับ ผมมองว่าเมื่อชอบที่จะต้องยกเลิกเพิกถอนหรือแก้ไขขั้นตอนนั้น คตง. เอง หรือตัววุฒิสภาต้องริเริ่มทำการแก้ไข โดยหยุดกระบวนการที่จะต้องดำเนินต่อไปตามกฎหมายเสียก่อน และต้องรีบทำก่อนที่กระบวนการมันจะสิ้นสุด นั่นก็คือก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ซึ่งผมถือว่าเป็นขั้นตอนสุดท้าย ก็เหมือนกับหากจะแก้กระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบก็ต้องทำเสียก่อนที่ศาลจะมีคำพิพากษา
ถามว่าทั้ง คตง. เอง และวุฒิสภา ได้ไปทำอะไรอันเป็นการให้สัตยาบันความผิดพลาดคลาดเคลื่อนนั้นหรือไม่
จมหูเลยครับ
ประเด็นความผิดพลาดนี้ได้ถูกหยิบยกมาอภิปรายแล้วด้วยซ้ำโดยวุฒิสมาชิกเองและก็มีมติไปแล้วว่าไม่มีปัญหา วุฒิสภาสามารถเลือกจากสามคนได้แถมยังได้เลือกคุณหญิงจารุวรรณ ซึ่งมีคะแนนเป็นอันดับสองของการคัดเลือกโดยคตง. และนำความขึ้นกราบบังคมทูลให้โปรดเกล้าฯ
ในหลวงท่านก็ทรงโปรดเกล้าฯแล้วเรียบร้อย
ฟื้นฝอยหาตะเข็บหรือไม่ครับ
แล้ว ณ วันนี้เราจะทำอย่างไร?
สถานการณ์แห่งปัญหาที่เป็นอยู่ในวันนี้
ถ้าว่ากันตามหลักการที่ผมเห็นว่าควรจะเป็น คุณหญิงจารุวรรณฯ ก็ยังคงมีศักดิ์และสิทธิ์ในตำแหน่งผู้ว่าการฯ อยู่ และถ้าเรื่องมันจบลงง่ายๆอย่างนี้ก็คงดี
แต่ปมปัญหาใหญ่ที่ถูกสร้างขึ้นมาและเป็นการ “ขันชะเนาะ” ให้ปัญหาดังกล่าวเข้ารกเข้าพงไปสุดกู่ ก็คือ การรับเรื่องและการทำคำวินิจฉัยอันสุดแสนจะคลาสสิกของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องด้วยสถานะอันศักดิ์สิทธิ์ของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีผลผูกพันการใช้และการตีความกฎหมายขององค์กรของรัฐทุกองค์กร ทำให้ทั้ง คตง. และวุฒิสภาต่างรีบรับลูกคำวินิจฉัย (รวมทั้งตามคำอธิบายตีความขยายคำวินิจฉัยดังกล่าวโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญด้วย) ด้วยการดำเนินการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯรายใหม่ คือ คุณวิสุทธิ์ มนตริวัตร แล้ว ส่งไปให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และวุฒิสภาโดยเสียงข้างมากก็รีบให้ความเห็นชอบ แม้จะมีเสียงคัดค้านจากบรรดาเสียงข้างน้อย โดยเสนอให้รอจนกว่าจะยุติปัญหาเรื่องสถานะของคุณหญิงจารุวรรณ ให้สงบนิ่งเสียก่อน ทั้งนี้ไม่ว่าจะโดยวิธีการใดก็ตาม แต่ก็ไร้ผล
จะเห็นได้ว่าลำพังแต่การมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว ก็เล่นเอาพวกผมปวดเศียรเวียนเกล้ากันแล้ว และนี่ยังอุตสาห์ลากเอาคุณวิสุทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง รวมทั้งสร้างกระบวนการใหม่ๆเพิ่มเติมอีกสารพัดยิ่งทำให้ประเด็นปัญหาถูกทับถม จนมองยากแก้ยากเข้าไปอีก
อย่างไรก็ตามครับหากยึดเอาตรรกะเหตุผลอย่างที่ผมว่าไว้ ก็ต้องยอมรับความผิดพลาดของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญด้วยเช่นกัน และเดินหน้าต่อไปตามกระบวนการที่เปิดอยู่ นั่นก็คือการทูลเกล้าฯ ชื่อของคุณวิสุทธิ์ เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธย ซึ่งเป็นการทำให้กระบวนการที่เกิดขึ้นมาใหม่นั้นเสร็จสิ้นลงอย่างสมบูรณ์เช่นกัน และทิ้งปมปัญหาร้อยแปดไว้ใต้พรม เพื่อเป็นเมือกตมแห่งปัญญาในการวิพากษ์ทางวิชาการต่อไป
แต่ทว่าการณ์มันกลับไม่เป็นเช่นนั้น เมื่อฝ่ายวุฒิสภารอแล้วรอเล่าเฝ้าแต่รอ จนเวลาผ่านไปกว่า 90 วัน ก็ยังไม่มีทีท่าว่าในหลวงท่านจะทรงลงพระปรมาภิไธยโปรดเกล้าฯคุณวิสุทธิ์ตามที่ทูลเกล้าฯ ไปเสียที ประกอบกับกระแสสังคมที่ขี่ยอดคลื่นของวาทะกรรมเรื่อง “พระราชอำนาจ” กดดัน ทำให้ผู้ชายที่ชื่อ “วิสุทธิ์” ขอถอนตัวจากการเสนอชื่อเพื่อดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ และเป็นเหตุให้ผู้ชายอีกคนที่ชื่อ “สุชน” ต้องขอพระราชทานเรื่องคืน
เหตุการณ์ดังกล่าวเท่ากับเป็นการกระชากพรมที่ปกคลุมปมปัญหาให้กลับคืนย้อนมาสู่จุดเดิมอีกครั้ง เหมือนตอนที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยใหม่ๆ เพื่อให้แก้ไขและทำในสิ่งที่ถูกที่ควรกันอีกสักที ดังนั้นตอนนี้ทางเลือกของบรรดาองค์กรที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบการสรรหาผู้ว่าการฯ มีให้เลือกดังต่อไปนี้ครับ
1. วุฒิสภา ในฐานะที่ต้องแสดงความรับผิดชอบโดยตรงในกรณีนี้ เนื่องจากครั้งหนึ่งเมื่อปีกว่าๆมานี้ ท่านทั้งหลายเพิ่งลงมติเห็นชอบกับรายชื่อของคุณหญิงจารุวรรณให้เป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ ด้วยคะแนนเสียงถล่มทลาย แสดงความเป็นลูกผู้ชายตัวจริงอีกครั้ง โดยยืนยันมติเดิมที่เคยเห็นชอบคุณหญิงจารุวรรณ แม้จะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเอง แต่เมื่อถ่มรดฟ้าไปหลายหยดแล้ว กลืนสักหน่อยเพื่อความถูกต้องคงไม่มีใครว่าอะไร
แต่เชื่อว่าทางนี้น่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยที่สุด เหตุเพราะนอกจากเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองแล้ว ยังเป็นการเดินหน้าท้าชนกับอำนาจและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงอีกต่างหาก
2. คตง. สรรหาคนใหม่แทนคุณวิสุทธิ์ ที่ถอนตัว และส่งรายชื่อนั้นให้วุฒิสภาให้ความเห็นชอบอีกครั้ง และรอลุ้นว่าผู้มาใหม่นั้นจะกลายร่างเป็น “วิสุทธิ์ 2 , 3 , 4 ,...” หรือไม่
โอกาสสำหรับทางนี้ก็น่าจะน้อยอยู่เหมือนกัน เจ็บแล้วคงจะจำกันบ้างครับ
3. ทั้ง คตง. และ วุฒิสภา เล่นเกมส์ตั้งรับยื้อเวลา และรอโอกาสงามๆสวนกลับ ทั้งนี้ก็เพราะในเมื่อคุณหญิงเดินหน้าท้าชน และยืนยันอยู่ตลอดเวลากว่าปีว่าตนยังดำรงตำแหน่งผู้ว่าการฯ โดยสมบูรณ์ตามกฎหมายทุกประการ ท่านเองก็ต้องยอมรับการผ่านพ้นไปของเวลาในการดำรงตำแหน่งของท่านด้วย ซึ่งหากจะนับนิ้วดูแล้ว ก็เหลือเวลาอีกไม่นานนัก และถ้าระยะเวลาดังกล่าวผ่านพ้นไปแล้ว ก็เหมือนกับมีมือที่มองไม่เห็นมาปิดปากท่าน มิให้โต้แย้ง หรือโต้เถียงได้อีกต่อไป
ครั้นเมื่อพ้นระยะเวลาดังกล่าวไปแล้วคุณหญิงเหล็กจะกลับลำ กลับมาขอร่วมวงในการสรรหาอีกก็คงมิได้แล้ว เพราะกฎหมายกำหนดให้ท่านดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียวเท่านั้น ถ้าท่านยอมกลืนน้ำลายกลับมา ก็เท่ากับเป็นการลบด้วยเท้าในสิ่งที่ท่านทำมาตลอด ต่อสู้มาตลอด ซึ่งสิ่งเหล่านั้นเองที่เป็นแรงหนุนให้ท่านเดินทางมาไกลได้ถึงทุกวันนี้ด้วย
ความเป็นไปได้ในทางที่สามนั้น มีสูงมากครับ และเชื่อว่า ทั้ง คตง. และ วุฒิสภาเอง ก็กำลังเดินตามทางนี้อยู่เช่นกัน ความพยายามแรกคือ การที่ คตง. ส่งเรื่องไปให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสถานะของคุณหญิงซึ่งตามฟอร์มครับ เผือกร้อนใครจะอยากเสือกมือมารับ ศาลท่านน่าจะปฏิเสธไปโดยละม่อม ด้วยเห็นว่าปัญหาดังกล่าวเกี่ยวพันกับเรื่องเดิมที่เคยวินิจฉัยไว้แล้ว ถ้าเป็นคดีแพ่งเขาเรียกว่า “ฟ้องซ้ำ” ครับ
ในขณะที่ ส.ว. เสียงข้างน้อยพยายามที่จะยื่นญัตติให้วุฒิสภา ยืนยันสถานะของคุณหญิงตามทางเลือกแรก แต่ก็เป็นไปตามคาด เมื่อ ส.ว. เสียงข้างมากก็รวมพลังกันอย่างเหนียวแน่นตีญัตติดังกล่าว ตกกระป๋องไป
ประกอบกับทุกวันนี้งานของสตง. ก็ยังเดินหน้าไปได้ ด้วยการที่ คตง. ท่านอิงเอาอำนาจตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน ล้วงมาแต่งตั้งรองผู้ว่าการฯ สักคนขึ้นมารักษาราชการแทนในตำแหน่งผู้ว่าการฯ กล่าวโดยง่ายคือ คตง. ได้หยิบ “อะไหล่” ชิ้นหนึ่ง มาสวมใส่แทน เพื่อให้สายพานที่เชื่อมระหว่างท่านกับสตง.ยังไม่สะบั้นหายไป แม้จะพอทำเนาไปได้ งานการยังไม่สะดุด แต่ข้อความคิดในระเบียบบริหารราชการแผ่นดินที่มักเป็นเรื่องของผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชาในสายการบริหารราชการปกติ จะนำมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่าง คตง. กับ ผู้ว่าการฯ และ สตง. ที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างที่ได้กล่าวมาแล้ว ได้มากน้อยเพียงไร ก็เป็นเรื่องที่น่าขบคิดไม่น้อยครับ
เมื่อสังคมไทยยังเป็นสังคมที่ชอบงานบุญบั้งไฟมากไปกว่าการเดินเข้าพิพิธภัณฑ์เพื่อซึมซับความงามและความรู้ฉันใด พี่ไทยก็ชอบที่จะเสพข่าวตามกระแสมากกว่าเพื่อเรียนรู้ฉันนั้น ผมเชื่อว่าหากประเด็นสถานะของผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินดังกล่าวมิได้มีการเชื่อมโยงไปยังวาทะกรรมเรื่องพระราชอำนาจ และไม่ได้ผูกติดกับความเสื่อมศรัทธาในการปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่นของคนในรัฐบาลแล้ว
ลำพังแต่เพียงการถกเถียงในเนื้อหาทางกฎหมาย รวมทั้งการให้ความสนใจกับบทบาทขององค์กรตรวจเงินแผ่นดินเพียงเท่านั้น คงไม่อาจนำพาเอาเรื่องราวดังกล่าวมาได้ไกลถึงขนาดนี้
แต่หากวางใจให้เป็นกลาง และรับข้อมูลข่าวสารเพื่อเรียนรู้แล้ว เหตุการณ์ความวุ่นวายดังกล่าว ก็ได้สร้างคุณูปการแก่วงการกฎหมายมหาชน และวงการตรวจเงินแผ่นดินของบ้านเราไม่น้อยทีเดียวครับ แม้กฎหมายจะปรากฏรูปพรรณสัณฐานให้จับต้องได้ผ่านลายลักษณ์อักษร และมักจะมีคนเล่นแร่แปรธารตุหรือเลี่ยงบาลีเพื่อตีความให้มีความหมายไปหลายนัยโดยมีประโยชน์ส่วนตนเป็นจุดหมายแต่ท้ายสุดแล้ว สิ่งที่ถูกต้องตามเหตุและผลเท่านั้นที่จะทนทานต่อการตรวจสอบ
การใช้และการตีความกฎหมายก็เช่นกัน หากเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องแล้ว ผลแห่งการวินิจฉัยและใช้กฎหมายจะเข้าสู่ระบบแห่งเหตุผลอย่างที่ควรเป็น เปรียบเสมือนกับการปล่อย “เสนะ” (เหยี่ยว) ไปในห้วงอากาศ ซึ่งมันย่อมสามารถโบกโบยบิน โฉบเฉี่ยวเล่นลม ไปในนภากาศได้อย่างสง่างามยิ่ง แต่ถ้าพยายามจะตะแบงเพื่อตีความกฎหมายให้ผิดเพี้ยนไปจากหลักการเหตุผลที่ควรเป็น แม้จะฝืนบินไปได้แต่ก็ไม่ไกล ไม่นานก็ต้องร่วงหล่นลงมา เหมือนกับการโยนเป็ด โยนไก่ขึ้นไปบนท้องฟ้า
หนักกว่านั้น หากอคติทั้งสี่ประการบังตา และมุ่งแต่เพียงแสวงหาประโยชน์จากการเล่นแร่แปรธาตุกฎหมายอย่างเดียว ก็อาจเหมือนกับการโยน “นกเพนกวิน” ขึ้นไปบนท้องฟ้า นอกจากมันจะฝืนแรงบินไม่ได้แล้ว ให้ระวังหัวกบาลของคนโยนขึ้นไปดีๆเถิดครับ แม้มันจะถูกเรียกว่า “นก” (คำวินิจฉัย?) เหมือนกันก็ตามที
กฎหมายที่เกี่ยวข้องครับ
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
มาตรา 27 วรรคแรก ในกรณีที่มิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ในข้อที่มุ่งหมายจะยังให้การเป็นไปด้วยความยุติธรรมหรือที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนในเรื่องการเขียนและการยื่นหรือการส่งคำคู่ความหรือเอกสารอื่นๆ หรือในการพิจารณาคดี การพิจารณาพยานหลักฐาน หรือการบังคับคดี เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อคู่ความฝ่ายที่เสียหายเนื่องจากการที่มิได้ปฏิบัติเช่นว่านั้นยื่นคำขอโดยทำเป็นคำร้อง ให้ศาลมีอำนาจที่จะสั่งให้เพิกถอนการพิจารณาที่ผิดระเบียบนั้นเสียทั้งหมดหรือบางส่วน หรือสั่งแก้ไขหรือมีคำสั่งในเรื่องนั้นอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ศาลเห็นสมควร
วรรคสอง ข้อค้านเรื่องผิดระเบียบนั้น คู่ความฝ่ายที่เสียหายอาจยกขึ้นกล่าวได้ไม่ว่าในเวลาใดๆ ก่อนมีคำพิพากษา แต่ต้องไม่ช้ากว่าแปดวันนับแต่วันที่คู่ความฝ่ายนั้นได้ทราบข้อความหรือพฤติการณ์อันเป็นมูลแห่งข้ออ้างนั้น แต่ทั้งนี้คู่ความฝ่ายนั้นต้องมิได้ดำเนินการอันใดขึ้นใหม่หลังจากที่ได้ทราบเรื่องผิดระเบียบแล้ว หรือต้องมิได้ให้สัตยาบันแก่การผิดระเบียบนั้นๆ



