Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open EC
วิมุต วานิชเจริญธรรม


เศรษฐศาสตร์ของค่าเงินหยวน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลจีนจะพ่ายแพ้ต่อกระแสกดดันจากกลุ่มประเทศคู่ค้าในที่สุด เมื่อรัฐบาลจีนได้ประกาศปรับค่าเงินหยวนที่ถูกตรึงไว้ที่ระดับ 8.28 หยวนต่อดอลล่าร์สหรัฐมาเป็นเวลานาน ให้เพิ่มค่ามากขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 8.11 หยวนต่อดอลล่าร์สหรัฐในวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมา ไม่เพียงเท่านั้น จีนยังประกาศยกเลิกระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่าเงินหยวนถูกกำหนดค่าโดย “ตะกร้าเงิน” อันประกอบด้วยสกุลเงินหลักๆ ของโลกแทนอีกด้วย

จีนถูกกดดันให้ปรับค่าเงินหยวน เพราะเหล่าประเทศคู่ค้าโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา มีการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนเป็นระยะเวลายาวนาน และเหตุผลที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอธิบายความไม่สมดุลทางการค้านี้คือ ค่าเงินหยวนที่อ่อนเกินไปช่วยให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าเหล่านั้น และส่งผลให้ผู้ผลิตในประเทศที่นำเข้าสินค้าจากประเทศจีนต้องสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไป และพลอยทำให้ผู้ใช้แรงงานในประเทศเหล่านั้นต้องพากันตกงานเป็นจำนวนมากด้วย

แม้ว่าการปรับค่าเงินหยวนนี้เป็นสิ่งที่ตลาดการเงินคาดหมายกันมานานแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นไม่ช้าก็เร็ว แต่การปรับที่ส่งผลให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเพียง 2.1% นั้นไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะส่งผลกระทบต่อความได้เปรียบทางด้านการแข่งขันของจีน หรือช่วยแก้ปัญหาการขาดดุลการค้าของเหล่าประเทศคู่ค้ากับจีนได้แต่อย่างใด เพราะการปรับเพิ่มค่าเงินที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคมที่ผ่านมานี้ มิใช่การปรับค่าเงินหยวนให้สะท้อนถึงมูลค่าที่จะนำมาซึ่งสมดุลในตลาดการค้าโลก

ตัวบ่งชี้ถึงค่าเงินหยวนที่สำคัญคือ อัตราแลกเปลี่ยนของเงินหยวนที่มีการซื้อขายกันในตลาด Offshore เพราะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนที่มิได้ถูกควบคุมโดยทางการของจีน ทั้งยังเป็นตัวสะท้อนถึงมูลค่าของเงินหยวนที่ตลาดการเงินประเมินไว้อีกด้วย นิตยสาร The Economist ได้รายงานไว้ว่า มีการซื้อขายเงินหยวนกันในตลาดนี้ในอัตราที่ไม่ต่ำกว่า 7.8 หยวนต่อดอลล่าร์สหรัฐฯ ในการซื้อขายเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

หากตลาดการเงินมีประสิทธิภาพในการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ทางการเงินแล้ว อัตราแลกเปลี่ยนที่ปรากฏในตลาด Offshore ย่อมสะท้อนถึงมูลค่าที่แท้จริงของเงินหยวน ซึ่งค่าเงินที่ระดับนี้จะเป็นระดับดุลยภาพด้วย กล่าวคือเป็นระดับที่จะขจัดความไม่สมดุลในดุลการค้าให้หมดไป และไม่ทำให้จีนได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

ความต่างที่มากขนาดนี้ชวนให้ตั้งคำถามต่อมาว่า เหตุใดแรงกดดันจึงพลันหายไปสิ้นเมื่อจีนประกาศปรับค่าเงินเพียงเล็กน้อยเช่นนี้ อีกทั้งจีนยังแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบตะกร้าเงินที่นำมาใช้นี้ แทบจะไม่แตกต่างไปจากอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ที่ถูกแทนที่แต่อย่างใด (สังเกตได้จากการประกาศให้ค่าเงินหยวนสามารถเคลื่อนไหวได้เพียงในช่วงแคบๆ ไม่เกินร้อยละ 0.3 ต่อวันนั่นเอง) เพราะเหตุใดประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐฯจึงสงบนิ่งไม่ส่งเสียงเรียกร้องให้จีนปรับค่าเงินให้แข็งขึ้นกว่านี้

เหตุผลที่ใช้อธิบายข้อสังเกตข้างต้นนี้คงหนีไม่พ้นว่า เป็นเพราะประเทศเหล่านั้นได้ประโยชน์จากค่าเงินหยวนที่อ่อนกว่าความเป็นจริง และระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ของจีนนั่นเอง

ผลประโยชน์ในเบื้องต้นของการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนก็คือ เมื่อผู้บริโภคในประเทศคู่ค้าเหล่านั้นหันมาซื้อสินค้านำเข้าจากจีนทดแทนสินค้าจากแหล่งผลิตอื่นๆ ที่มีราคาสูงกว่า จะส่งผลให้สินค้านำเข้าจากจีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มสินค้าที่ถูกนับรวมเข้าไว้ในการคำนวณค่าครองชีพหรือดัชนีราคาสินค้าบริโภคในทันที และเนื่องจากสินค้านำเข้าเหล่านี้มีราคาถูกกว่า จึงทำให้ค่าครองชีพหรือดัชนีราคาสินค้าบริโภคมีระดับที่ลดลงจากเดิม และยังทำให้อัตราเงินเฟ้อไม่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงนักด้วย กล่าวได้ว่า สินค้านำเข้าราคาถูกจากจีนช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้บริโภคในประเทศเหล่านั้น และช่วยแบ่งเบาภาระงานของธนาคารกลางในด้านการควบคุมอัตราเงินเฟ้อในประเทศเหล่านั้นอีกด้วย

ประโยชน์ในลำดับต่อมานั้นเกี่ยวโยงกับความได้เปรียบทางการแข่งขันของจีน ที่เกิดจากการที่ระบบเศรษฐกิจจีนอุดมไปด้วยแรงงานจำนวนมากที่ยินดีทำงานเพื่อแลกกับค่าจ้างแรงงานราคาเพียงเสี้ยวเดียวของค่าแรงในประเทศพัฒนาแล้ว แรงงานเหล่านี้เป็นเสมือนแม่เหล็กที่ดึงดูดเงินทุน (และเทคโนโลยีการผลิต) จากต่างประเทศให้โยกย้ายฐานการผลิตมาสู่ประเทศจีน แน่นอนที่ประเทศจีนจะได้รับประโยชน์จากการจ้างงานและการผลิตที่เกิดขึ้นตามมา และมีรายได้เป็นเงินตราต่างประเทศอย่างเป็นกอบเป็นกำจากการส่งสินค้าที่ผลิตได้นั้นไปขายยังตลาดภายนอกประเทศ แต่หากจะมองในอีกมุมหนึ่งแล้ว เจ้าของเงินทุนและเทคโนโลยีการผลิต ซึ่งก็คือบรรดานายทุนหรือบรรษัทข้ามชาติจากประเทศพัฒนาแล้วต่างหาก ที่ได้รับประโยชน์มากกว่า เพราะตามทฤษฎีว่าด้วยการผลิตของหน่วยธุรกิจนั้น รายได้จากการขายสินค้าใดๆ ก็ตามจะต้องถูกแบ่งสรรในรูปผลตอบแทนให้กับปัจจัยต่างๆ ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต ซึ่งมีองค์ประกอบหลักๆ คือปัจจัยทุนและปัจจัยแรงงาน แต่เนื่องจากการผลิตที่ถูกโยกย้ายไปตั้งฐานที่ประเทศจีนนั้นใช้แรงงานในราคาที่ถูกกว่ารายได้ที่แบ่งสรรให้เป็นผลตอบแทนแรงงานจึงมีมูลค่าน้อยลงด้วย และทำให้นายทุนต่างชาติรับส่วนแบ่งจากการขายผลผลิตในฐานะเจ้าของปัจจัยทุน ในสัดส่วนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

ประโยชน์ที่ตกกับบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้จะทบทวียิ่งขึ้นหากเงินหยวนถูกตรึงค่าให้อ่อนกว่าที่ควรจะเป็น เพราะยิ่งค่าเงินหยวนอ่อนเท่าใด เงินทุนในมือของบรรษัทข้ามชาติเหล่านั้นจะมีกำลังซื้อ (ในประเทศจีน) ที่มากยิ่งขึ้นเป็นเงาตามตัว และหากทางการจีนยังคงรักษาค่าเงินหยวนให้ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เช่นที่เคยปฏิบัติมา บรรษัทข้ามชาติเหล่านี้จะยิ่งได้ผลประโยชน์เพิ่มเติมขึ้นอีกจากการที่ไม่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านปริวรรตเงินตราอีกด้วย

จะเห็นได้ว่าทั้งค่าเงินและระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนักนี้ เอื้อประโยชน์ให้กับบรรษัทข้ามชาติอย่างยิ่งยวด จึงไม่น่าแปลกใจเท่าใดนักที่เหล่าประเทศคู่ค้าของจีนต่าง “รับได้” กับการปรับค่าเงินหยวนที่เกิดขึ้นในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง... สหรัฐอเมริกา

แม้ว่าสหรัฐอเมริกาจะมีการขาดดุลการค้ากับประเทศจีนในจำนวนมหาศาล แต่ตลาดการเงินสหรัฐฯกลับเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการขาดดุลการค้านี้ สาเหตุเป็นเพราะจีนได้นำเงินดอลล่าร์ที่ได้จากการเกินดุลการค้านั้น กลับมาลงทุนในตลาดการเงินสหรัฐฯ ด้วยการเป็นผู้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่ เงินดอลล่าร์ที่หมุนเวียนกลับมาลงทุนในประเทศในจำนวนมหาศาลนี้ได้ช่วยให้ระดับของอัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐฯคงอยู่ได้ในระดับต่ำ และส่งผลให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการจ้างงานอย่างมาก ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

จะเห็นได้ว่าประเทศสหรัฐฯก็ได้รับผลประโยชน์กลับคืนจากการที่ขาดดุลการค้ากับจีนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน จนทำให้รู้สึกว่า ประโยชน์ที่ได้จากการปรับค่าเงินหยวนให้สอดคล้องกับมูลค่าในดุลยภาพนั้น อาจ “ได้” ไม่คุ้ม “เสีย”

อันที่จริงกูรูเศรษฐศาสตร์อย่างพอล ครุกแมน ได้เคยแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นนี้ไว้ด้วยเหมือนกัน เมื่อครั้งมาแสดงวิสัยทัศน์ที่กรุงเทพฯ

ในครั้งนั้น ศาสตราจารย์ พอล ครุกแมน ได้ให้ความเห็นว่า หากจีนปรับค่าเงินหยวนขึ้น เพื่อลดการเกินดุลการค้ากับประเทศคู่ค้าแล้วไซร้ จะมีผลทำให้ความได้เปรียบทางการค้าหดหายไป และส่งผลต่อเนื่องทำให้เงินทุนจากจีน หยุดไหลเวียนกลับเข้ามายังตลาดการเงินของประเทศสหรัฐฯ เมื่อแรงซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐหดหายไป ย่อมจะทำให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐฯปรับสูงขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ลามต่อไปยังตลาดสินทรัพย์ โดยเฉพาะตลาดอสังหาริมทรัพย์

เป็นที่ทราบกันดีว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ในประเทศสหรัฐฯนั้น อยู่ในช่วงภาวะฟองสบู่ เพราะอัตราดอกเบี้ยที่คงอยู่ในระดับต่ำมานาน (ย้ำอีกครั้งว่า เป็นผลจากการเกินดุลการค้าของประเทศจีนด้วยเช่นกัน) ก่อให้เกิดการเก็งกำไรในราคาของที่อยู่อาศัย ซึ่งขณะนี้ราคาได้ล่องลอยเหนือมูลค่าตามปัจจัยพื้นฐานไปมากแล้ว จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ฟองสบู่ที่พาให้ราคาที่อยู่อาศัยลอยสูงนั้น มักแตกโพละในทุกครั้งที่มีการปรับอัตราดอกเบี้ยให้สูงขึ้น

ในครั้งนี้ก็เช่นกัน ครุกแมนเกรงว่าหากที่จีนเลิกนำเงินดอลล่าร์มาลงทุนในตลาดพันธบัตรสหรัฐฯแล้ว จะผลักดันให้อัตราดอกเบี้ยในประเทศสหรัฐฯปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจะทำให้ฟองสบู่ในตลาดอสังหาริมทรัพย์แตก และทำให้ราคาและมูลค่าของสินทรัพย์ รวมถึงความมั่งคั่งของครัวเรือนสหรัฐฯ ลดวูบลงในทันที นั่นย่อมหมายถึงวิกฤตเศรษฐกิจอันน่าสะพรึงกลัวที่สามารถสั่นคลอนเสถียรภาพเศรษฐกิจโลกจะเกิดขึ้นใน...ประเทศสหรัฐอเมริกา...มหาอำนาจทางเศรษฐกิจหมายเลขหนึ่งของโลก

การปรับค่าเงินหยวนเพียงเล็กน้อยทำให้ทุกฝ่ายสามารถดำเนินธุรกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นปกติ และช่วยลดแรงกดดันทางการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว ที่ต่างมองว่าสินค้าราคาถูกจากจีนนั้นแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดและงานไปจากคนในประเทศ หากแต่วิถีเช่นนี้สามารถดำเนินต่อไปได้เพียงชั่วระยะหนึ่งเท่านั้น เพราะปัญหาความไม่สมดุลต่างๆ ไม่ว่าในด้านการค้าหรือการเงินระหว่างประเทศ ยังคงไม่ได้รับการแก้ไข เช่นเดียวกับระบบอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ที่ประเทศกำลังพัฒนาต่างนิยมใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ยังคงอยู่ในทางปฏิบัติ เพื่อการบริหารค่าเงินหยวนให้ “นิ่ง” อยู่เสมอ

เมื่อต้นตอของปัญหาความไม่สมดุลทั้งหลายยังไม่ได้รับการแก้ไข เราจึงยังไม่สามารถขีดฆ่าความกังวลของพอล ครุกแมน เกี่ยวกับหายนะทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศสหรัฐฯและสังคมเศรษฐกิจโลกได้เช่นกัน แม้ว่าค่าเงินหยวนจะมีการปรับค่าไปแล้ว แต่ปัจจัยเสี่ยงของค่าเงินหยวนยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 11 สิงหาคม 2548



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter