การแก้ปัญหาหนี้ภาคประชาชน กับ Moral Hazard
จำได้ว่าใครคนหนึ่งเคยบอกกับคนไทยว่า ถ้าไม่เป็นหนี้ก็คงจะร่ำรวยมั่งคั่งไม่ได้..
เพราะผู้ประกอบกิจการธุรกิจที่ขาดเงินทุนของตัวเอง ย่อมต้องอาศัยเงินกู้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ต้องตกอยู่ในสภาพ “เป็นหนี้” ก่อน เพื่อที่จะได้รับเงินทุนมาดำเนินกิจการ เพื่อสร้างรายได้ ..
ดังนั้น การเป็นหนี้จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับผู้ต้องการสร้างฐานะ ยกระดับรายได้..
เมื่อวันวานนั้น ใครคนนั้นไม่เคยพูดถึงความเสี่ยงที่จะตามมาจากการก่อหนี้
...เพราะไม่ใช่ว่าผู้ที่ก่อหนี้จะสามารถสร้างรายได้ให้เพียงพอจะชำระคืนมูลหนี้และดอกเบี้ยได้เสมอไป
ในวันนี้... เราได้เห็นแล้วว่าคนที่ก่อหนี้ไว้นั้น อาจประสบปัญหาในการชำระคืนหนี้ได้ และบางครั้งปัญหานั้นอาจยืดเยื้อและพัวพันกับการฟ้องร้องดำเนินคดีในชั้นศาล... เป็นระยะเวลายาวนาน
ในวันนี้... เช่นกัน ที่... รัฐบาลเพิ่งได้พบว่ามีประชาชน ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ จำนวนมากมายที่กู้เงินจากสถาบันการเงินเอกชนและธนาคารของรัฐ และถูกจัดประเภทไว้ว่าเป็นลูกหนี้ “เอ็นพีแอล” หรือกลุ่มที่มีปัญหาในการชำระคืนดอกเบี้ยเงินกู้ มีการประเมินกันว่ามูลค่าเงินต้นของลูกหนี้ “ในระบบ” เหล่านี้สูงถึง 3 หมื่นล้านบาท
รัฐบาลจึงได้หันมาให้ความสนใจกับกลุ่มผู้เป็น “หนี้” โดยพุ่งเป้าในการแก้ไขไปยังกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีมูลหนี้ไม่เกินสองแสนบาทก่อน ลูกหนี้ที่จะได้รับการเหลียวแลในระดับต้นๆ นั้นจะเป็นผู้ที่อยู่ระหว่างถูกฟ้องร้องดำเนินคดีก่อนเดือนมิถุนายน 2548 และเป็นลูกหนี้ทั้งจากประเภทสินเชื่อบุคคลและประเภทสินเชื่อบัตรเครดิต ลูกหนี้ที่อยู่ในกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงแสนราย ตัวเลขเงินต้นทั้งหมดสำหรับกลุ่มที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาเป็นลำดับแรกนี้เป็นจำนวน 7 พันล้านบาท และมีดอกเบี้ยต้องชำระอีก 2 หมื่นล้านบาท
เมื่อพิจารณาถึงมูลค่าหนี้และดอกเบี้ยค้างชำระแล้ว จะเห็นว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยเลย ดังนั้น จึงไม่แปลกที่จะมีผู้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับแนวทางการแก้ปัญหาที่ปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
แนวทางการแก้ปัญหาที่ได้มีการพูดถึงในเบื้องต้นนั้นระบุไว้ว่า รัฐบาลจะลดหนี้เงินต้นให้กับลูกหนี้ถึงร้อยละ 50 และจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยให้กับลูกหนี้เหล่านี้ แต่เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ลูกหนี้เหล่านี้จะต้องชำระหนี้ทั้งหมดคืนให้ครบภายในระยะเวลาหกเดือน
นักวิชาการบางท่านได้แสดงความเห็นไว้ว่า การแก้ปัญหาในลักษณะนี้จะส่งผลเสียต่อวัฒนธรรมการชำระหนี้ของประชาชน และส่งผลให้คนใช้จ่ายเงินเกินตัว มีหลายท่านได้หยิบยกเอาคำว่า Moral Hazard มาใช้กับเหตุการณ์นี้
Moral Hazard ที่บางท่านใช้คำไทยแทนว่า “ความเสี่ยงทางศีลธรรม” หรือ “จรรยาบรรณวิบัติ” มักเกิดขึ้นภายหลังจากการทำสัญญา โดยจะหมายถึงเหตุการณ์ที่บุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถแอบกระทำการโดยที่คู่สัญญาไม่สามารถล่วงรู้ได้ หรือไม่มีหลักฐานเพียงพอจะเอาผิด ซึ่งการกระทำนั้นสร้างผลเสียให้กับคู่สัญญาในลักษณะของการสูญเสียมูลค่าของทรัพย์สินหรือความเสียหายในทางการเงินต่างๆ
ยกตัวอย่างเช่น หากบุคคลหนึ่งกู้ยืมเงินจากธนาคารไป โดยบอกว่าจะนำไปใช้ลงทุนทำธุรกิจ แต่เขาผู้นั้นกลับใช้เงินที่กู้ยืมมาไปกับการซื้อสินค้าบริโภคอันฟุ่มเฟือยแทนการลงทุน เมื่อถึงคราวต้องชำระเงินกู้คืนนั้นก็ไม่มีเงินมาคืนให้ แต่กลับกล่าวอ้างว่านำเงินกู้ไปลงทุนแล้ว และการลงทุนเกิดความเสียหายไม่อาจสร้างรายได้ดังที่คาดการณ์ไว้ได้
ในตัวอย่างข้างต้นนี้ ธนาคารไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าการที่ลูกหนี้ประสบปัญหาการชำระหนี้คืนนั้น เป็นเพราะลูกหนี้ใช้เงินกู้ไปตรงตามที่ควรแล้ว แต่ประสบปัญหาทางธุรกิจจริงๆ หรือเป็นเพราะใช้เงินกู้ไม่ถูกทางกันแน่
ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้จะมีผลอย่างมากต่อการทำงานของตลาดการเงิน ในอันที่จะเป็นศูนย์กลางในการระดมเงินทุนจากผู้มีเงินทุนส่วนเกินไปให้กับผู้ขาดแคลนเงินทุน และจะสร้างปัญหาให้กับการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจด้วย เพราะจะทำให้ผู้ที่มีโครงการลงทุนดีๆ และตั้งใจจะชำระเงินกู้คืนอย่างครบถ้วน ต้องถูกเหมารวมเข้าไว้กับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการขอกู้ไปใช้เพื่อการบริโภคและตั้งใจจะผิดชำระหนี้
ด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้นักวิชาการหลายท่านหวั่นเกรงว่าปัญหา Moral Hazard จะกัดกร่อนเสถียรภาพในภาคการเงินที่กำลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นมาหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540
แต่สิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกว่านั้นก็คือ วิวัฒนาการของปัญหา Moral Hazard ที่ก้าวข้ามไปสู่การเป็นวัฒนธรรมการผิดนัดชำระหนี้ที่ก่อขึ้นจากนโยบายการแก้ปัญหาความยากจนนี้ โดยจูงใจให้บรรดาลูกหนี้มีพฤติกรรมตอบสนองต่อนโยบายในเชิงกลยุทธ์ (Strategically)
กล่าวคือ บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายที่มีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้อาจจงใจแสดงพฤติกรรมของตนดุจดั่งลูกหนี้ที่ผิดชำระดอกเบี้ยได้ เนื่องจากการประกาศนโยบายในครั้งนี้ได้สร้างทัศนคติใหม่ให้กับพวกเขา โดยชี้นำว่าในอนาคตข้างหน้า รัฐบาลจะเข้ามา “อุ้ม” บรรดาลูกหนี้ “เอ็นพีแอล” การคาดการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น เพราะรัฐบาลได้สร้าง “กรณีตัวอย่าง” ให้ประชาชนเห็นแล้วว่า เมื่อหนี้ภาคประชาชนพอกพูนถึงระดับหนึ่ง รัฐบาลจะยื่นมือเข้ามาช่วยแก้ไขปรับโครงสร้างหนี้
แม้ว่าจะมีคนออกมาโต้แย้งว่า การแก้ปัญหานี้จะไม่มีผลต่อพฤติกรรมในภายภาคหน้าของบรรดาลูกหนี้ก็ตาม เพราะไม่มีใครอยากได้ชื่อว่า “เป็นหนี้” เพราะค่านิยมในสังคมเรานั้นมีท่าทีรังเกียจคนเป็นหนี้อยู่
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลก็ไม่สมควรมองข้ามพฤติกรรมของสัตว์เศรษฐกิจที่ตอบสนองอย่างสมเหตุสมผลต่อแรงจูงใจ
เหตุผลที่กล่าวเช่นนี้มีสาเหตุด้วยกันสองประการคือ หนึ่ง ความแตกต่าง (ในรูปตัวเงิน) ของการซื่อสัตย์จ่ายเงินตรงตามกำหนดกับการเป็นลูกหนี้ “เอ็นพีแอล” และได้รับการลดหย่อนมูลหนี้นั้น มากมหาศาลเพียงพอที่จะทำให้คนเลือกตัดสินใจผันตัวเองเป็นลูกหนี้ “เอ็นพีแอล”
ลูกหนี้ที่มีมูลหนี้สองแสนบาท และจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ในอัตราร้อยละ 1 ต่อเดือน สำหรับการกู้ยืมเป็นระยะเวลา 5 ปี จะมีภาระการชำระเงินทั้งหมด 320,000 บาทหากชำระคืนครบถ้วนตามสัญญากู้เงิน หากเทียบกับผลได้จากการเป็นเอ็นพีแอล และได้รับการปรับโครงสร้างจากภาครัฐในที่สุดแล้ว จะพบว่าลูกหนี้จะมีภาระชำระหนี้เพียงแค่ครึ่งหนึ่งของเงินต้น นั่นคือหนึ่งแสนบาทเท่านั้น ความแตกต่างในตัวเงินที่มากถึง 220,000 บาท สามารถจูงใจให้คนจงใจเบี้ยวหนี้ได้ และนี่คือพฤติกรรมที่นักวิชาการเรียกว่า Moral Hazard ซึ่งรัฐบาลไม่อาจละเลยหรือทึกทักเอาเองว่า ประชาชนจะไม่คิดจะกระทำหรือตอบสนองในเชิงกลยุทธ์เช่นนี้
ประการที่สองคือ ผลของ Moral Hazard ต่อค่านิยมในการตกอยู่ในสภาพ “ติดหนี้” กล่าวคือ เมื่อบรรดาลูกหนี้ต่างพากัน “ชักดาบ” จำนวนลูกหนี้เอ็นพีแอลเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น การมีสภาพเป็นลูกหนี้ค้างชำระจึงมิใช่เรื่องแปลกประหลาดแต่อย่างใด สิ่งที่เคยเป็นของต้องห้าม น่าละอาย หากมีคนร่วมชะตากรรมจำนวนมากแล้ว บรรดาลูกหนี้ทั้งหลายก็ย่อมรู้สึก “ปกติ” มากยิ่งขึ้น
ดังนั้น ค่านิยมในสังคมต่อการเป็นหนี้ ที่จะมีผลทำให้ลูกหนี้รู้สึกอับอายที่ได้ชื่อว่าผิดนัดชำระหนี้ ก็จะมีผลต่อความรู้สึกน้อยลงไป และจะทำให้คนเหล่านั้นไม่ให้ความสำคัญกับการชำระคืนหนี้ตรงเวลาเท่าใดนักด้วย
เราอาจกล่าวได้ว่า การประกาศปรับโครงสร้างหนี้ภาคประชาชนครั้งนี้จะมีผลต่อ “ผลได้” และ “ต้นทุน” ของการเป็นหนี้ ในทิศทางที่ทำให้คนเลือกที่จะเป็นหนี้มากยิ่งขึ้น กล่าวคือ จะมีผลได้ในรูปของเงินที่ต้องจ่ายน้อยลงในที่สุด และมีต้นทุนลดลงจากการที่คนจำนวนมากขึ้นในสังคมเป็นหนี้เอ็นพีแอล และค่านิยมในสังคมเกี่ยวกับการเป็นหนี้ เสื่อมความรุนแรงลง
การตอบสนองต่อนโยบายแก้ไขหนี้ภาคประชาชนนี้ มิเพียงจะมีแต่ด้านของลูกหนี้เท่านั้น สำหรับในด้านของเจ้าหนี้นั้น ย่อมมีการตอบสนองในลักษณะที่ไม่ต่างกันเท่าใดนัก เพราะด้านเจ้าหนี้ ก็จะมีการตอบสนองกับนโยบายในเชิงกลยุทธ์ด้วยเช่นกัน เจ้าหนี้ที่คาดคะเนได้ถึงความสูญเสียทางการเงินเช่นนี้ ย่อมต้องหามาตรการต่างๆ ที่จะรักษาผลประโยชน์ของตนไว้ ซึ่งหากมิใช่การเพิ่มรายได้ในด้านอื่น ก็คงต้องเป็นการลดต้นทุนในการดำเนินการด้านต่างๆ (ในกรณีที่เจ้าหนี้โอนอ่อนผ่อนตามนโยบายที่รัฐบาลประกาศออกมา)
สำหรับเจ้าหนี้ที่ปล่อยกู้นอกระบบ ก็อาจเริ่มคาดการณ์ถึงมาตรการแก้ปัญหาในส่วนของหนี้นอกระบบที่จะตามมา และหากมองจากแนวทางการแก้ปัญหาที่ผ่านมา เจ้าหนี้เหล่านี้คงต้องพยายามเรียกหนี้คืนให้เร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดชำระหนี้หรือการเรียกสินทรัพย์ประเภทอื่นทดแทน อีกทั้งยังอาจทำการตกลงปรับมูลหนี้ให้เพิ่มสูงขึ้นจากเดิม เนื่องจากคาดคะเนล่วงหน้าถึงการแฮร์คัทมูลหนี้
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นตามมาได้คือ ภาวะการขาดแคลนเงินทุนอย่างหนัก เพราะบรรดาเจ้าหนี้ทั้งหลายทั้งในและนอกระบบ ต่างไม่อยากปล่อยกู้กันอีกต่อไป เนื่องจากเกรงกลัวพฤติกรรม Moral Hazard ของลูกหนี้ และหากเป็นเช่นนั้นแล้ว เราอาจพบกับภาวะการชะลอตัวของการใช้จ่าย การชะลอตัวของสินเชื่อ และอัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินที่จะยังคงอยู่ในระดับต่ำต่อไป
ข้อสังเกตทั้งหมดในบทความนี้ตั้งอยู่บนข้อสมมติที่ว่า รัฐบาลไม่นำเอาหนี้ภาคประชาชนเข้ามาเป็นภาระหนี้ของรัฐบาล เพราะเมื่อใดก็ตามที่หนี้ภาคประชาชนถูกโอนเข้ามาเป็นภาระหนี้ของรัฐบาลแล้ว นั่นย่อมหมายถึงภาระภาษีจำนวนมหาศาลที่ชนชั้นกลางทั้งหลายจะหลบเลี่ยงไม่ได้ ด้วยเหตุที่ว่ารัฐบาลชุดนี้คงไม่รีดภาษีเอาจากคนรวยแน่ๆ
ใครกันนะที่ว่าเป็นหนี้ก่อนแล้วถึงจะรวย....
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 13 ตุลาคม 2548



